องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

            พ่อเฒ่าอันเห็นว่าลูกเขยของตนตั้งใจเรียนรู้ก็จงใจชะลอฝีมือตนเองลง เพื่อให้จางเจิ้นอันสามารถตามได้ทันอันซิ่วเอ๋อร์เองก็คอยเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ จางเจิ้นอันส่วนเด็กทั้งสองนั้นเชื่อฟังคำสั่งเป็นอย่างดีพากันไปหามุมหนึ่งนั่งสานเชือกฟางอยู่เงียบๆ

            “แผงหญ้าคานี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสานให้แน่น หากสานหลวมโพรก พอเอาไปวางบนหลังคาฝนก็ยังรั่วอยู่ดี เช่นนั้นก็เสียแรงเปล่า” พ่อเฒ่าอันมือหนึ่งสานไปพลางอีกมือก็ถ่ายทอดเคล็ดลับสำคัญให้จางเจิ้นอันไปพลางจางเจิ้นอันพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ พ่อเฒ่าอันจึงกล่าวต่อว่า “พวกเจ้ายังหนุ่มยังแน่น การต้องมาอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงหญ้าคาเช่นนี้สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องดี ควรจะรีบเก็บหอมรอมริบสร้างเรือนหลังคากระเบื้องสักสองห้องอยู่จึงจะเหมาะเรือนหลังคากระเบื้องนั้นแข็งแรง ไม่ต้องคอยซ่อมแซมตรวจตราทุกปีอายุการใช้งานก็นานกว่ากันมาก”

            “ใช่แล้วดูอย่างบ้านของผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านเราสิ สร้างมาหลายสิบปีแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังดูมั่นคงแข็งแรงดีอยู่ คาดว่าคงจะอยู่ต่อไปได้อีกหลายสิบปีหรืออาจจะถึงร้อยปีก็ไม่มีปัญหา” เหลียงซื่อเอ่ยเสริมอยู่ข้างๆ 

            “ถึงแม้พวกเจ้าจะยังอายุน้อยแต่ก็ต้องคิดเผื่อถึงวันข้างหน้าให้มากๆ มิเช่นนั้น พอมีลูกมีเต้าขึ้นมาเรื่องที่ต้องใช้เงินทองก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก”

            พอฟังเหลียงซื่อพร่ำสอนอันซิ่วเอ๋อร์ก็เหลือบมองจางเจิ้นอันอย่างรวดเร็วนางรู้ดีว่าเขาไม่ชอบฟังเรื่องทำนองนี้ กลัวว่าเขาจะแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาแต่ใครเลยจะรู้ เขากลับดูถ่อมตนรับฟังอย่างยิ่งไม่ว่าพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อจะพูดอะไร เขาก็ล้วนพยักหน้ารับคำแต่โดยดี

            ไม่นานนักต่งซื่อกับอันเถี่ยหมู่ก็หาบฟางข้าวกลับมาถึง ฝนระลอกนี้ตกหนักมากตลอดทางที่เดินมา ฟางข้าวที่อยู่ชั้นนอกสุดจึงเปียกชื้นไปบ้าง

            พอวางหาบฟางข้าวลงต่งซื่อก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้ามาช่วยงานสานแผงหญ้าคาทันทีส่วนอันเถี่ยหมู่ก็เข้าไปรับช่วงผ่าซีกไม้ไผ่ต่อจากพ่อเฒ่าอันที่ยังทำค้างไว้

            อันเถี่ยหมู่สมกับเป็นยอดฝีมือในงานนี้ทำงานได้ทั้งรวดเร็วและประณีต ซีกไม้ไผ่หนาๆ ท่อนหนึ่งพอตกอยู่ในมือเขาก็ราวกับเล่นกล เพียงครู่เดียวก็ถูกแบ่งออกเป็นซีกไม้ไผ่เล็กๆ ละเอียดๆ จำนวนมาก

            ตามหลักแล้วซีกไม้ไผ่จากไม้ไผ่เพียงท่อนเดียวก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแต่พ่อเฒ่าอันอยากจะทำให้หลังคาแข็งแรงขึ้นอีกสักหน่อยจึงให้อันเถี่ยหมู่ผ่าซีกไม้ไผ่เพิ่มอีกท่อนหนึ่ง

            ก่อนหน้านี้ ตอนที่อันเถี่ยหมู่กำลังทำงานจางเจิ้นอันก็ได้แต่ยืนมองอยู่เงียบๆ แต่พอยามนี้ได้ยินพ่อเฒ่าอันเอ่ยปากเขาก็พลันลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “ข้ามาเองขอรับ”

