แสงแดดยามเย็นสาดลอดผ้าม่านราคาถูกเข้ามาเป็ริ้ว นากะพริบตาถี่ๆ ขจัดความง่วงงุน เสียงสมาร์ทโฟนที่สั่นครืดคราดไม่หยุดทำให้เธอต้องรีบคว้ามาดู และเมื่อเห็นว่าเป็วิดีโอคอลจากลูกสาว ใบหน้าที่เคยหม่นหมองก็รีบปั้นยิ้มสดใสในทันที
“ค่ะหนูน้ำ ว่าไงคะลูก”
‘แม่คะ ทำไมกลับบ้านไม่พาหนูไปหาคุณตาคุณยายด้วย’ เสียงใสเจื้อยแจ้วลอดออกมาจากลำโพง
“หนูน้ำลูก หนูต้องไปโรงเรียนนะคะอย่าลืมสิ” นาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทว่าในอกกลับหนักอึ้งด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ
‘ถ้าปิดเทอมแล้ว แม่พาหนูไปได้ไหมคะ’ เด็กน้อยยังคงเซ้าซี้ตามประสาคนอยากเที่ยว
“เอาสิลูก ปิดเทอมนี้แม่จะพามาทิ้งไว้ที่นี่สักเดือนเลยดีไหม เอาให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งคิดถึงบ้านไปเลย”
‘หนูไม่ร้องหรอก เพราะหนูโตแล้ว!’ ท่าทางยกแขนเล็กๆ ขึ้นกอดอกอย่างถือตัวนั้นทำให้นาเกือบน้ำตาร่วงด้วยความเอ็นดู
“จ้า... หนูน้ำของแม่โตแล้วจริงๆ” ทว่าบทสนทนาแสนสุขก็ถูกขัดจังหวะ เมื่อ 'ดนัย' อดีตสามีแทรกตัวเข้ามาในเฟรมเพื่อขอคุยกับเธอ นา สูดหายใจลึก รวบรวมความเ็าขึ้นมาเป็เกราะกำบัง
‘นา... เรากลับมาเป็เหมือนเดิมไม่ได้แล้วจริงๆ เหรอ’ ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ‘พี่สัญญา ว่าจะไม่ปล่อยให้นาต้องเหงาอีก’
“พี่ดนัยหยุดเถอะค่ะ นาให้โอกาสพี่มากี่ครั้งแล้ว สุดท้ายนาก็ต้องนอนเคว้งคว้างอยู่บนเตียงคนเดียวเหมือนเดิม” นาตัดบทอย่างไร้เยื่อใย เธออดทนเพื่อลูกมาห้าปีเต็ม แต่มันก็ถึงจุดสิ้นสุดเพราะความ้าที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว “นายังไม่มีใคร และยังไม่พร้อมจะเริ่มกับใครทั้งนั้น...” ทว่าในวินาทีที่พูดคำนั้นออกไป แผ่นหลังกว้างของ 'ใครบางคน' กลับผุดขึ้นมาในมโนสำนึกจนเธอต้องลอบถอนหายใจ
‘นา... พี่รักนามากนะ’
“รักแบบท่อนไม้น่ะเหรอคะ?” นาหลับตาลง นึกถึงคืนวันที่แสนจืดชืดบนเตียงที่เขาไม่เคยเติมเต็มให้เธอได้เลยสักครั้ง
‘พี่...’
“แค่นี้ก่อนนะคะ มีคนมาเรียกหน้าบ้าน” หญิงสาวรีบกดวางสายราวกับหนีความวุ่นวาย ก่อนจะลุกไปเปิดประตู
ร่างอวบเดินออกไปเปิดรั้วให้ 'ต้อง' เพื่อนเล่นสมัยเด็กที่ทำอาชีพส่งน้ำยกถังน้ำเข้ามาวางให้ “เท่าไหร่อ่ะต้อง”
“ร้อยนึง... ครั้งนี้มาหลายวันไหมล่ะ” ต้องถามไถ่ตามประสาคนคุ้นเคย “แล้วไม่พายัยน้ำมาด้วยล่ะเนี่ย”
“มาไม่กี่วันหรอก น้ำมาไม่ได้หรอกยังไม่ปิดเทอมเลย” นาตอบพลางสแกนจ่ายเงินทางมือถือ
“อดทนหน่อยนะเพื่อนเอ๋ย ทางนี้สิยังไม่รู้รสชาติของการมีเมียกับเขาเลย” ต้องยกสมาร์ทโฟนขึ้นเช็กยอดโอนพลางหัวเราะร่า
“เหอะ! เอ็งก็นอนกับเขาไปทั่ว ใครจะกล้าเอาไปทำผัวล่ะ” นาจิกกัดกลับขำๆ
“งั้น... เรามาคบกันไหมล่ะ ฉันไม่ถือเื่ลูกแกหรอก เต็มใจเลี้ยงดูเลยทีเดียว ก็น่ารักซะขนาดนั้น” ต้องพูดทีเล่นทีจริงพลางส่งสายตากรุ้มกริ่ม
“ไอ้ต้อง! มึง!” นาคว้าไม้กวาดใกล้ตัวไล่ทุบเพื่อนรัก “ไอ้บ้านี่ ทะลึ่งไม่เข้าเื่!”
