หลินโม่กำลังเดินผ่านกองหินเกะกะทันใดนั้นก็สังเกตเห็นกระแสลมแหลมคมพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง เขาจึงหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็วเฟิงเทียนสิงจึงฉวยโอกาสวิ่งเข้ามา ฝ่ามือข้างหนึ่งพุ่งมาฟาดเข้าที่หลินโม่
แม้นในใจจะโกรธเคือง ทว่าเฟิงเทียนสิงกลับไม่ได้ลงมือหนักเพียงแต่ปล่อยพลังเจินหยวนบางเบาออกไปหมายจับหลินโม่เอาไว้เท่านั้นวันนี้ไม่ว่าจะเป็อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องพาหลินโม่ไปให้ได้ สำหรับหน้าแก่ๆ นี้ไม่รักษาไว้แล้วก็ได้
ทันใดนั้นหลินโม่หันกายกลับมาพลันยกหมัดหนักกระแทกขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสอากาศถูกทะลวงไป
ครั้นเห็นหลินโม่ต่อต้านเฟิงเทียนสิงกลับยิ้มอย่างไม่ถือโทษ แทบไม่สนใจหมัดที่ะเิเข้ามา ไม่ต้องพูดถึงหลินโม่ที่บรรลุระดับฝึกร่างไปถึงขั้นที่แปดแม้นจะบรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นท้ายแล้วก็อย่าคิดว่าจะทำอันใดกับเขาได้
ปัง!
เฟิงเทียนสิงหยุดชะงักลงก้มมองกลุ่มพลังเจินหยวนในมือที่ถูกทำลายไป ทั้งยังมีความรู้สึกชาแผ่ซ่านไปทั่วแขนพริบตาท่าทางกลับชะงักนิ่งไม่ไหวติงพลันลืมไปว่าจะต้องจับตัวหลินโม่ไปชั่วเวลาหนึ่ง
ณ เวลานี้ หลินโม่หยุดพักได้เสียที่ไหน พลันปลดปล่อยความเร็วสูงสุดวิ่งไปในทันที
หลังจากบรรลุร่างนริศเก้า์ร่างกายของหลินโม่นั้นแม้จะดูผอมแห้งแต่กำลังทางกายภาพกลับพุ่งไปถึงสภาพที่เกินจะจินตนาการได้ ทุกๆย่างก้าวที่เหยียบลง ผืนแผ่นดินต่างสั่นะเืขึ้นเล็กน้อย
ภายใต้อิทธิพลของพลังอันแข็งแกร่งนี้ความเร็วของหลินโม่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
มองตามหลินโม่ที่จากไปไกลแล้วเฟิงเทียนสิงไม่ได้ตามไป กลับเอาแต่มองแขนที่ยังรู้สึกชาอย่างตกตะลึงหมัดเมื่อครู่ดูเหมือนธรรมดา ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังทางกายภาพอันรุนแรงขีดสุด
นั่นคือพลังที่ะเิจากร่างกายโดยตรงทั้งหมดอย่างเต็มที่พละกำลังอย่างน้อยมีถึงหมื่นจิน
“เ้าเด็กคนนี้...คงไม่ได้แปลงกายามาจากอสูรระดับต่ำหรอกใช่ไหม?คาดไม่ถึงว่าพลังกายจะเปลี่ยนไปเสียจน...” เฟิงเทียนสิงครุ่นคิดด้วยท่าทางแปลกประหลาด
เด็กรุ่นหลังที่ฝึกพลังกายมาถึงระดับเช่นนี้ได้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเฟิงเทียนสิงก็เพิ่งเคยเจอเป็คราแรกชั่วพริบตาเขาก็เข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรหลินโม่จึงไม่ยอมฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งอิงตามพลังกายอันน่าใของหลินโม่ยิ่งเพิ่มคุณสมบัติที่ไม่เลวเข้าไปอีกนับเป็ข้อได้เปรียบอย่างมากในวิถีทางแห่งการฝึก
ทว่าเฟิงเทียนสิงกลับไม่ได้คิดจะถอดใจไปเช่นนี้
หลังจากวิ่งเร็วๆ มาเนิ่นนานหลินโม่ก็เห็นว่าเฟิงเทียนสิงไม่ได้ตามมาแล้วจึงชะลอฝีเท้าลง
การโจมตีเมื่อครู่หลินโม่อาศัยขั้นต้นของร่างนริศเก้า์ปล่อยพลังออกมานี่คือพลังกายล้วนทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเสียจนแปลกใจและสิ่งที่ทำให้เขาไม่คาดคิดที่สุดก็คือพลังกายนี้แม้แต่พลังเจินหยวนต่างก็ทำลายไปได้
“มิน่าล่ะ ร่างนริศเก้า์และศาสตร์ดาราถึงได้วางอยู่ด้วยกันในขณะเดียวกันพลังอำนาจของวรยุทธ์ทั้งสองนี้แกร่งเกินกว่าที่บรรยายในคัมภีร์ม้วนหยกเสียอีก...”หลินโม่เอ่ยขึ้นในใจเดิมทีก็ไม่คิดว่าจะสามารถบรรลุร่างนริศเก้า์ได้ท้ายที่สุดกลับทำให้ร่างนริศเก้า์ของเขาทะลวงถึงสามขั้นต่อกันกระทั่งถึงระดับแรกเริ่มได้
