บทที่ 40
เนื้อกระต่ายแสนอร่อย
ตลอดเวลาสามปี เอวาได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับมานาจนถึงขั้นเชี่ยวชาญ แม้จะไม่มีไดรฟ์คอยช่วยปรับกระแสมานาให้กลายเป็นออร่าหรือเวทมนตร์ แต่เธอสามารถแปรเปลี่ยนสภาพของมานาให้เสมือนออร่าหรือพลังเวทย์ได้อย่างใกล้เคียง และความลับนี้มีเพียงเธอ ซิกฟรีดและเคลเลนเท่านั้นที่รู้ เพราะในความเป็นจริงของทวีปเวอร์เทมแบร์ก การที่เอวายังไม่ได้ผสานไดรฟ์เข้ากับร่างกาย ทุกคนจึงเข้าใจว่า เธอยังไม่สามารถเปลี่ยนมานาเป็นออร่าหรือเป็นพลังเวทย์ได้
เอวาไม่ต้องการให้ใครรู้ไพ่ในมือของตัวเอง และยิ่งเป็นคนที่รู้จักกันอย่างผิวเผินแล้วนั้นยิ่งไม่จำเป็นต้องบอกความจริง จึงแสร้งโกหกออกไป “แต่ว่าฉันไม่มีไดรฟ์...”
“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา ผมสามารถมอบไดรฟ์ระดับเงินให้แก่เธอได้”
ในทวีปเวอร์เทมแบร์กไดรฟ์เป็นสิ่งที่มีค่าและหาได้ยากมาก มีคนจำนวนมากต่างยอมตายเพียงเพราะต้องการครอบครองมัน กับตระกูลโบมอน ยังมีคนที่ครอบครองไดรฟ์ไม่ถึงสิบคน การที่เวิลด์กล้ามอบไดรฟ์ออกมาให้เธอง่ายๆแบบนี้ เป็นเพราะความใจกว้างหรือเป็นเพราะเขากำลังสิ้นหนทางที่จะผ่านด่านทดสอบที่สองแล้วจริงๆ
“ขอให้ฉันคิดดูก่อนได้ไหม?”
“เธอจะยังคิดอะไรอยู่อีก ไม่ต้องพูดถึงว่าไดรฟ์มีค่าเพียงใด เอาเฉพาะความตั้งใจของพวกเรา ไม่ใช่ว่าเรามาที่นี่เพราะสมบัติของเรียลเวอร์ซัสหรอ เราจำเป็นต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้”
“เวิลด์ ตอนนี้คุณกำลังกดดันฉัน ให้เวลาฉันคิดสักนิด” เอวาพูดเสียงแข็ง
ได้ยินแบบนั้น เวิลด์รีบควบคุมสติของตัวเอง “ตกลง เธอค่อยๆคิดไป แต่ผมอยากบอกสิ่งหนึ่ง ถึงเธอจะชอบในเส้นทางของอัศวินมากกว่านักเวทย์ แต่พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ยิ่งปล่อยเวลานานไป ยิ่งไม่สามารถตามครีโม่และนานาได้ทัน”
สำหรับเอวา เธอไม่ได้คิดเหมือนกับอีกฝ่าย มีความเป็นไปได้สูงว่า เจตนาของเรียลเวอร์ซัส ไม่ได้ต้องการให้ผู้ท้าชิงร่วมมือกัน แต่เป็นการบังคับให้ฝึกฝน จนสำเร็จต่างหาก ในตัวของคนหนึ่งคนจะต้องใช้ให้ได้ทั้งออร่าและเวทมนตร์
ถึงตรงนี้จิ๊กซอว์ ของบททดสอบแรกก็สามารถต่อเข้าด้วยกันได้ทันที มิติในด่านทดสอบที่หนึ่งมีไว้เพื่อใช้กลั่นมานาในร่างกาย เมื่ออยู่ในระดับเงิน ประกอบกับมานาในร่างกายถูกกลั่นจนบริสุทธิ์ คนๆนั้นจะสามารถเปลี่ยนมานาเป็นออร่าหรือเวทมนตร์ก็ได้ตามใจคิด
เอวายังไม่ได้ให้คำตอบอีกฝ่าย ส่วนเวิลด์ก็ไม่ได้คาดคั้นเหมือนเช่นตอนแรก ใต้เงาไม้เวลาค่ำคืน เสียงไม้แห้งแตกดัง กองไฟเล็กๆถูกจุดด้วยมือของชายหนุ่ม เขากำลังย่างเนื้อกระต่ายที่เตรียมไว้ กลิ่นหอมลอยอบอวลในอากาศ
เวิลด์ร้องตะโกนส่งเสียงเรียกเอวาที่กำลังพักผ่อนอยู่อีกด้านหนึ่งของต้นไม้
“เอวา ผมทำเนื้อกระต่ายเผื่อคุณด้วยมากินสิ”
สำหรับเอวาแล้ว การที่ร่างกายมีมานาไหลเวียนอยู่ทำให้การอดอาหารหกถึงเจ็ดวันเป็นเรื่องปกติที่สามารถอดทนได้ เธอจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาหารมากมายนัก ทว่าหลังจากที่เธอออกจากถ้ำเวลาก็ผ่านไปหกวันพอดี การรับน้ำใจเพื่ออยู่ท้องก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่เสียทีเดียว
“ฉันคิดว่าคุณฝึกฝนการต่อสู้อย่างเดียวซะอีก ที่แท้ก็ทำอาหารเป็นด้วย” หญิงสาวสูดหายใจเบาๆ “จากกลิ่นของมันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน”
“เอาไปเลย ไม่ต้องเกรงใจ” เวิลด์พูดพร้อมกับส่งแท่งไม้เสียบเนื้อให้กับหญิงสาว
เอวารับน้ำใจของอีกฝ่าย “คุณจะใช้เนื้อกระต่ายติดสินบนให้ฉันเลือกเป็นนักเวทย์เหรอไง??”