“โอ๊ยๆ ช่วยด้วย อีนามันจะฆ่าฉันแล้ว!” ต้องะโโวยวายพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะะโขึ้นรถหนีไปส่งน้ำบ้านถัดไป
นาหอบหายใจถี่ มองไม้กวาดในมือพลางส่ายหน้า “กวนประสาทไม่เปลี่ยน มิน่าล่ะผู้หญิงที่ไหนจะทนไหว” เธอหมุนตัวกลับเข้าบ้าน โดยไม่รู้เลยว่าจากมุมมืดที่ไกลออกไป... มีสายตาคมกริบคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเธออยู่ด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
ยามค่ำคืนในชนบทอบอวลด้วยกลิ่นดินและเสียงแมลง 'นัด' พี่ชายของนาตัดสินใจโทรเรียกน้องสาวออกมาดื่มย้อมใจ เขาเป็คนเดียวที่กอดปลอบนาในทุกครั้งที่เธอพังพินาศจากความรัก ไม่ว่าจะตอนที่ถูกพลหักหลังจนต้องหนีเตลิดไปไกล หรือตอนที่ต้องหอบลูกสาวตัวน้อยกลับมาเพราะความสัมพันธ์ครั้งใหม่ไปไม่รอด โชคดีที่ทางครอบครัวอดีตสามีฐานะดีและเอ็นดูหลานสาว นาจึงไม่ต้องแบกภาระเื่เงินทองให้เหนื่อยแรงนัก
วงเหล้าบ้าน ๆ ถูกจัดขึ้นบนม้าหินอ่อนสองตัววางต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ นานั่งเบียดอยู่ระหว่าง 'แหวน' พี่สะใภ้ และ 'ต้อง' เพื่อนสนิทที่คอยรับส่งน้ำให้เธอ
เสียงหัวเราะและเื่ตลกวันวานช่วยชะล้างความเครียดที่สะสมมานาน จนกระทั่งต้องโพล่งข้อเสนอเดิมกลางวงเหล้าว่าให้นามาคบกับตนเสียที ทำเอานาต้องคว้าไม้กวาดแถวนั้นไล่ฟาดเพื่อนรักแก้เขิน ภาพบรรยากาศที่แสนครื้นเครงทำให้นาลืมความทุกข์ระทมไปได้ชั่วขณะ
ทว่า... มีใครบางคนที่ไม่นึกสนุกด้วย
'พล' นั่งนิ่ง มือหนากำแก้วเบียร์เย็นจัดไว้แน่น อารมณ์ในอกคุกรุ่นจนบรรยากาศรอบข้างดูเย็นเยียบผิดปกติ สายตาคมกริบจ้องมองจังหวะที่นาหยอกล้อกับต้องด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“ไอ้พล เป็อะไรของมึงวะ ทำหน้าอย่างกับจะไปฆ่าคน” นัดทักขึ้นเมื่อััได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา
“เปล่า... แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” พลตอบปัดสั้นๆ เสียงเรียบ
“คิดถึงเมียเหรอพี่?” แหวนแทรกขึ้นมาพลางเบ้ปาก “สมควรแล้วแหละที่พี่พลต้องเจอแบบนี้ ยัยนาต้องหนีไปไกลจนกู่ไม่กลับก็เพราะฝีมือพี่ทั้งนั้น”
พลหลับตาลงนิ่งงัน คำพูดของแหวนเหมือนเข็มที่ทิ่มลงบนแผลเป็ ในวัยที่คึกคะนองและ้าที่พึ่งทางกายเพียงลำพัง เขาตัดสินใจคว้าผู้หญิงอีกคนมาทำเมีย ทอดทิ้งนาให้จมอยู่กับความเ็ป วินาทีที่เขากลับมาเห็นเธอยืนร้องไห้แต่ยังอุตส่าห์ฝืนเรียกเขาว่า ‘พี่พล’ หัวใจของเขาก็ชาหนึบจนแทบหยุดเต้น
แต่เพราะเขาพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในฐานะภรรยาแล้ว เขาจึงต้องให้เกียรติเธอ จนกระทั่งงานที่รัดตัวและการต้องรับผิดชอบลูกน้องนับสิบชีวิตกลายเป็ช่องว่างให้ภรรยาไปมีชู้ ความสัมพันธ์หลายปีจึงจบลงด้วยการหย่าร้างเมื่อเดือนก่อน ถามว่าเสียใจไหม... เขาก็เสียใจ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจต่อผู้หญิงตรงหน้าในตอนนี้
ยามดึกสงัด...