            กล่าวพลางก็ไม่เปิดโอกาสให้ใครทัดทานเดินไปลากลำไม้ไผ่มาจากในลาน แบ่งออกเป็นแปดส่วนเท่าๆ กันอย่างชำนาญจากนั้นก็แยกเปลือกนอกเนื้อใน สุดท้ายก็ผ่าซอยออกเป็นซีกไม้ไผ่เล็กๆที่ทั้งบางและเหนียวนุ่ม

            ความเร็วของเขานั้นน่าทึ่งมากแทบจะไม่ด้อยไปกว่าความเร็วของอันเถี่ยหมู่เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อยทำเอาพ่อเฒ่าอันและคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงันโดยเฉพาะอันซิ่วเอ๋อร์ นางรู้ดีว่างานฝีมือเหล่านี้ก่อนหน้านี้จางเจิ้นอันยังทำไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ แม้แต่รั้วไม้ไผ่ในลานบ้านที่พอจะตั้งขึ้นมาได้ก็ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหลี่เถี่ยเกินเป็นอย่างมากแต่นึกไม่ถึงว่าเพียงชั่วพริบตาเขากลับเรียนรู้และทำมันได้อย่างคล่องแคล่วถึงเพียงนี้

            เมื่อครั้งยังหนุ่มพ่อเฒ่าอันก็นับว่าเป็นผู้มีฝีมือทางช่างคนหนึ่งเขาสามารถใช้ซีกไม้ไผ่สานเป็นตะกร้า กระจาด และเครื่องใช้อื่นๆ ได้หลากหลายชนิดเวลาว่างเว้นจากงานไร่งานนา ก็มักจะหาบไปขายในเมืองพอจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองมาได้บ้าง

            อันเถี่ยหมู่เองก็ได้เรียนรู้วิชาช่างแขนงนี้มาจากบิดาถึงแม้ปัจจุบันความต้องการตะกร้าหรือกระจาดเหล่านี้จะน้อยลงไปมากแต่การสานของพวกนี้ก็แทบไม่ต้องลงทุนอะไร ช่วงว่างเว้นจากการทำนาก็สานเก็บไว้บ้างนานๆ ครั้งพอจะขายได้สักใบสองใบ ก็ถือว่าพอจะช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้านได้นับว่าดีกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ อยู่บ้าง

            บัดนี้จางเจิ้นอันกลับสามารถผ่าซีกไม้ไผ่ได้อย่างรวดเร็วและชำนาญถึงเพียงนี้ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์มองเห็นพรสวรรค์ในตัวเขานางถึงกับนึกอยากจะให้พี่รองของนางช่วยสอนวิชาสานตะกร้าให้เขาเสียด้วยซ้ำ

            แต่คิดไปคิดมานางก็ต้องพับเก็บความคิดนั้นไว้ นี่เป็นวิชาทำมาหากินของพี่รองหากนางเอ่ยปากขอให้เขาสอน จางเจิ้นอันย่อมไม่มีปัญหาแต่ตัวนางเองกลับไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เพราะหากจางเจิ้นอันเรียนรู้วิชานี้ไปก็เท่ากับไปแย่งอาชีพของพี่รองมิใช่หรือ

            เมื่อคิดได้ดังนี้อันซิ่วเอ๋อร์จึงได้แต่กดความตั้งใจนี้ไว้ในใจเงียบๆ

            แต่ใครเลยจะรู้ว่า ในตอนนั้นเองเหลียงซื่อกลับเอ่ยชมออกมาไม่หยุดปาก “ลูกเขยนี่ก็มีหัวทางด้านนี้นะดูเพียงครั้งเดียวกลับทำเป็นแล้ว”

            “หาไม่ขอรับ ที่จริงครั้งก่อนตอนทำรั้วหลี่เถี่ยเกินก็เคยสอนข้าอยู่บ้างแล้ว” จางเจิ้นอันกล่าวอย่างถ่อมตน

            “ถึงจะเคยเห็นมาบ้างแต่ทำได้ดีขนาดนี้ก็นับว่าเป็นความสามารถของเจ้า” เหลียงซื่อยังคงเอ่ยชมก่อนจะเสนอว่า “มิเช่นนั้น เอาอย่างนี้เป็นไรเจ้าลองเรียนรู้งานจักสานไม้ไผ่จากพี่รองของซิ่วเอ๋อร์ดูสักหน่อย เช่นนี้ต่อไปไม่ว่าฟ้าจะแจ่มใสหรือฝนตก เจ้าก็มีงานทำ มีวิชาติดตัว ไม่ต้องกลัวอดตายแล้ว”

