ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. [ส่วน E-BOOK มาวันที่ 09/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 1
เสียงพูดคุยจอแจปะปนกับเสียงอุปกรณ์กองโตถูกเคลื่อนย้ายไปยังบูธต่าง ๆ กึกก้องอยู่ทั่วลานกิจกรรม
กลุ่มนักศึกษานับสิบชีวิตกำลังจัดซุ้ม ซ้อมการแสดง หรือแบกของวิ่งวุ่น บรรยากาศคึกคักเหมือนเทศกาลย่อม ๆ
แต่ในความอลหม่านนั้น มีอยู่มุมหนึ่ง...ที่สงบนิ่งจนน่าเอะใจ
“โนวา!”
ฉันยืนเท้าเอวอยู่ตรงขอบลาน สายตามองจ้องเพื่อนสนิทตัวดีที่กำลังนั่งแหมะอยู่ข้างกระถางต้นไม้
เขานั่งหลังพิงกำแพง ดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดเหมือนจะหลับเต็มที
สีหน้าเหมือนิญญาจะหลุดจากร่าง ขาทั้งสองเหยียดไปข้างหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
คนผ่านไปผ่านมาไม่รู้กี่คนมองมาที่เราด้วยสีหน้าทั้งขำทั้งระอา
“นายอย่าทำหน้าเหมือนจะเป็ลมได้มั้ย? มันน่าหงุดหงิดอะ!”
โนวาหันมามองฉันช้า ๆ เหมือนกล้องสโลว์โมชั่น ก่อนถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“แล้วให้ทำหน้ายังไงอะไบร์ท...”
เขาขยับตัวนิดหน่อยก่อนเอนหัวพิงไหล่ฉันแบบไม่บอกกล่าว
“โอ๊ย! อย่ามาซบ!” ฉันสะบัดไหล่หนี แต่เขากลับพิงหนักขึ้นกว่าเดิม
“เหนื่อยอ่ะ...ขออ้อนหน่อยดิ”
“...”
ฉันเงียบไปสามวินาที
ไม่ใช่เพราะอยากใจเย็น
แต่เพราะจู่ ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ
“อ้อนบ้านนายสิ! นี่มันงานนะโนวา!” ฉันพยายามผลักเขาออก แต่เหมือนเขาจะแกล้งทำเป็หมดแรง เพราะแขนอีกข้างดันยกขึ้นมากอดรอบตัวฉันไว้ด้วย
“ไม่เอาาา~ ขอพักตรงนี้ก่อนดิ...สักห้านาที”
“โนวา...”
“นะ ไบร์ทจ๋า~ ขอห้านาที แล้วจะยอมเดินไปบูธก็ได้”
“ทำไมต้องเรียกชื่อฉันลากเสียงแบบนั้นด้วยวะ!”
ฉันอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ตายตรงนี้
เพราะคำว่า ‘วะ’ นั่นแทบจะหลุดออกมาพร้อมกับเสียงเขินที่อัดแน่นอยู่เต็มอก
โนวาไม่ได้ตอบ แต่เปลี่ยนจากพิงเฉย ๆ เป็วางคางลงบนหัวไหล่ฉันอย่างหน้าตาเฉย
แล้วพึมพำเสียงงัวเงียอีก
“ก็เหนื่อยนี่นา...เดินมาหลายก้าวแล้วเนี่ย...”
ฉันหลับตาปี๋ พยายามตั้งสติ
พยายามไม่คิดถึงััอุ่น ๆ จากหน้าผากเขาที่แนบอยู่บนไหล่ฉัน
และพยายามไม่ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกข้างซ้าย
คนผ่านไปผ่านมาหลายคนเริ่มหันมามอง บางคนกระซิบกระซาบ บางคนแอบยิ้มขำ
แต่สิ่งที่น่าโมโหที่สุดคือ...
