ตอนที่ 10 ชุมนุมบุตรพยัคฆ์
หลังจากทองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ถึงเวลาที่เกวียนจะเริ่มออกเดินทางแล้ว ทองละความสนใจจากการวิตกกังวลเื่โจรูเา ที่เป็เงาของนักฆ่าผู้โเี้
คราวนี้ทองไม่ได้นั่งในเกวียนเก็บขนแกะเช่นตอนขาออกจากเมืองมา แต่ตอนนี้มันมาอยู่ในเกวียนสำหรับนักเดินทางดังเช่นที่ควรจะเป็
เมื่อเข้ามาถึง ช่างเป็เื่บังเอิญจริงที่มันได้พบกับพี่ชายทั้งสองที่ได้พบและพูดคุยกัน
ชายที่ดูท่าทางเป็มิตรชื่อการุณย์ ส่วนชายอีกคนชื่อ เพลิง ซึ่งหลังจากการพูดคุย ทองก็ได้รู้ว่าทั้งสองคน มุ่งหน้าไปยังเมืองท่าเพชร ซึ่งเป็จุดหมายสุดท้ายของการเดินทางลงใต้ของกองคาระวาน
และช่างเป็เื่บังเอิญซ้ำสองที่แม่นางน้อยผู้นั้นก็อยู่ในเกวียนตัวนี้ด้วย ตอนนี้สภาพไม่ต่างกับแมวป่วยที่มีท่าทางเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแม้แต่ผู้ติดตามของนางก็มีอาการไม่ต่างกัน
"แม่หญิงน้อย เ้าเป็อะไรรึไม่ ข้าก็เตือนเ้าแล้ว แต่เ้าก็ไม่ฟังข้า" ทองกล่าวอย่างเป็ห่วง
แม่หญิงน้อยผู้นั้นถลึงตาโตใส่ทองอย่างร้ายกาจ แต่นางรู้ขีดจำกัดของร่างกายตัวเองดี นางจึงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงทองในทันที
ทองเมื่อเห็นว่านางไม่กล่าวอะไร แต่ก็ยังสามารถถลึงตาใส่มันได้ แสดงว่าแม่หญิงน้อยผู้นี้ยังมีจิตใจที่เข้มแข็งอยู่
โบราณว่า กายป่วยใจไม่ป่วย โรคร้ายยากกล้ำกราย มันจึงเชื่อ ว่าอีกไม่นานแม่หญิงน้อยผู้นี้ จะกลับมาสร้างความเดือดร้อนลำคานเช่นเดิม
ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคลื่นไหวของเกวียน
ตอนนี้ตอนมันเริ่มคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ของมันแล้ว เนื่องจากั้แ่ยังเล็กจนถึงป่านนี้มันยังไม่เคย แยกจากกับท่านพ่อและท่านแม่ของมันเกินครึ่งวันเลย
ในเวลาเที่ยง
ขบวนเกวียนคันแล้วคันเล่าจอดเรียงราย ต่อแถวทอดยาวมาจากประตูเมือง เมืองแห่งนี้มีชื่อว่าสุพรรณภูมิ มีความหมายว่าเป็แผ่นดินทอง ทองนั่งอยู่ในเกวียน ชะโงกหน้าออกมาดูอย่างตื่นตาตื่นใจ
ใช้เวลาไม่นานหลังจากตรวจค้นสัมภาระ ทองและคนอื่นก็เข้ามายังในเมืองแห่งนี้ได้ ก่อนเข้ามาในเมืองแห่งนี้ พี่ค้าเร่ได้บอกกล่าวกับนักเดินทางคนอื่นดังเช่นที่บอกทองว่า กองคาระวานจะหยุดพักที่นี่ห้าวัน หากรอไม่ไหวจะคืนเงินมัดจำให้ครึ่งหนึ่ง จึงจะสามารถไปเข้าร่วมคาระวานกองอื่นได้เลย
เพราะฉะนั้นหลังจากที่ทองและคนอื่นเข้ามาภายในเมือง ต่างก็แยกย้ายไปหาที่พักภายในเมือง
และแน่นอนว่าแม่หญิงน้อยกับผู้ติดตาม น่าจะไปหาหมอที่ร้านขายยาก่อนเป็แน่ เนื่องจากหากพวกนางไม่รีบไปโดยเร็วมีหวังป่วยตายอยู่แถวนี้เป็แน่
เช่นเดียวกับ ที่คนอื่นทำ ทองจึงเริ่มมุ่งหน้าสู่จัตุรัสกลางเมืองอย่างรวดเร็ว มันจะต้องเริ่มหาโรงเตี๊ยม เพื่อพักแรม ในระยะเวลาที่พักอยู่ที่นี่
เมื่อทองเดินไปเรื่อยๆ มันก็เหตุบรรดาผู้คนแต่งตัวดูดีมีฐานะมากกว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองของมันหลายเท่า ในขณะที่เดิน**,มันจึงชื่นชมเครื่องแต่งกายของผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วย**