            เหลียงซื่อนั้นมีความปรารถนาดีนางคิดอยู่เสมอว่าอยากให้บุตรสาวของตนมีชีวิตที่ดีขึ้นหากจางเจิ้นอันมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกอย่างบุตรสาวของนางก็ย่อมมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมิใช่หรือแต่ต่งซื่อที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆ พอได้ฟัง ในใจกลับรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ ในเมืองนี้คนที่ทำงานจักสานไม้ไผ่ได้เดิมทีก็มีไม่น้อยอยู่แล้วปกติของพวกนี้ก็ขายไม่ค่อยออกอยู่แล้ว หากมีคนมาเรียนรู้วิชานี้เพิ่มอีกคนก็เท่ากับมาแย่งส่วนแบ่งการค้ากับสามีตนเองน่ะสิ?

            แต่ก็นั่นแหละแม่สามีของนางน่ะรักใคร่เอ็นดูลูกสาวคนเล็กนี้มากเหลือเกินลำเอียงจนไม่รู้จะว่าอย่างไร หากตนเองเผลอพูดอะไรขัดใจออกไปไม่แน่ว่าจะถูกตำหนิหรือตวาดกลับมาได้ง่ายๆ

            ถึงแม้ในใจจะไม่สบายใจต่งซื่อก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ไม่เอ่ยปากคัดค้านใดๆเพียงแต่การเคลื่อนไหวในมือกลับดูช้าลงเล็กน้อย

            “หากน้องเขยอยากจะเรียนรู้จริงๆรออีกสักพักพอข้าว่างลงแล้ว เจ้าก็มาที่บ้านได้เลย ข้ายินดีสอนให้” อันเถี่ยหมู่กลับไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยเท่าภรรยา อย่างไรเสียอันซิ่วเอ๋อร์ก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของตน พอเห็นสภาพความเป็นอยู่ของน้องสาวในปัจจุบันในใจอันเถี่ยหมู่ก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ดังนั้นพอได้ยินมารดาเอ่ยปากเขาก็รับคำอย่างเต็มใจทันที

            “ขอบคุณในความหวังดีของพี่เขยขอรับเพียงแต่ข้าผู้นี้เคยตัวกับการอยู่ว่างๆ สบายๆ มานานแล้วปกติแค่หาปลาก็ยังขี้เกียจตัวเป็นขน ทำสามวันหยุดพักไปเสียสองวันด้วยซ้ำยิ่งไม่ต้องพูดถึงงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตอย่างงานจักสานไม้ไผ่นี่เลยขอรับ”แม้จะรู้ว่านี่เป็นความปรารถนาดีของพวกเขาแต่จางเจิ้นอันก็เข้าใจดีถึงความสำคัญของวิชาชีพที่มีต่อชาวบ้านดังนั้นจึงยังคงเลือกที่จะปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล

            อันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วก็รู้สึกขัดใจอยู่บ้างนางอยากให้จางเจิ้นอันเรียนรู้ทักษะเพิ่มขึ้นอีกอย่างใจจะขาดแต่ตัวเองกลับไม่ยินยอมเสียอย่างนั้น นางไม่แน่ใจว่าเขาไม่ต้องการเรียนรู้จริงๆหรือว่าเป็นอย่างที่นางคิด คือไม่อยากจะมาเรียนรู้วิชาที่เป็นช่องทางทำมาหากินของพี่รองนางกันแน่

            “ลูกเขย เจ้าคิดเช่นนี้ได้อย่างไรในฐานะหัวหน้าครอบครัว ต่อไปภายภาคหน้าบ้านนี้ทั้งหลังก็ต้องพึ่งพาเจ้าเจ้าพอจะมีอาชีพที่ดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ตั้งใจทำให้มันดีเล่า?” เหลียงซื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากตำหนิ น้ำเสียงเจือแววเข้มงวดอยู่บ้าง

            จางเจิ้นอันก็ไม่ถือสา เพียงแต่รับคำว่า“ขอรับ ต่อไปข้าจะตั้งใจหาปลาให้มากขึ้น ส่วนเวลาว่างอื่นๆ ที่เหลือข้าเอามาอยู่เป็นเพื่อนซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เลวแล้วขอรับ”

            “ข้าว่าความคิดของลูกเขยเช่นนี้ก็ดีไม่น้อยนะเจ้าคะแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจและเป็นห่วงน้องรองของเรามากแค่ไหน” ต่งซื่อสอดปากพูดขึ้นอย่างถูกจังหวะพอดี

