บทที่ 28
ผู้จัดการฝ่ายขายหน้าเื
ผู้จัดการวัยกลางคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์นั้นกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นเลยพร้อมทั้งพูดด้วยความใจร้อนด้วย “ถัดไปจากที่นี่ 2 บล็อกทางใต้ ที่นั่นมี อะพาร์ตเมนต์ให้เช่าอยู่”
จริงๆั้แ่ที่อู๋ตี้เข้ามาแล้ว ชายคนนี้เหลือบมองแต่ท่าทีของเขาค่อนข้างเมินเฉย
นั่นก็เพราะว่าเสื้อผ้าของอู๋ตี้นั้นดูเก่าแถมหน้าของเขายังดูแค่อายุ 20 ต้นๆอีกด้วย เขาดูไม่เหมือนคนรวยสักกะนิดเดียว ดังนั้นแล้วเขาจึงประมาณไว้ว่าอู๋ตี้คงเป็เพียงชายยากจนที่เพิ่งเรียนจบและ้าจะเช่าบ้านเท่านั้น เพราะงั้นไม่จำเป็ต้องแคร์อะไรมากก็ได้
เมื่อเห็นท่าทีของผู้จัดการแล้ว อู๋ตี้ก็ขมวดคิ้วและพูดขึ้น “ผมไม่ได้จะเช่าอะพาร์ตเมนต์นะครับ”
“อุ่ก” ในท้ายสุดชายวัยกลางคนก็ยอมเงยหน้าขึ้น แต่สีหน้าของเขานั้นเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยาม แต่ก็ไม่ได้เยาะเย้ยอะไร
”เอาล่ะพ่อหนุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาผู้ที่เรียกร้องอะไรต่อมิอะไรมากมาย ในเมื่อนายไม่อยากจะได้อะพาร์ตเมนต์ งั้นนายลองบอกมาดูซิว่านาย้าอะไร?”
อู๋ตี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูด “อยากได้ห้องนอนอย่างน้อย 2 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้องแล้วก็ห้องครัว 1 ห้อง”
เขาคิดว่าในเมื่อเขาจะเช่าบ้านอยู่ข้างนอกแล้ว เขาก็ควรเช่าไว้เผื่อครอบครัวจะมาหาเขาด้วย ดังนั้นจึงเลือกเป็ 2 ห้องนอนขั้นต่ำ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาน่ะกำลังจะจบการศึกษาในอีก 1 ปี และในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ในเมืองตงหลิงต่อ เขาก็ควรจะเลือกในครั้งเดียวให้จบๆไปเลย
“ห้องนอนอย่างน้อย 2 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง ห้องอาบน้ำ 1 ห้องครัว 1 เหรอ...ฮ่าๆๆๆ” ผู้จัดการที่นี่ได้ฟังก็หัวเราะออกมาเหมือนฟังเื่ตลก
“พ่อหนุ่ม ทำไมนายไม่บอกฉันล่ะว่านายอยากจะซื้อแฟลตไม่ก็เช่ามัน? แบบนี้มันก็จบปัญหาได้นะ ว่าไหม?” เขาพูดเชิงเหน็บแนม
ผู้จัดการขายนั้นคิดว่า “ไอ้หนุ่มยากจนนี่ เรียกร้องอยากได้ 2 ห้องนอน 1 ห้องโถง 1 ห้องน้ำ แล้วก็ 1 ห้องครัวเลยเหรอ? ให้ฉันเดานะ แค่ราคาเช่าห้องน้ำนายก็ไม่พอแล้วมั้ง ทะเยอทะยานจริงๆ”
นอกจากนั้น ด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ราคาค่าเช่าบ้านในตอนนี้มันสูงเอามากๆเลย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้ๆมหาลัยชื่อดังแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ราคาค่าเช่าสูงแบบสูงมากๆ
นักศึกษาหลายคนผู้ที่เพิ่งจะเรียนจบนั้น มักจะเลือกเอาอะพาร์ตเมนต์ที่ค่าเช่าราว 5-600 หยวนต่อเดือน เพราะจริงๆแล้วพวกเขาก็แค่เช่าอะพาร์ตเมนต์ไว้ซุกหัวนอนเท่านั้น ซึ่งมันสบายกว่านอนในหอที่ทางมหาลัยจัดให้แบบเทียบกันไม่ติดเลย
ปกติแล้วเด็กจบใหม่นั้นจะได้เงินไม่เกิน 2-3 พันหยวนต่อเดือน ยังไงก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน หากยังคงมีรายได้เท่านั้น
แต่กระนั้น อู๋ตี้กลับไม่ได้ใส่ใจท่าทีเหยียดหยามของผู้จัดการ กลับกันเขากับลูบหัวตัวเองด้วย
ใช่แล้ว ในเมื่อฉันมีเงินเป็ล้านๆแล้ว ทำไมฉันไม่ซื้อบ้านไปเลยนะ จะไปเช่าบ้านทำไม?