ช่างน่าเสียดายลายเวทย์กระดานหมากรุกก็มีเพียงสามก้าวที่สามารถทำให้หลินโม่อยู่ระหว่างความเป็และความตายได้ ที่เหลือเ่าั้แม้นจะอันตรายแต่ก็ยังไม่ถึงจุดวิกฤติของเสี้ยวแห่งความเป็ตาย ดังนั้นจึงบรรลุได้ถึงเพียงระดับแรกเริ่มเท่านั้น
เพียงแค่ระดับเริ่มต้นพลังของร่างนริศเก้า์ก็แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว หากไปถึงระดับเล็กระดับใหญ่ได้ล่ะก็ไม่รู้ว่าพลังกายจะสามารถทะลุไปถึงระดับใดกัน? พลังกายของหลินโม่ในยามนี้แข็งแกร่งเหนือความคาดหมายดุจดั่งหินผา
“ร่างนริศเก้า์มีทั้งหมดเก้าขั้นสามขั้นแรกบรรลุเรียบร้อยแล้วมีเพียงไปถึงขั้นที่หกให้ได้ถึงจะนับเข้าว่าสู่ระดับเล็กทั้งหาก้าสำเร็จระดับใหญ่ล่ะก็จำต้องบรรลุไปให้ถึงขั้นที่เก้า” หลินโม่พึมพำไตร่ตรองกับตัวเอง
ร่างนริศเก้า์ที่สามารถไปสู่ระดับแรกได้นั้นโดยหลักก็คือเพราะอุบัติเหตุ สถานการณ์เช่นนี้พบเจอได้น้อยมากดังนั้นหลินโม่จึงไม่ได้คิดอันใดมาก กลับกันหากเลื่อนขั้นได้ก็เลื่อนไปไม่ได้ก็ไม่เป็ไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปราณิญญาภายในร่าง
ร่างของสัตวอสุราโบราณเริ่มเกาะตัวเป็กลุ่มแล้วแต่สิ่งประหลาดที่หลินโม่รู้สึกได้คือ ปราณิญญาคล้ายกับว่าไม่ได้หลอมกายาโดยสมบูรณ์ทว่ากลับยังอยู่ในสภาวะระหว่างหลอมกายา หาก้าหลอมกายาอย่างสมบูรณ์ล่ะก็จำเป็ต้องใช้โลหิตอสูรธาตุทองเป็จำนวนมากเท่านั้นจึงจะทำได้
สภาวะของปราณิญญาธาตุไฟก็แปลกไปเช่นกันหลินโม่เคยลองดูดซับโลหิตของอสูรั์หมายให้หลอมกายาออกมา ท้ายสุดกลับถูกกำจัดไปเห็นได้ชัดว่ามีความเกี่ยวข้องกับหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณหลินโม่คาดเอาไว้ว่าจำต้องรอให้ปราณิญญาธาตุไฟกลายสภาพเป็ปราณิญญาชื่อเหยียนเสียก่อนถึงจะสามารถดูดซับโลหิตของอสูรธาตุไฟได้
อีกทั้งหาก้าทำให้ปราณิญญาธาตุไฟกลายสภาพเป็ปราณิญญาชื่อเหยียนล่ะก็เช่นนั้นต้องตามหาแหล่งกำเนิดของธาตุทั้งห้าเสียก่อนจึงจะทำได้
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หางตาของหลินโม่พลันเห็นเข้ากับคนสองคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าตำหนักใหญ่หนึ่งคนในนั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก แน่นอนว่าคือจินเฉียนหยินหนุ่มหน้าถ่อยคนนั้นทว่าข้างๆ คือหญิงสาวในชุดฝึกสีแดงเืนกหน้าตาสะสวยคนหนึ่งองค์ประกอบทั้งห้าบนดวงหน้าของหญิงสาวคนนี้งดงามลงตัวโดยเฉพาะกลิ่นอายแห่งความอาจหาญพิเศษที่แผ่มาจากจุดระหว่างคิ้ว ร่างอวบอิ่มสมบูรณ์ทั้งตัวอบอวลไปด้วยเสน่ห์น่าดึงดูดใจแบบผู้ใหญ่
หลินโม่รู้ตัวในทันทีหญิงสาวตรงหน้าอาจเป็ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสาขาเทียนซิง ทว่าก็ยังอดรู้สึกประหลาดใจขึ้นอย่างไม่ได้
ตอนเข้าสาขาเทียนซิงเมื่อ่แรกนั้นหลินโม่เห็นรูปร่างหน้าตาของจินเฉียนหยินและศิษย์พี่จูทั้งสองคนเป็เช่นนั้นจึงคิดไปแล้วว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสาขาเทียนซิงคงไม่ต่างกันเสียเท่าไรแต่กลับคาดไม่ถึงว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่จะงดงามถึงเพียงนี้
ครั้นเห็นหลินโม่จินเฉียนหยินพลันรีบขยิบตาส่งให้
จากท่าทางบอกใบ้ของจินเฉียนหยิน หลินโม่ยังรู้สึกงุนงงอยู่บ้างหรือระหว่างที่ตัวเองไม่อยู่นั้นจะเกิดเื่อันใดขึ้นกัน?