            เหลียงซื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ในเมื่อเขาไม่อยากเรียนรู้ก็แล้วแต่เถิดอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ ของตน เรื่องเหล่านี้จะไปบังคับกันก็คงไม่ได้

            เมื่อพับเก็บความคิดเรื่องนี้ไปทุกคนก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาสานแผงหญ้าคาต่อไปอย่างขะมักเขม้น ด้วยกำลังคนที่มีมากรอจนกระทั่งฟ้าใกล้จะค่ำที่มุมหนึ่งของครัวก็กองสุมไปด้วยแผงหญ้าคาที่สานเสร็จแล้วสูงขึ้นมาเรื่อยๆฟางข้าวที่อันเถี่ยหมู่กับภรรยาหาบมาเมื่อตอนกลางวันก็ถูกใช้ไปจนเกือบหมด

            “เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว” พ่อเฒ่าอันสานฟางข้าวเส้นสุดท้ายในมือจนเสร็จเรียบร้อยย้ายแผงหญ้าคาอันสุดท้ายไปรวมกับกอง จากนั้นก็เตรียมจะลุกขึ้นยืนทว่าในจังหวะที่ยืดตัวขึ้น ร่างของเขากลับโซเซไปเล็กน้อย เกือบจะเสียหลักล้มลงโชคดีที่จางเจิ้นอันซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ตาไว มือไว รีบเอื้อมมือไปประคองเขาไว้ได้ทัน

            เขาจึงค่อยๆ ยืนนิ่ง โบกมือเบาๆ กล่าวว่า“เฮ้อ แก่แล้วจริงๆ ใช้การไม่ได้เสียแล้วแค่นั่งทำงานแป๊บเดียวก็เมื่อยไปหมด”

            ทำงานก้มๆ เงยๆ มาตลอดบ่ายยามนี้พอลุกขึ้นยืนกะทันหัน เขาก็รู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมา

            ขณะที่พ่อเฒ่าอันกำลังบ่นทุกคนก็ทำงานในมือของตนเสร็จแล้วเช่นกันอันซิ่วเอ๋อร์รีบเข้าไปประคองเหลียงซื่อให้ลุกขึ้นเหลียงซื่อกล่าวคล้อยตามคำพูดของสามีว่า “ใช่แล้วชั่วพริบตาเดียว คนเราก็แก่ลงไปมาก ข้านี่นั่งมาตลอดบ่ายก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เมื่อก่อนไม่เคยเป็นเช่นนี้เลยนะ”

            “เป็นเพราะข้าทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องลำบากแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์ฟังอยู่ข้างๆในใจรู้สึกละอายอยู่บ้าง เป็นเพราะตนเองที่อ่อนแอไร้ประโยชน์ ทำอะไรก็ไม่เป็นแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังต้องรบกวนขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อท่านแม่อยู่ร่ำไป

            “เจ้าเด็กโง่คนนี้ พูดจาเหลวไหลอะไรกันมีเรื่องอะไรกลับมาหาพวกเราที่บ้านนั่นแหละคือสิ่งที่ถูกต้องหากเจ้ามีเรื่องแล้วมาบอกพวกเรา ถึงแม้ร่างกายพ่อแม่จะเหนื่อยล้าไปบ้างแต่ในใจกลับรู้สึกสบายใจ แต่หากเจ้าเก็บงำทุกอย่างไว้ ไม่ยอมพูดอะไรเลยพวกเราสิกลับจะยิ่งเป็นกังวลจนเหนื่อยใจ”

            เหลียงซื่อจับมืออันซิ่วเอ๋อร์ไว้แน่นกล่าวต่อว่า “อย่างเช่นวันนี้ถึงแม้การมานั่งสานแผงหญ้าคาทั้งวันจะเหนื่อยแต่พอแม่คิดว่าพรุ่งนี้จะมาช่วยพวกเจ้าซ่อมหลังคาให้เสร็จเรียบร้อยในใจแม่ก็รู้สึกดีใจนะ”

            “เจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย กล่าวว่า “เช่นนั้นท่านแม่กับท่านพ่อไปนั่งพักที่ห้องโถงกลางบ้านก่อนนะเจ้าคะเดี๋ยวข้าจะไปทำอาหารเย็น”

            “ไม่ๆๆ …” พอได้ยินว่าอันซิ่วเอ๋อร์จะทำอาหารเหลียงซื่อกลับรีบโบกมือปฏิเสธ กล่าวว่า “บ้านเจ้ารกรุงรังถึงเพียงนี้จะทำอาหารก็คงไม่สะดวกนักหรอก แม่กลับไปกินที่บ้านก็พอแล้ว”