แหวนที่เมาจนแทบครองสติไม่ได้ ชี้หน้าด่าพลด้วยเสียงอ้อแอ่ฟังกองอยู่ในคอ จน 'นัด' ต้องรีบเข้าไปแบกเมียตัวเองกลับบ้านก่อนที่เธอจะพ่นคำด่าที่ทำให้มองหน้ากันไม่ติดในวันถัดไปออกมามากกว่านี้
“พี่นัด... ไหวไหมนั่น” นาร้องทักเมื่อเห็นพี่ชายทุลักทุเลแบกเมียขึ้นหลัง
“เมาไง... ฮ่าๆ ตกลงคบไอ้ต้องมันหรือยังล่ะ” แหวนยังไม่วายพ่นคำแซวทิ้งท้ายด้วยเสียงยานคาง
“โห... เห็นไหมนา ขนาดพี่สะใภ้ยังเชียร์ขนาดนี้เลยนะ” 'ต้อง' ที่กระดกเบียร์เข้าปากยังคงหยอกล้อนาไม่เลิก
“ไอ้ต้อง... ไอ้เวร หุบปากไปเลย! เอาเอ็งมาทำผัว ก็ไม่ต่างอะไรกับฉันไปคบบาร์โฮสต์หรอกว่ะ” นาหันไปสบถใส่เพื่อนรักอย่างเหลืออด
“โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ยนา” ต้องทำท่าเอามือกุมหน้าอกพลางหัวเราะร่วน “โดนใส่ร้ายจนอกแทบทะลุแล้ว”
“ให้กูช่วยถีบมึงให้หายเจ็บเอาไหม?” จู่ๆ พลก็โพล่งขึ้นมาเสียงเรียบ ใบหน้าเคร่งขรึม
“โธ่... พี่พล โดนเมียทิ้งแล้วอย่ามาระบายอารมณ์กับคนอื่นสิครับ” สิ้นคำของต้อง พลก็ส่งลูกถีบไปอย่างรวดเร็วจนต้องต้องะโหลบพัลวันไปแอบหลังนา “นา! พี่พลจะฆ่ากูอีกแล้ว!”