ดูเหมือนว่ามันจะมีประโยชน์มากกว่า เขาไม่เคยคิดถึงเื่ซื้อบ้านเลย นั่นก็เพราะว่าบ้านพวกนี้ราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดเื่นี้มาก่อน
“ผู้จัดการ ผมขอซื้อบ้านแทนละกัน แล้วก็ขอเปลี่ยนสเปคนิดหน่อยเป็ 3 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องครัวและ 1 ห้องน้ำเลย พอจะมีบ้านหลังไหนที่ได้สเปคตามนี้บ้างไหมครับ?”
เหตุผลที่เขาเปลี่ยนเป็ 3 ห้องนอนนั้นก็เพราะอู๋ตี้คิดว่า ในเมื่อเขาจะซื้อบ้านแล้วทั้งที เขาคงต้องคิดเผื่อนู่นเผื่อนี่ไว้ด้วยอีก 1 ก้าว
แต่ผลลัพธ์นั้นก็คือ ผู้จัดการขายนั้นหัวเราะหนักกว่าเดิมอีก
“ฮ่าๆๆๆ นี่ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหมเนี่ย? ซื้อบ้านเหรอ? นาย้าบ้านที่มี 3 ห้องนอน 1 ห้องโถง 1 ห้องครัว และ 1 ห้องน้ำใช่ไหม? แบบนั้นไป์ไม่ง่ายกว่าหรือไง ฮ่าๆๆๆ”
อู๋ตี้คิด : จริงๆวันนี้ฉันก็ขึ้น์มาแล้ว แถมเพิ่งจะเอาคนไปห้อยไว้บนต้นไม้ถึง 3 คนเลยด้วย
ขณะนั้นเอง ด้านนอกประตูก็มีชายอายุราวๆ 30 ปีเร่งรีบเข้ามา เขาสวมเสื้อสูทและรองเท้าหนัง สีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมด้วยความกังวลด้วย
“พี่ฉี เมื่อไหร่บ้านผมจะขายออกน่ะ? นี่ฉันรอมาตั้งครึ่งปีแล้วนะ ถ้ายังไม่มีข่าวดีอะไรผมจะต้องอดตายแน่ๆเลย!”
ทันทีที่ชายคนนั้นเข้ามา เขาก็รีบโวยวายผู้เป็ผู้จัดการคนนี้ทันที ดูเหมือนว่าเขาคนนั้นค่อนข้างจะกังวลมากๆเลย
“เสี่ยวลี่? มันไม่มีประโยชน์ถ้าจะมากังวลเอาตอนนี้นะ นอกจากนี้นายเองก็น่าจะเห็นว่าราคาบ้านน่ะมันยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำไมนายต้องรีบร้อนขนาดนี้เล่า? ถ้านายเก็บไว้อีกสักปีบางทีราคามันอาจจะสูงเป็ 2 เท่าเลยก็ได้”
ผู้จัดการแสดงท่าทีสบายๆออกมา
แต่ยิ่งพูด ชายคนนั้นก็ยิ่งกังวล
“พี่พูดว่าบ้านราคามันสูงขึ้นมาตั้งนานแล้ว แต่มันก็ยังขายไม่ได้สักที นี่ผมจะเศร้าจริงๆแล้วนะ ผมไม่ควรไปยืมเงินมาซื้อบ้านหลังใหญ่นั่นเลย ค่าจำนองบ้านนั่นที่ตกเดือนละมากกว่า 10,000 หยวน มันก็จ้องจะฆ่าผมอยู่ด้วย หากผมยังขายบ้านไม่ได้ เดือนต่อไปผมมีเงินไม่พอจ่ายค่าบ้านแน่ๆ”
ชายคนนั้นดูกระวนกระวายมากๆ เขายกมือขึ้นจิกผมตนเอง เห็นได้ชัดเลยว่าผมของเขาแทบจะขาวทั้งหัวแล้ว
ในตอนนั้น แววตาของผู้จัดการขายก็แสดงออกถึงความฉลาดแกมโกงออกมา
“มันไม่ง่ายหรอกนะ ถ้านายไม่จ่ายเงินจำนอง ธนาคารก็จะยึดบ้านของนาย ถ้ามันเป็งั้นจริงๆ เงินดาวน์ของนายที่มากกว่า 1 ล้านคงได้สูญเปล่าแน่ๆ”
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของผู้จัดการ สีหน้าของชายคนนั้นก็ดูแย่ลงไปอีก เขานั่งลงไปบนม้านั่งด้วยร่างกายและจิตใจที่อ่อนเพลีย ผมบนหัวที่จิกนั้นก็แทบจะหลุดคามือมาหมดแล้ว เป็ภาพที่ดูน่าสงสารและน่าเศร้าไปพร้อมๆกันจริงๆ
“นั่นแหละที่ผมกังวล ผมวางเงินดาวน์ไว้กว่า 1 ล้านหยวน แถมนี่น่ะมันเป็เงินเก็บประจำครอบครัวผมอีกด้วย ไม่ว่าจะทั้งจากทางครอบครัวของผม ครอบครัวของเมียผม ของผมแล้วก็ของเมียผมอีก รวมๆกันได้ 6 บัญชี ถ้าหากบ้านโดนยึดไปเพราะผมไม่จ่ายค่าบ้านล่ะก็ ชีวิตผมก็คงจะไม่เหลืออะไรแล้ว!”