            “เช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ?” อันซิ่วเอ๋อร์รีบแย้ง “ครัวนี้ถึงจะรกไปบ้างแต่เก็บกวาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว ท่านแม่หากไม่ยอมอยู่ทานข้าวที่นี่ลูกสาวเสียใจนะเจ้าคะ”

            “ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้คราวหน้าเถอะวันนี้พวกเจ้ากลับไปนอนที่บ้านเราดีกว่า” เหลียงซื่อกล่าวพลางหันไปมองทางจางเจิ้นอัน“บ้านเจ้าตรงนี้หลังคารั่ว ไม่เหมาะจะอยู่เท่าไรนัก มิเช่นนั้นเอาอย่างนี้เถอะ คืนนี้เจ้ากับซิ่วเอ๋อร์กลับไปนอนที่บ้านเดิมของพวกเราห้องนอนเดิมของซิ่วเอ๋อร์ พวกเราก็ยังเก็บไว้ให้นางอย่างดี เวลาว่างๆแม่ก็เข้าไปปัดกวาดเช็ดถูอยู่เรื่อย สะอาดสะอ้านดีนะ”

            จางเจิ้นอันมองอันซิ่วเอ๋อร์สลับกับมองสภาพบ้านที่รกไปหมดของตนก่อนหน้านี้เขาคิดว่าจะอาศัยนอนในครัวนี้ไปก่อนตอนกลางคืนแต่จะให้ตามอันซิ่วเอ๋อร์กลับไปนอนที่บ้านพ่อตาแม่ยายความคิดนี้เขาไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย

            แต่เหลียงซื่อก็พูดอย่างจริงใจและบ้านหลังนี้ก็ไม่เหมาะจะอยู่อาศัยจริงๆ ในสภาพเช่นนี้หากจะให้อันซิ่วเอ๋อร์ต้องมานอนบนพื้นเย็นๆ กับเขา เขาก็รู้สึกสงสารนางจับใจเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “มิเช่นนั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านแม่พาซิ่วเอ๋อร์กลับไปเถิดขอรับส่วนข้าจะนอนเฝ้าครัวนี้เอง อย่างไรเสีย ที่บ้านก็ควรจะต้องมีคนเฝ้าอยู่”

            “ข้าไม่ไป!ท่านพี่อยู่ที่ไหนข้าก็จะอยู่ที่นั่น” อันซิ่วเอ๋อร์กลับสวนขึ้นมาทันควัน“ท่านแม่ ในเมื่อท่านไม่ยอมอยู่ทานข้าวเย็นก็รีบกลับไปแต่หัวค่ำเถอะเจ้าค่ะ ฝนตกเช่นนี้ เดี๋ยวฟ้ามืดแล้วทางจะยิ่งลื่นเดินลำบาก”

            กล่าวพลางนางก็หยิบตะกร้าใบหนึ่งออกมาจากมุมห้องเตรียมจะหาของบางอย่างใส่ให้เหลียงซื่อนำกลับบ้านไป

            เหลียงซื่อมองดูนางง่วนอยู่กับการหาของก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูก พอมองเห็นนางเดินไปเปิดโอ่งข้าวสาร ตักข้าวสารออกมาแล้วยังหันไปเปิดตู้กับข้าว เตรียมจะหยิบไหเหล้าของจางเจิ้นอันออกมาอีกในใจนางก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น คิดวนเวียนอยู่ในหัวว่า เด็กสาวคนนี้ ช่างเอาแต่ใจตัวเองเสียจริงต่อหน้าลูกเขยแท้ๆ เหตุใดจึงกล้าหยิบฉวยของในบ้านให้พวกตนอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้นี่จะทำให้จางเจิ้นอันมองนางอย่างไร?

            “ลูกเขยหรือว่าเจ้ากับซิ่วเอ๋อร์กลับไปบ้านพวกเราด้วยกันเถอะนะ? ครอบครัวเดียวกันแท้ๆไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันถึงขนาดนี้หรอก” เหลียงซื่อจึงหันไปเกลี้ยกล่อมจางเจิ้นอันอีกครั้งพอเห็นเขายังคงนิ่งเงียบ นางก็หันไปเรียกอันซิ่วเอ๋อร์ซ้ำอีก กล่าวว่า “ซิ่วเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ อย่าหาของให้พวกเราเลยของพวกนี้ที่บ้านเราก็พอมีอยู่ พวกเจ้าคู่หนุ่มสาวเก็บไว้กินไว้ใช้เองเถอะ”

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592