“เ้าก็คือหลินโม่?” ชื่อหงเหลียนจ้องมองพลางเอ่ยถามหลินโม่ด้วยสีหน้าราบเรียบ
“ศิษย์น้องหลินท่านนี้คือศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสาขาเทียนซิงของเรา ชื่อหงเหลียน” จินเฉียนหยินฝืนยิ้มแนะนำให้รู้จักเ้าเด็กนี่ใยจึงไม่เข้าใจสายตาของเขากัน ยามนี้ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังโกรธอยู่ ใยจึงทำอะไรตรงไปตรงมาเช่นนั้นล่ะ
“ขอรับ สวัสดีศิษย์พี่หญิงใหญ่ขอรับ!” หลินโม่ทักทาย
“อย่ามาเรียกข้าว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่!”
ชื่อหงเหลียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจ “ข้าไม่สนว่าเ้าจะเข้าสายในมาได้ด้วยวิธีใดแม้ว่าเ้าจะถูกเลือกเข้าสาขาเทียนซิงมา แต่สาขาเทียนซิงของพวกข้ายังไม่ได้ตัดสินว่าจะรับเ้าเข้าหรือไม่”
เมื่อรู้สึกถึงน้ำเสียงข่มขู่กรรโชกของชื่อหงเหลียนแล้วรอยยิ้มของหลินโม่พลันหายไป
ได้อันดับหนึ่งในการประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกทั้งยังทำลายสถิติที่เร็วที่สุดในรอบห้าร้อยปี ว่ากันตามหลักหลินโม่ควรถูกเลือกเข้าสาขาลัวซา อันดับหนึ่งจากสี่สาขาเสียด้วยซ้ำทว่าสุดท้ายกลับถูกเขี่ยมาไว้ที่สาขาเทียนซิงอันดับรั้งท้ายเช่นนี้
เอาเถอะ ในเมื่อถูกจัดเช่นนี้หลินโม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกัน
เมื่อเทียบกับสายนอกแล้วอันที่จริงสาขาเทียนซิงก็ดีกว่าบ้าง นอกจากวรยุทธ์ทั้งสองนั่นแล้วส่วนของทรัพยากรการฝึกอื่นๆ ก็ดีขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้นอย่างไรก็ไม่มีทางเทียบกับอีกสามสาขาได้อย่างแน่นอน
จุดนี้หลินโม่ยังไม่ได้วางแผนไว้
แต่ผลสุดท้ายทั้งที่เพิ่งเข้าสาขาเทียนซิงได้เพียงสามวันก็ถูกผู้อื่นพูดใส่ว่ายังมิทันไตร่ตรองให้ดีว่าจะให้เ้าเข้าสาขาหรือไม่
ก่อนหน้านั้นก็มักได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็ธรรมมาทุกรูปแบบแม้ว่าภายนอกหลินโม่จะดูไม่สนใจ ทว่าในใจนั้นกลับยากที่จะไม่รู้สึกน้อยใจมายามนี้ก็ถูกปฏิบัติใส่เช่นนี้อีก ไม่ว่าหลินโม่จะนิสัยดีเพียงใดก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน
“ท่านคือเ้าสำนักหรือ?” หลินโม่จ้องชื่อหงเหลียนตรงๆ
“ข้าไม่ใช่เ้าสำนัก” ชื่อหงเหลียนตอบกลับ
“ในเมื่อท่านไม่ใช่เ้าสำนัก เป็ศิษย์เช่นเดียวกันท่านก็แค่เข้าสาขาเทียนซิงก่อนข้าเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นมีอำนาจหรือคุณสมบัติอันใดมาตัดสินว่าข้าควรไม่ควรเข้าสาขากัน? ยิ่งไปกว่านั้น ที่ข้าเข้าสาขาเทียนซิงนี้ก็เป็การจัดการของสายในเท่านั้นหากท่านมีความเห็นล่ะก็ไปเจรจากับสายในเสียเถอะ ท่านมาถามข้าแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”หลินโม่เอ่ยเสียงขรึมอย่างจริงจัง
ครั้นจินเฉียนหยินข้างๆ เห็นเหตุการณ์ก็ใสีหน้าพลันซีดเผือดราวกระดาษเขาไม่คิดว่าความกล้าของหลินโม่จะมากถึงเพียงนี้ถึงได้กล้าพุ่งชนกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ตรงๆ!