คำพูดของชายวัย 30 นี่มันแสดงออกมาผ่านแววตาที่มีน้ำตาแห่งความโศกเศร้านองอยู่
“ผมน่ะเป็เซลล์แมน ทุกๆอย่างของผมมันขึ้นอยู่กับศักยภาพของบริษัทด้วย เมื่อปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมของเรานั้นมีความหวังค่อนข้างสูง เพราะงั้นมันเลยทำให้ศักยภาพของพวกเราสูงกว่าปกติ ดังนั้นการที่ต้องมาจ่ายค่าจำนองบ้านเดือนละกว่า 10,000 หยวนมันจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ยังไงก็แล้วแต่ นั่นมันเป็เื่ของอดีต เพราะปีนี้น่ะอุตสาหกรรมของผมมันถดถอยลงไป และมันทำให้ผมไม่มีเงินมาจ่ายค่าจำนองบ้านไปด้วย ทั้งๆที่ผมกับเมียนั้นมีแผนว่าจะมีลูกด้วยกันในปีนี้แท้ๆ กลับกลายเป็ว่าตอนนี้ต้องดูแลกันเองก่อน ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมานี้ พวกเราต้องกินแค่นมถั่วเหลืองกับข้าวเปล่า แล้วก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น นี่ผมได้ยินมาด้วยว่าบริษัทกำลังจะไล่คนออกเพิ่ม ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ผมน่ะจะไม่สามารถทำอะไรกับเื่นี้ได้เลยนะ!”
สิ้นประโยค เสียงของเขานั้นฟังดูแหบพร่าซึ่งบ่งบอกเลยว่าเขาหมดหวังสุดๆ พร้อมทั้งเศร้ามากๆด้วย
ผู้จัดการขายนั้นจุ๊ปากก่อนจะเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์และลูบไหล่เขาเบาๆ และแสดงความสงสารออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดมันก็แค่หลอกลวง
“เสี่ยวลี่ ฉันรู้นะว่ามันอาจจะเป็เื่ยากสำหรับนาย แต่นายเห็นไหม ว่าที่นี่มันก็ยุ่งยากเหมือนกัน คน้าบ้านมาที่นี่ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อเลย แล้วก็ไม่ใช่ว่าที่นี่รับฝากขายไว้แค่บ้านของนายด้วย เพราะงั้นแล้วต่อให้นายพูดว่าไม่มีใครมาซื้อบ้านของนาย ฉันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยนายขายบ้านได้ยังไงหรอกนะ เสี่ยวลี่”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผู้จัดการด้วยดวงตาที่ริบหรี่
“พี่ฉี ผมขอร้องพี่เลยจริงๆนะ ช่วยหาทางออกให้ผมหน่อยเถอะ บัตรเครดิตเป็สิบๆใบของผมก็ถูกอายัติหมดแล้ว จะเป็ให้ยืมเงิน หรือบอกที่ที่ให้กู้ยืมหรือแหล่งเงินกู้ออนไลน์ก็ได้ อะไรก็ได้ทั้งนั้น เพียงแค่ผมไม่ต้องโดนยึดบ้านก็พอ”
“อ่า...” ผู้จัดการถอนหายใจก่อนจะหันหน้าออก
เขาประคองหลังของชายหนุ่มไว้ก่อนที่สีหน้าจะแสดงรอยยิ้มแบบเขี้ยวลากดินไว้
“เอาล่ะ เสี่ยวลี่ คราวนี้จะบอกว่าฉันไม่ได้ช่วยนายไม่ได้แล้วนะ...ฉันจะซื้อบ้านของนายไว้เอง!”