ไม่มีใครใหรือสงสัยเลยว่าทำไมโนวาถึงอ้อนฉันขนาดนี้
เหมือนกับว่า...มันคือเื่ปกติ
“นี่...พอเลยนะ อย่าแกล้งแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นสิ”
ฉันกระซิบเสียงเครียด แต่เ้าตัวยังคงทำหน้าเฉยเมย
“ไม่ได้แกล้ง...อ้อนเฉย ๆ”
“เฉย ๆ บ้านนายสิ!”
สุดท้าย ฉันเลยได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้โนวาพิงอยู่อย่างนั้น
โดยมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากออมกับปีโป้ที่เดินถือแก้วเครื่องดื่มมาจากอีกฝั่ง
“โอ๊ย...นี่คิดจะเปิดตัวเป็แฟนกันเลยใช่มั้ยวะ?” ปีโป้ยกแก้วปั่นขึ้นดูดด้วยสีหน้าปลง ๆ
“ไม่ใช่แฟนเว้ย!” ฉันโวยกลับไป โดยที่ยังไม่สามารถขยับไหล่ออกมาจากวงแขนโนวาได้เลย
“เออ ๆ” ปีโป้เบะปากล้อเลียน
ขณะที่ออมส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้อย่างรู้ทัน
และก่อนที่ฉันจะได้หาทางหลุดพ้นจากอ้อมกอดของมนุษย์แมวขี้เซาข้างตัว
เสียงหัวเราะอีกระลอกจากเพื่อนรอบข้างก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะม้วนตัวกลิ้งหนีความเขิน
“อย่าไปไหนนะ...เรายังเหนื่อยอยู่เลย”
เสียงทุ้มงัวเงียของโนวาดังเบา ๆ ข้างหูอีกครั้ง
ฉันได้แต่นั่งนิ่ง
โดยที่หัวใจยังไม่ยอมหยุดเต้นแรง
หลังผ่านไปเกือบสิบนาที
โนวาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกออกจากไหล่ฉันเลยแม้แต่นิด
"นี่..." ฉันกระซิบเสียงเรียบ “นายจะนั่งอยู่อย่างนี้อีกนานมั้ย?”
“จนกว่าเราจะรู้สึกว่าเดินได้อ่ะ...” เสียงทุ้มี้เีตอบแบบไม่ทุกข์ร้อน
“เออ! งั้นฟังให้ดีเลยนะ” ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดแรง ๆ “นายต้องไปค่ายสร้างสรรค์สื่อกับฉันสุดสัปดาห์นี้ เข้าใจไหม?”
โนวาเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ตาเบลอ ๆ ของเขาหลี่ลงคล้ายยังง่วงอยู่
“อะไรนะ?”
“ก็โปรเจกต์ใหญ่ไง คะแนนเก็บ วิชาสื่อสร้างสรรค์เบื้องต้น จำได้มั้ย?”
“จำได้...” เขาพยักหน้าเบา ๆ “แต่ไม่ได้สมัครไปนี่...”
ฉันยิ้มกว้างแบบมีเลศนัย ขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโชว์รูปถ่ายกระดาษแผ่นหนึ่งตรงหน้าเขา
ชื่อของ ‘ปุณณัตถ์ เวหากร’ ปรากฏอยู่บรรทัดที่ห้าของลิสต์ผู้ร่วมค่าย
ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือของฉันเองอย่างภาคภูมิใจ
“เรา...ไม่ได้...สมัคร…”
เสียงโนวาเบาลงทุกพยางค์ สีหน้าเหมือนเห็นผี
“ใช่ นายไม่ได้สมัคร” ฉันพยักหน้า “แต่ฉันสมัครให้แล้ว”
“ไบร์ท…”
“อย่าพูดชื่อเราด้วยน้ำเสียงแบบนั้นนะ!”
“นี่เธอแอบยัดชื่อเราเหรอ?”
ฉันยิ้ม “แน่นอน”
“…”
โนวานิ่งไปสามวินาทีเต็ม
ก่อนจะเอนตัวพิงกำแพงด้านหลังแล้วเอามือกุมขมับ
“ไบร์ทโหดร้ายกับเราเกินไปละ” เขาบ่นพึมพำเหมือนโดนหักหลังขั้นสุด
“แล้วนายคิดว่าเราจะปล่อยให้นายหลบอยู่ห้อง แล้วปล่อยให้เราทำงานหนักคนเดียวเหรอ?”