เมื่อมาถึงจัตุรัสกลางเมือง มันได้เห็นรูปปั้นพระสงฆ์ ที่ถูกห่อหุ้มด้วยทองคำ ยืนตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียนอย่างมั่นคง ส่องแสงประกายระยิบระยับ ที่ชวนทำให้ผู้ที่มองนั้นรู้สึกแสบตา
ทองเมื่อเห็นรูปปั้นนั้นก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างอย่างหุบมิได้ มันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมืองแห่งนี้จะมั่งคั่งจนเรียกได้ว่าไม่อาจประเมินได้
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เห็นท่าทีของทองที่ตกตะลึงจากรูปปั้นหล่อทองคำนั้น ก็หัวเราะคิกคักอย่างเอ็นดู
ทองจ้องมองรูปปั้นอยู่นานสองนานจนแสบตา มันจึงเริ่มหักห้ามใจตนเองให้เดินไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักแรม ขณะที่สายตายยังอดชำเลืองมองเป็พักๆมิได้
"โรงเตี๊ยมจันทร์ส่อง"
ทองเมื่อมันได้เห็นชื่อของโรงเตี๊ยม ก็อดอ่านออกเสียงอย่างมิได้ มันรู้สึกว่า ชื่อของโรงเตี๊ยมนี้ ฟังดูห้วนๆไม่ไพเราะเลยจริงๆ
เมื่อเดินผ่าน**,ผลักเข้าไปในประตู ตัวมันได้ยินเสียงกระดิ่ง**
ที่ไม่ดังและไม่เบา ตามด้วยเสียงเอ่ยขึ้นของผู้ดูแลโรงเตี๊ยม
"ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ"
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเอ่ยต้อนรับอย่างพอเป็พิธี ทองสังเกตได้ว่าผู้ต้อนรับเป็หญิงสาวหน้าตาเ็าไร้อารมณ์ สู่แววไม่อยากผูกมิตรกับผู้ใด
ทองกวาดสายตามองหาเก้าอี้ เมื่อมันหาพบเจอแล้ว จึงลากเก้าอี้ยังหน้าโต๊ะผู้ดูแลก่อนปีนขึ้นไป
"ข้าอยากมาพักแรมสักสี่คืนขอรับ"
พนักงานสาวเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แต่ก็คืนกลับสู่ปกติอย่างรวดเร็ว
"กี่ท่านคะ?"
ทองชูนิ้วสั้นๆของมัน "ข้าคนเดียวขอรับ"
หญิงสาวพยักหน้าไม่ถามอะไรต่อ เริ่มดีดลูกคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
"1ตำลึงสองบาทเ้าค่ะ"หญิงสาวยังคงพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย
ทองได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกใ เป็อันมาก เนื่องจากตอนที่มันอยู่เมืองเก่าของมันราคาสูงมากสุด ก็อยู่แค่หนึ่งตำลึงเท่านั้นเอง แต่ก็จ่ายไปอย่างไม่อิดออด
เมื่อจ่ายไปเสร็จแล้ว ผู้ดูแลจึงมอบกุญแจและหยิบหนังสัญญาออกมา เขียนบางอย่างลงไปบ้างเล็กน้อย ก่อนส่งให้มันตามมาติดๆ
"โปรดรักษาหนังสือสัญญาให้ดีด้วยเ้าค่ะ"
ทองพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หากมันทำหนังสือสัญญาหาย มันจะต้องเสียค่าที่พัก ซึ่งมันจ่ายไปแล้วฟรีๆ โอดครวญก็ทำอะไรมิได้
ทองเดินไปเรื่อยๆรอบๆเมืองคราแรกมันคิดว่าจะซื้ออาหารลองท้องสักสองสามอย่าง มันจึงได้รู้ว่าเมืองแห่งนี้ มีราคาข้าวของ แพงกว่าเมืองมันอยู่ถึงสามส่วนสิบ
"หากจะต้องเป็แบบนี้ต่อไป มีหวังข้าได้ใช้เงินจนหมดเกลี้ยงแน่"