“เปล่าเลย ผมมาคิดดูแล้ว ตัวเองก็ไม่ควรบีบบังคับใคร หากเอวาไม่ต้องการ พวกเราก็แค่รอ หวังว่า ครีโม่และนานาจะสามารถพิชิตสุสานของเรียลเวอร์ซัสได้ แบบนั้นพวกเราก็ไม่ต้องกลายเป็นวิญญาณเฝ้าที่นี่”
ขณะเคี้ยวเนื้อกระต่ายคำสุดท้ายหมด รสชาติยังค้างอยู่บนปลายลิ้น เธอกำลังจะเอ่ยคำขอบคุณอีกครั้ง แต่จู่ๆร่างกายก็หนักอึ้งโดยไร้สาเหตุ
“แปลกจัง...ฉันรู้สึกเวียนหัว!!!” คำพูดของหญิงสาวแผ่วเบา ไม่เหลือความหนักแน่นในน้ำเสียง
บัดนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเวิลด์หยุดชะงักลงในทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบราวกับคนไร้ความรู้สึก แววตาที่ชายหนุ่มจ้องมองไม่มีความอ่อนโยนเหลืออยู่อีกต่อไป น้ำเสียงเยือกเย็นดังขึ้น “ถ้าง่วง ก็นอนพักได้แล้ว”
“คุณใส่อะไรลงไปในอาหาร!!??”
“ถ้ายังพูดได้ขนาดนี้ แสดงว่าผมใส่ยาลงในเนื้อน้อยไปสินะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน
“แกต้องการอะไร??” เอวาเปลี่ยนสรรพนาม เธอพยายามลุกยืน ทว่าแข้งขาไร้เรี่ยวแรง ได้แต่ใช้ต้นไม้ประครองร่างกายให้ลุกยืนได้สำเร็จ
“ผมบอกให้เธอเดินบนเส้นทางนักเวทย์ เธอยังกล้าที่จะลังเล เธอคิดว่าความสำเร็จของผมเป็นเรื่องตลกงั้นหรือ ชีวิตของเธอเทียบไม่ได้เลยกับความสำเร็จของผม ความสำเร็จของตระกูลแอคนัส...จากนี้ไปผมจะผสานไดรฟ์ให้กับคุณ และทำให้คุณเป็นทาสที่ซื่อสัตย์”
พูดจบ เวิลด์นำอาร์ติแฟกต์รูปไม้กางเขน สีดำขลับตรงกลางมีหินแห่งชีวิตฝังอยู่ออกมา ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาร่างของเอวาที่เวลานี้เธอเซถลา...ล้มลงกับพื้น นอนแผ่ราบสิ้นสภาพ
ในตอนนั้นเสียงของนกฮูกน้อยแผ่วเบาดังเข้าสู่ประสาทรับเสียงของเอวาโดยตรง
“เจ้าแสร้งว่าตัวเองถูกพิษเพื่อล่ออีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ได้ แต่ต้องระวังไม้กากเขนนั้นให้ดี มันเป็นอาร์ติแฟกต์มืดที่สามารถควบคุมจิตใจได้ อย่างให้มันปักไม้กางเขนลงบนหัวใจของเจ้าได้เด็ดขาด”
เอวานั้นระวังตัวมากกว่าที่เวิลด์คิดไว้มาก ไม่มีทางที่เธอจะกินอาหารของคนอื่น และไม่มีทางเลยที่เธอจะไว้วางใจคนแปลกหน้า เพราะชีวิตก่อนของเธอได้สั่งสอนบทเรียนพวกนี้จนสลักลึกเป็นนิสัย แต่การที่เอวาต้องแสร้งเล่นบทเป็นคนถูกพิษนั้นก็เพราะว่า ด้วยนิสัยของเธอ การต่อสู้กับอีกฝ่ายตรงๆ ต่อให้ชนะก็คงเลี่ยงอาการบาดเจ็บไม่พ้น แต่การแสดงทำเป็นสิ้นฤทธิ์ และจ้วงแทงไปที่ลำคอของอีกฝ่ายยามเผลอ เป็นวิธีที่ขจัดความเสี่ยงในการต่อสู้ได้ดีที่สุด!!!