น้ำเสียงของผู้จัดการฝ่ายขายนั้นฟังดูหนักแน่นและหนักใจอย่างเห็นได้ชัด ราวกับมันกำลังแสดงให้เห็นว่าเขานั้น้าจะช่วยชายคนนี้จริงๆ
“พี่ฉี พี่พูดจริงเหรอ?”
ดวงตาของชายผู้โชคร้ายเริ่มมีความหวังมากขึ้น ไฟที่เคยมอดนั้นถูกจุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งเพื่อขจัดความมืดมน
ในตอนนั้นผู้จัดการยังคงหันหลังให้เขาอยู่ แต่กระนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับแสดงออกถึงความได้กำไรแบบสุดๆ
“จะบอกอะไรให้นะเสี่ยวลี่ ที่ฉันยอมสร้างข้อเสนอนี้ขึ้นมานั่นก็เพราะเห็นหน้าของนายนั่นแหละ แต่นายต้องไม่ลืมเื่นี้ ว่าฉันเองก็กล้ำกลืนเหมือนกัน”
ได้ฟังดังนั้นชายหนุ่มก็รีบพูดขึ้น “พี่ฉี ถ้าพี่มีอะไรอยากจะพูด หากสิ่งสิ่งนั้นเป็สิ่งที่ผมทำได้ ผมจะไม่ปฏิเสธมันเลยต่อให้ต้องขึ้นูเาหรือลงไปในทะเลเพลิงก็ตาม!”
มองกลับไปยังความหวังที่ถูกก่อขึ้นใหม่นี้ เขาไม่อยากให้มันหลุดออกไปอีกนั่นก็เพราะ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว เขาอาจจะโดนยึดบ้านไปแทนโดยไม่ได้เงินก็ได้
ผู้จัดการหันกลับไปหาเขาด้วยท่าทีลึกลับ
“เสี่ยวลี่ ความจริงที่จะพูด นั่นก็คือ ฉันจ่ายนายได้แค่ 2.5 ล้านหยวนเท่านั้น สำหรับบ้านของนาย”
“หะ?”
ชายคนดังกล่าวะโพรวดขึ้นมาจากม้านั่งและมองไปยังผู้จัดการทันที
“พี่ฉี ผมซื้อบ้านหลังนี้มาตั้ง 3 ล้านเลยนะเมื่อ 2 ปีก่อน! แล้วก็ไม่ใช่พี่หรอกเหรอที่บอกว่าบ้านของผมยังสามารถอัพราคาได้อีกใน 2 ปีให้หลังน่ะ? ทั้งๆที่ตอนนี้มันขายทอดตลาดอยู่ที่ 4 ล้านหยวนด้วยซ้ำนะ!”
“โอ้ๆๆ เสี่ยวลี่ เย็นไว้ก่อนๆ ฟังฉัน”
ผู้จัดการกดไหล่ของชายคนนั้นให้นั่งลงไป
จากนั้นเขาก็เริ่มพูดอีกครั้ง “ราคาของบ้านที่นายพูดน่ะใช่ แต่นายต้องดูสถานการณ์ปัจจุบันด้วย ที่นี่ไม่ใช่ตลาด ฉันเห็นว่านายน่าสงสารเลยตัดสินใจจะควักเนื้อเพื่อซื้อบ้านของนายเอง และด้วยเหตุผลนี้ 2.5 ล้านก็เยอะแล้วสำหรับฉัน ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันมีแค่นี้จริงๆ อย่างน้อยๆมันก็ดีกว่านายไม่มีเงินจ่ายค่าบ้านนะ หรือว่าปล่อยให้บ้านถูกธนาคารยึดไปจะดีกว่า?”
“แต่นี่มัน...” สีหน้าของชายหนุ่มนั้นดูยุ่งเหยิงและลังเลสุดๆ
ผู้จัดการนั้นมองเห็นว่าโอกาสในการฟันกำไรกำลังจะมาถึงแล้ว ดังนั้นด้วยหัวใจที่กำลังเยาะเย้ย เขาจึงสุมไฟเข้าไปอีก
“เสี่ยวลี่ ฉันจะให้นายคิดดีๆ ว่าถ้านายไม่จ่ายค่าจำนองบ้าน นายก็จะเสียเงินดาวน์ไปฟรีๆ 1 ล้านหยวน แต่ถ้านายขายบ้านให้ฉันในราคา 2.5 ล้านหยวน นายก็จะสามารถจ่ายค่าจำนองบ้านนั่นด้วยเงิน 2 ล้านหยวน แถมยังเหลือเงินอีก 5 แสนหยวนด้วย คิดดูให้ดีนะว่าจะยอมเสีย 1 ล้านหยวนแต่ยังมีเงิน 5 แสนหยวนไว้ใช้หรือจะทำยังไง นายต้องเลือกด้วยตัวเอง”