นากระตุกวูบในใจ เธอเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้นี่เองว่าพลเลิกกับภรรยาแล้ว ‘เลิกกันแล้วเหรอ... มิน่าล่ะ ถึงไม่เห็นหน้าแม่คนสวยนั่นเลย’ ความคิดนั้นทำให้เธอมึนงงจนเผลอเอี้ยวตัวหลบทางให้พลเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของต้องได้สำเร็จ
“โอ๊ยๆ จะโดนแล้ว! พี่พลปล่อยกู๊!” ต้องะโลั่นเรียกเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างที่มองว่าเป็เื่สนุกสนาน
ทว่านากลับไม่ได้รู้สึกสนุกด้วยเลย เธอมองแผ่นหลังกว้างของพลด้วยสายตาเหม่อลอย ความเ็ปที่ถูกฝังกลบไว้ไหลทะลักกลับมาท่วมท้นอกจนหายใจไม่ออก เธอทนดื่มต่อไม่ไหวแล้ว
“นากลับก่อนนะคะ” หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจนคนในวงชะงักมองด้วยความฉงน
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พลรีบปล่อยมือจากต้องแล้วก้าวตามมาทันที
สายตาหลายคู่มองตามคนทั้งสองอย่างมีเลศนัย เื่ราวระหว่างพลกับนาไม่ใช่ความลับของคนในหมู่บ้านนี้อยู่แล้ว
“ไม่ค่ะ... นากลับเองได้” นารีบปฏิเสธเสียงแข็ง แววตาเด็ดขาด
ทว่าพลกลับไม่ฟังคำคัดค้านแม้แต่น้อย เขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางแล้วกระชากร่างอวบอัดให้เดินตามออกไปจากวงเหล้า ท่ามกลางสายตาของลูกน้องที่มองตามหลังอย่างตกตะลึงว่า "หัวหน้า" ของพวกเขากำลังเล่นบทอะไรอยู่กันแน่
ต้องมองตามหลังทั้งคู่ไป แววตาขี้เล่นเมื่อครู่มลายหายไปเหลือเพียงความกังวล “พี่พล... อย่าทำร้ายนาไปมากกว่านี้เลยนะ แค่นี้แผลเธอก็เหวอะหวะไปหมดแล้ว” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะสะบัดหัวกลับมานั่งดื่มต่อ
พลลากนามาจนถึงรั้วบ้าน เขาเหวี่ยงประตูเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ก่อนจะฉุดร่างอวบอัดให้ก้าวตามเข้าไปข้างในอย่างไม่ปรานีปราศรัย
“พี่พล! นาเจ็บ!” หญิงสาวพยายามแกะพันธนาการจากมือหนาที่บีบข้อมือเธอจนขึ้นรอยแดง ทว่าแรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ระคายผิวเขาเลยสักนิด
เมื่อก้าวพ้นประตูบ้าน พลก็เหวี่ยงร่างของนาลงบนโซฟาตัวยาวจนเธอถลาไปตามแรงเหวี่ยง “อยากคบกับไอ้ต้องนั่นนักใช่ไหม!”
นาที่โดนสะบัดลงบนเบาะนุ่มรีบชันตัวขึ้น มือบางลูบข้อมือที่ปวดหนึบพลางตวัดสายตามองคนตัวโตที่ยืนค้ำหัว บดบังแสงไฟจนเงาของเขาฉาบทับตัวเธอไว้มิด “มันเกี่ยวอะไรกับพี่พลด้วย ว่านาจะคบกับใคร!”
แทนคำตอบ พลเดินกลับไปที่ประตูบ้านแล้วกระแทกปิดดัง ปัง! เสียงสนั่นหวั่นไหว
นาใจกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว “พี่พลจะทำอะไรคะ!”
พลไม่ได้ตอบในทันที เขาเดินกลับมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ นาจนเบาะโซฟายุบฮวบ “นาไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ก็จะกลับไปเอง...” น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย พลอยากจะแก้ไขเื่ราวในอดีตให้มันถูกต้อง แม้จะรู้ดีว่าเวลาผ่านไปนานจนแผลตกสะเก็ดแล้ว แต่ความรู้สึกผิดกลับยังกัดกินใจเขาอยู่ทุกลมหายใจ
“บ้าเหรอ!” นายกมือขึ้นกอดอกตัวเองโดยสัญชาตญาณ “นาเป็ผู้หญิงนะ พี่จะมานั่งเฝ้าแบบนี้ได้ยังไง”
คำพูดของนาเหมือนไปกระตุกเส้นด้ายที่ขาดผึง พลหันมาจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะขยับตัวขึ้นมาทาบทับร่างอวบอัดไว้ทันที แรงกดทับจากร่างกายกำยำทำให้นาหายใจติดขัด “เห็นไหม... ถ้าพี่คิดจะทำอะไรนาจริงๆ นาจะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้พี่!” เขาสบตาเธอนิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะตัดใจถอยออกมาสลัดความพลุ่งพล่านทิ้ง พลสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พลางยกมือนวดขมับตัวเองอย่างเคร่งเครียด
นาเห็นจังหวะที่เขาถอยออกไป เธอจึงรีบดีดตัวลุกจากโซฟาแล้วถลาเข้าห้องนอนไปทันที ทิ้งให้ความเงียบงันและกลิ่นอายความตึงเครียดปกคลุมห้องโถงเล็กๆ นั้นต่อไป