บทที่ 20
ประลองอีกครั้ง
เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงตื่นในเช้าวันรุ่งขึ้น นางก็ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่ นางรู้สึกหิวจนท้องร้องจึงเรียกชิงหลัวมาเพื่อให้นางทำอาหารเช้าให้
ชิงหลัวยืนนิ่งด้วยสีหน้าลำบากใจ “ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อทรงรับสั่งไว้ว่าหากท่านตื่นแล้ว ให้เชิญท่านไปเสวยอาหารเช้าที่ห้องโถงด้านหน้าเพคะ”
“ไท่จื่อไม่ชอบเจอข้าไม่ใช่หรือ? เมื่อก่อนข้าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับเขาด้วยหรือ” เมิ่งอวิ๋นเสียงมองนางด้วยแววตาสับสน นางรู้อยู่ในใจว่าต้องมีบางอย่างที่ยุ่งยากเกี่ยวกับเื่นี้
ชิงหลัวหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างลังเลว่า “ไท่จื่อตรัสว่าท่าน้าจะดูว่าไท่จื่อเฟยเรียนรู้วิธีการนั่งได้บ้างหรือยัง?”
แน่นอนว่าเขากำลังคิดจะหาเื่นาง เมิ่งอวิ๋นเสียงรู้สึกกังวลเล็กน้อย “หากข้าไม่ไปล่ะ?”
“ไท่จื่อตรัสว่าหากเป็เช่นนั้นก็แสดงว่าไท่จื่อเฟยไร้ความสามารถ และจะสั่งให้นางข้าหลวงาุโอวี่สอนท่านอย่างเข้มงวดกว่าเดิมแน่นอนเพคะ”
ชิงหลัวพูดขณะที่ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ “ไท่จื่อเฟย ไท่จื่อก็รู้ว่าท่านได้รับาเ็ แล้วเหตุใดยังต้องมาบังคับให้ท่านเรียนเื่มารยาทใน่หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ด้วยล่ะ เพคะ?”
เมิ่งอวิ๋นเสียงพ่นลมหายใจ แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกไป “นั่นเป็เพราะไท่จื่อจงใจจับผิด และไม่้าให้ข้ารู้สึกดีขึ้น”
ชิงหลัวเข้าใจทันทีว่าเมื่อวานนี้จะต้องเป็ไท่จื่อเฟยที่ไม่เต็มใจจะพูด จึงทำให้ไท่จื่อโกรธเคือง คราวนี้เขาจึงจงใจทำให้นางอับอาย
“แล้วตอนนี้ควรทำเช่นไรดีเพคะ?” ชิงหลัวขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างกังวลใจ “เก้าอี้ไม้ที่ทั้งแข็งและเย็น ไท่จื่อเฟยไม่อาจนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่แข็งและเย็นได้ในตอนนี้”
เมิ่งอวิ๋นเสียงได้ความคิดใหม่ นางกวักมือเรียกชิงหลัว “เ้าไปนำผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มมาเย็บติดกับกางเกงชั้นใน พยายามให้หนาที่สุดเท่าที่จะทำได้”
หลังจากที่ชิงหลัวได้ยิน นางก็รีบลงไปเตรียมจัดการทันที
เมิ่งอวิ๋นเสียงเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่ที่ชิงหลัวช่วยทำให้ จากนั้นก็เดินผ่านทางเดินไปยังห้องโถงด้านหน้า
ก่อนก้าวเข้าไปในประตู นางก็ได้ยินเสียงพูดคุยหยอกล้อราวนกกระจิบในหุบเขา เสียงนั้นดังขึ้นแ่เบา ถ้อยคำนั้นชวนให้นางรู้สึกขมขื่นราวบทเพลง “คะนึงหา” ที่แสนเศร้า
เมิ่งอวิ๋นเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อก้าวเข้าไปในประตู สิ่งแรกที่นางเห็นคือจิ่งหรงและเจียงหลูเยวี่ย ร่างของทั้งคู่แนบชิดติดกันราวกับไม่มีใครอยู่ข้างพวกเขา นางอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่พักหนึ่ง
เจียงหลูเยวี่ยกำลังเลือกตะเกียบสำหรับจิ่งหรง คิ้วของนางขมวดทันใด นางหันไปทางฉากกั้นห้องอันวิจิตรงดงามข้างนาง แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “ดูเหมือนว่าจะดีนะเพคะ แต่ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”
จิ่งหรงหัวเราะออกมาดังลั่น แต่ก่อนที่รอยยิ้มจะจางหายไป เขาก็ตวาดว่า “ออกไป!”
เมิ่งอวิ๋นเสียงที่ประตูตัวแข็งทื่อขณะคิดว่าควรทำเช่นไรต่อ เจียงหลูเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยตาเป็ประกาย แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สาวอย่าเข้าใจผิด ตอนนี้ไท่จื่อไม่ได้หมายถึงท่านเพคะ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงนึกเย้ยหยันในใจ ขณะที่นางกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งออกมาจากหลังฉากกั้นห้อง ในอ้อมแขนถือผีผาเอาไว้ จากนั้นก็เห็นเพียงชุดสีเหลืองซีดที่สะบัดออกไป
เมื่อจิ่งหรงเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงยังคงมีท่าทีสับสน เขาก็รู้สึกเหนื่อยใจและหันไปดื่มชา “ยังไม่เข้ามาอีก”
เมิ่งอวิ๋นเสียงแอบชายตามองเขาแล้วเดินเข้าไปอย่างแช่มช้า ก่อนที่นางจะเข้าใกล้เขา นางก็หยุดและจ้องมองเจียงหลูเยวี่ยที่กำลังพิงกายอยู่ในอ้อมแขนของจิ่งหรง
วันนี้นางค่อนข้างจะตั้งใจแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้า ตกแต่งใบหน้าบางเบาสดใส คิ้วของนางถูกเขียนงามราวภาพวาด มีชาดอยู่ที่หว่างคิ้วเล็กน้อย ั์ตาคู่งามมีความอ่อนโยน ใบหน้านั้นดูเย้ายวนเหมาะกับชุดที่สง่างาม เมื่อเห็นนางในวันงานอภิเษกสมรสก็ยิ่งเห็นว่านางดูงามราวกับดอกบัว
เมื่อเจียงหลูเยวี่ยถูกสายตาจ้องมองอย่างชัดเจนเช่นนี้ นางก็รู้สึกประหม่าอยู่ครู่หนึ่ง นางจำได้ว่าตอนที่จิ่งหรงเจอตนครั้งแรก เขาก็รู้สึกตะลึงงันไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วเอื้อมมือออกไปจับนางไว้ในอ้อมแขนของเขาโดยไม่ลังเล
เจียงหลูเยวี่ยเช็ดใบหน้าที่บอบบางและเรียบเนียนของตน แล้วมองดูเมิ่งอวิ๋นเสียงอย่างเขินอายแล้วพูดว่า “เหตุใดพี่สาวมองเยวี่ยเอ๋อเช่นนี้? เป็ไปได้หรือไม่ว่ามีดอกไม้ติดอยู่บนใบหน้าของเยวี่ยเอ๋อ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงเลื่อนสายตาไปยังเอวที่อ่อนนุ่มราวไม่มีกระดูกของนาง ก่อนจะส่ายหน้าและหัวเราะเบา ๆ “เปิ่นกงแค่คิดว่าท่านั่งของน้องสาวช่างไม่เหมาะสมยิ่งนัก จึงอดไม่ได้ที่จะมองดูอีกสักหน่อย”
รอยยิ้มของเจียงหลูเยวี่ยหายไปทันที แล้วนางก็นั่งตัวตรง