ในคราวก่อนที่จะเดินทางออกจากเมืองมา มันคิดว่าเงินร้อยตำลึงช่างเป็เงินที่เยอะมากๆ เนื่องจากเมืองแห่งนั้น ตราบใดที่เ้ามีที่อยู่เ้าก็ไม่ต้องห่วงเื่กิน ต่อให้เ้ามีเงินเพียงหนึ่งตำลึง เ้าสามารถกินอยู่ได้เป็เดือน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นทองจึงวางแผนการหาเงินให้ตนเองเพิ่ม มันอยากจะเข้าไปในป่าภายในเมืองแห่งนี้เพื่อหาของป่านำมาขาย แต่มันไม่รู้ว่าป่าในเมืองแห่งนี้จะถูกเว้นไว้ให้เฉพาะคนของทางการ เหมือนเมืองของมันรึเปล่า
มันจึงได้เดินทางไปถามกับยามเฝ้าประตูเมือง "พี่ท่าน ท่านสามารถเสียเวลาตอบคำถามแก่ข้าสักเล็กน้อยได้รึไม่"
ทหารยามเฝ้าประตูเมืองเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ แต่ก็ได้กล่าวอนุญาต "ได้สิเ้าหนู เ้ามีเื่อันใดจะถามข้า อย่างนั้นรึ**?"**
ทองโค้งตัวขอบคุณ "คืออย่างนี้พี่ท่าน ข้าอยากจะเดินทางเข้าไปในป่าภายในเมือง ไม่ทราบว่าจะสามารถ เข้าไปเก็บของป่ามาได้รึไม่"
"ได้สิ หากเ้าเพียงเก็บของป่าแต่อย่างเดียว ท่านนายอำเภอได้อนุญาตแล้ว แต่หากเป็การล่าสัตว์จะถูกสั่งห้ามไว้"
ทองพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนมันจะเดินทางมุ่งหน้าหน้าไปยังป่าภายในเมือง ตามด้วยเสียงเตือนของทหารยาม "เ้าพยายามอย่าเข้าไปในป่าลึกมากเกินไปเล่า ไม่เช่นนั้นเ้าอาจจะโดนลูกหลงของธนูหรือไม่ก็โดนสัตว์ร้ายขย้ำเอาได้"
เมื่อมาถึงที่หน้าของเข้าของป่า มันก็ได้พบกับนักเดินทางและชาวบ้านท้องถิ่นจำนวนมาก เดินเข้าออกป่าอย่างมากมาย บ้างมีสีหน้าผิดหวังบ้างก็ยินดี ในขณะนั้นเองมันก็ได้ไปเห็นเพื่อนร่วมเดินทาง ที่ร่วมขบวนคาระวานมาด้วยกัน การุณย์และเพลิง
ทั้งสองคนที่กำลังต่อแถวเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆ ก็หันหน้ามาคุยกันบ้างเป็ครั้งคราว ก่อนที่พวกมันทั้งสองจะสังเกตเห็น ทองที่กำลังถูกกลืนกินโดยฝูงชน
"อ้าว เ้าอ้วนน้อย เ้าก็มาเข้าป่าด้วยรึนี่ เ้าจะไปล่าสัตว์พร้อมกับพวกข้าด้วยรึเปล่าล่ะ " เพลิงกล่าวทักทายอย่างประหลาดใจ
ทองเผยสีหน้างุนงง "พี่ท่าน ป่าแห่งนี้มิใช่ถูกทางการสงวนการล่าสัตว์ไว้ อย่างนั้นหรอกรึขอรับ"
การุณย์กล่าวอธิบายแทน "จริงอยู่ที่ทางการสงวนการล่าสัตว์ไว้ แต่ทว่าพวกข้าทั้งสองคนต่างมาจากชุมนุมบุตรพยัคฆ์ ซึ่งจะถูกให้เป็ข้อยกเว้น"
"ชุมนุมบุตรพยัคฆ์??? คืออะไรกันรึขอรับ???"ทองกล่าวถามด้วยความงุนงง
เพลิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "เ้าอ้วนน้อย เ้าช่างไม่รู้อะไรเสียจริง ข้าจะบอกอะไรกับเ้าไว้นะ ชุมนุมบุตรพยัคฆ์ของพวกข้านั้น เป็ชุมนุมกองทัพอิสระ ซึ่งเมื่อผ่านการฝึกอันหฤโหดสองปี
เ้าจะสามารถออกมารับตำแหน่งทางราชกาลได้ ยิ่งเ้าผ่านการฝึกมากและยากเท่าใด เ้าก็จะมีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าเ้าจะไม่ได้เป็ขุนนางที่มีศักดิ์อันมากมาย แต่เ้าก็สามารถมีอำนาจที่พวกขุนนางยังต้องก้มศีรษะให้ได้"
ทองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสายตาเป็ประกาย อำนาจที่เหนือกว่าขุนนางอย่างนั้นหรอ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว 'ท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะทำให้ท่านสุขสบายภายภาคหน้าให้ได้เลย ท่านรออีกสักหน่อยเถอะนะขอรับ' ทองสาบานกับตนเองอย่างเงียบๆ