“เราแค่อยากจะอยู่ห้องอย่างสงบเองนะ...”
“ไม่ค่ะ! ขอโทษที่ต้องบอกตรง ๆ แต่นายคือคนเดียวในกลุ่มที่เก่งตัดต่อพอจะช่วยเราได้จริง ๆ”
โนวาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกแขนขึ้นปิดหน้าอย่างหมดแรง
“แย่ละ...เราโดนลากเข้านรกไปแล้วจริง ๆ”
“ค่ายมันไม่ใช่นรกนะ มันแค่ต่างจังหวัด ไปแค่สองวัน!” ฉันยกมือขึ้นเท้าสะโพก
“ต้องตื่นแต่เช้า ต้องเจอแดด ต้องอยู่กับคนเยอะ ๆ ...”
“ต้องอยู่กับเรา...” ฉันหลุดพูดเองแบบไม่ได้ตั้งใจ ก่อนชะงักและรีบกลบเกลื่อน “เราในฐานะหัวหน้าทีมนะ”
โนวาค่อย ๆ ลดแขนลง มองฉันผ่านตาปรือ ๆ ที่ยังดูง่วง ๆ นั่น
“อืม ถ้าอย่างนั้นเราจะไป”
ฉันเบิกตากว้าง “หืม? จริงดิ?”
“แต่มีข้อแม้”
“อะไรอีกล่ะ?”
เขาขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าเราเหลือไม่ถึงคืบ
“ั้แ่ขึ้นรถ...จนถึงกลับ เราอ้อนไบร์ทได้เต็มที่เลยใช่มั้ย?”
“…”
“กอดได้ ซบได้ งอแงได้”
“…”
“แล้วห้ามผลักเราทิ้งกลางทางเด็ดขาด”
ฉันกระพริบตาปริบ ๆ หัวใจเต้นโครมครามเหมือนกำลังอยู่ในการซ้อมเชียร์กีฬามหาลัย
“เงียบแบบนี้คือโอเค?”
“เราขอคิดก่อน”
“โอเค เรารับเป็คำว่าโอเคแล้วกัน”
โนวาพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าพอใจเหมือนคนเพิ่งต่อรองสำเร็จในดีลใหญ่ระดับโลก
“เฮ้ย! นี่มันบังคับกันชัด ๆ!”
“ก็เธอบังคับเราไปค่ายก่อนนี่” เขาไหวไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน
ฉันได้แต่ยืนกัดริมฝีปากแน่น หันหน้าหนีไปอีกทาง
เพื่อไม่ให้เขาเห็นว่าฉันกำลังยิ้มออกมาแบบห้ามไม่ได้
จะว่าไป...
ถึงจะงอแง ี้เี ชอบนอนฟุบกับโต๊ะ
แต่พอรู้ว่าสุดท้ายเขายอมไปด้วยกัน ฉันกลับโล่งใจแปลก ๆ
ฉันเดินไปหยิบกระเป๋ากล้องแล้วหันกลับมา โนวายังนั่งอยู่ที่เดิม
“จะลุกได้หรือยัง?”
“ลุกได้...” เขายื่นมือมาหาฉัน “แต่ต้องดึงเราขึ้นก่อนดิ”
“โนวา!”
“เหนื่อยง่ะ...”
ฉันถอนหายใจสุดเสียง แต่สุดท้ายก็ยอมยื่นมือไปดึงเขาขึ้นจากพื้นอยู่ดี
โดยมีสายตาของเพื่อนรอบข้างมองตามอย่างเอ็นดูปนขำ ทุกคนดูชินกับภาพนี้เกินไป ราวกับมันเป็ฉากประจำของพวกเรา แต่สิ่งที่ฉันเริ่มไม่แน่ใจคือ...
นี่มันยังเรียกว่า ‘แค่เพื่อน’ อยู่เหรอ?