"เถ้าแก่! เถ้าแก่ขอรับ!"
เสียงของเสี่ยวเอ้อดังลั่นอยู่หน้าประตูห้อง ทำให้เจียวฝางที่หลับไหลไปหลายชั่วยามลืมตาตื่นขึ้นอย่างงุนงง ขณะที่ผู้เป็บิดาที่นั่งเฝ้าอาการอยู่ข้างเตียงลุกไปเปิดประตูเพื่อถามความ
"มีเื่อันใดกันอาจิน?"
ตรงหน้าประตูปรากฎหลี่จินผู้เป็เสี่ยวเอ้อมากับท่านจอมยุทธ์และคุณชายกับผู้ติดตาม
"เถ้าแก่ขอรับ ท่านดื่มชากาที่ข้าน้อยยกให้เมื่อครู่ไปแล้วหรือไม่?"
เถ้าแก่ฮุย ยังคงไม่เข้าใจเื่ราว ขมวดคิ้วเพ่งมองลูกจ้างของตน สลับกับหันมองคุณชายทั้งสามอย่างสงสัย
"เหตุอันใดกัน? ชากาเมื่อครู่ไม่สะอาดหรืออย่างไร?"
องค์หญิงซูหนี่ที่ยังครองชุดคุณชายทนรอเสี่ยวเอ้ออธิบายอ้อมค้อมไม่ไหวจึงเอ่ยอธิบายความด้วยตนเอง
"เถ้าแก่ฮุย โรงเตี๊ยมของท่านกำลังมีภัย ข้ามีเหตุให้เชื่อมั่นว่าคนร้ายมีการวางยาพิษลงไปในน้ำที่พวกท่านใช้ชงชา ตอนนี้สถานการณ์คับขัน ตอบข้าโดยเร็ว ท่านและบุตรสาวดื่มชาเข้าไปแล้วหรือไม่?"
เถ้าแก่เมื่อได้ฟังความพลันเกิดสีหน้าซีดเซียวและกระอักเืออกมา เห็นได้ชัดว่ายาพิษออกฤทธิ์แล้ว
คนทั้งสี่ที่หน้าห้องต่างกรูเข้ามาเพื่อช่วยประคองร่างเถ้าแก่ที่ยืนโก้งโค้งโงนเงน
"หนิงหลง รีบนำยาไข่มุก์ให้เถ้าแก่!" องค์หญิงซูหนี่ร้องบอกด้วยความร้อนใจ
หนิงหลงจัดแจงป้อนยาเข้าปากเถ้าแก่อย่างรวดเร็ว พลันกังวลใจ ยาที่ติดตัวตอนนี้เหลือไม่มาก ผู้คนในโรงเตี๊ยมมากมายอาจถูกพิษเช่นกัน ซึ่งตามหลักการแล้วยาแก้พิษมิควรใช้ไปเพื่อการใดอันนอกเหนือจากบุคคลสำคัญที่ตนกำลังอารักขา
เถ้าแก่พยายามพูดเสียงสั่น "เจียวฝางยังมิได้ดื่มเข้าไป"
เจียวฝางที่พยายามยันตัวเองลุกขึ้น มองบิดาอย่างเป็ห่วง แต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหวไม่ได้ดังใจหมาย
"ท่านพ่อ! ท่านเป็เช่นไร?"
คุณชายวิ่งเข้าไปประคองเจียวฝางให้ลุกขึ้นยืน
"แม่นางฮุย พวกข้าเพิ่งให้ยาถอนพิษกับเถ้าแก่ไป แต่ยามนี้เห็นที เ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว พวกที่วางยาน่าจะเป็พวกของเฒ่าพิษนั่น"
เจียวฝางกระวนกระวายใจ ส่วนหนึ่งรู้สึกผิดที่เป็ผู้สร้างเื่ชักนำปัญหามาให้บิดา ส่วนหนึ่งก็เจ็บแค้นเฒ่าพิษและพวกของมันที่เล่นใช้วิธีสกปรก
"ข้า.. จะอย่างไร ขอคุณชายโปรดช่วยเหลือพาบิดาข้าหลบหนีไป เื่นี้ข้าเป็ผู้ก่อ ข้าจะขอยุติบัญชีแค้นกับพวกมันในค่ำคืนนี้"
ซูหนี่นับถือในความเด็ดเดี่ยวของเจียวฝาง แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับทางออกที่นางเลือก
"พวกข้าจะช่วยทั้งเ้าและบิดาหลบหนีเอง อาการเ้าตอนนี้แค่ยืนยังไม่ไหว หากจะอยู่รอความตายเห็นทีข้าคงจะนิ่งดูดายเสียไม่ได้" คุณชายกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น โดยไม่้าฟังคำค้านเยิ่นเย้อใดๆ
ด้านเจียวฝางที่รู้ดีแก่ใจว่านางเองไร้ซึ่งกำลังที่จะต่อสู้ เมื่อได้ฟังคำของคุณชายก็เกิดความซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก "บุญคุณที่ทุกท่านช่วยเหลือ ข้าน้อยเจียวฝางจะขอจดจำไม่มีวันลืม"
หนิงหลงบังเกิดความกังวลใจเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ เมื่อองค์หญิงตกปากรับคำช่วยเหลือทั้งสองหลบหนี ลำพังแค่ตัวพระองค์เองยังไม่แน่ว่าจะมีภัยมาเยือนเมื่อใด แต่นี่กลับเอาตัวเข้าไปพัวพันกับกลุ่มโจรอำมหิต
ยามนี้แขกที่เข้าพักต่างแตกตื่นเสียงดัง ั้แ่ที่เสี่ยวเอ้อวิ่งเคาะประตูห้องพักทุกห้อง ร้องบอกห้ามดื่มชา จนกระทั่งเริ่มมีผู้คนที่พิษกำเริบกระอักเืสิ้นชีพไปสามราย
หนิงหลงไม่อาจทนดูผู้คนล้มตายจำนวนมากได้ จึงตัดสินใจใช้ตัวยาเม็ดไข่มุก์สามเม็ดละลายในน้ำและปันส่วนให้กับผู้ที่ดื่มชาเข้าไปแล้ว แม้ตัวยาจะเจือจาง แต่ยังสามารถรักษาชีวิตคนไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดยังยื้อเวลาให้สามารถพาตัวเข้าโรงหมอก่อนที่อาการจะสาหัส
หยุนเอ๋อรับหน้าที่จัดแจงสัมภาระที่จำเป็อย่างเร่งด่วน และช่วยประคองเถ้าแก่ฮุยออกไปทางประตูหลังพร้อมกับคุณชายและเจียวฝางที่เริ่มเดินได้เองแล้ว
"หนทางมืดมิด ยิ่งมีคนเจ็บยิ่งไม่สะดวกเดินทาง ถ้าอย่างไร เราไปหลบที่วัดร้างกันก่อน" เจียวฝางเสนอแนะ ในใจยังคงเป็ห่วงยายเฒ่าสกุลจูที่พักอยู่ผู้เดียวในวัดร้าง เดิมทีในวันนี้นางตั้งใจจะไปเชิญท่านยายมาอาศัยที่โรงเตี๊ยมแต่เกิดเื่ราวขึ้นเสียก่อน
ทั้งสามมุ่งหน้าไปทางโรงเรือนพักม้าที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังของโรงเตี๊ยม หมายนำรถม้ามาใช้ในการเดินทาง แต่ผู้คนในโรงเตี๊ยมทั้งพ่อค้าต่างถิ่นและกลุ่มจอมยุทธ์จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนต่างวิ่งกรูเข้าไปเพื่อจูงม้าของตนเองออกมาพร้อมๆกัน จนทำให้ม้าภายในโรงเรือนเกิดแตกตื่นดิ้นพล่าน บางตัววิ่งหนีหายออกไปหลังจากที่ถูกปลดเชือก
หนิงหลงที่วิ่งกลับเข้ามาสมทบถึงกับถอนใจด้วยความกังวล "ไม่ได้การ ขืนเป็เช่นนี้เราหนีไม่ทันเป็แน่"
ที่หน้าโรงเตี๊ยมมีกลุ่มชายในชุดดำจำนวนราวสามสิบคนควบม้าเข้ามาหยุดออกันจนแน่นบริเวณ ผู้คนในโรงเตี๊ยมที่กำลังแตกตื่นวิ่งออกจากร้านต่างหยุดชะงักและหวั่นเกรงต่อกลุ่มคนบนหลังม้าตรงหน้า หนึ่งในนั้นแบกธงผืนใหญ่สีเขียวอักษรแดงระบุคำว่า 'ตะขาบมรกต'
"พวกมันมากันแล้ว"เจียวฝางแจ้งเสียงแ่เบาหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมาก
หนิงหลงวิ่งออกมาจากโรงเรือนพักม้าพร้อมกับพ่อค้าชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
"สถานการณ์คับขัน โชคดีท่านพ่อค้าแซ่หลี่ท่านนี้มีเมตตา ให้เราขึ้นรถม้าหลบหนีไปด้วย"
ทั้งสี่ต่างคารวะขอบคุณในน้ำใจของพ่อค้า
"ไม่ต้องมากพิธีหรอกทุกท่าน ข้าเข้าใจในสถานการณ์ดี รีบขึ้นรถม้ากันเถอะ"
ทั้งสี่รีบปีนขึ้นรถม้าที่พ่วงกับสัมภาระพะรุงพะรังของพ่อค้า ตัวพ่อค้าแซ่หลี่กับน้องชายอีกคนนั่งอยู่ด้านหน้าในตำแหน่งบังคับม้า ส่วนหนิงหลงนั้นไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย หมายจะอยู่เพื่อหลอกล่อถ่วงเวลาพวกโจรร้าย จึงนัดแนะพบกันที่วัดร้างห่างไปห้าลี้ทางทิศตะวันตก
กองโจรชุดดำลงจากหลังม้าและบุกเข้าเข่นฆ่าผู้คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในโรงเตี๊ยม
"สังหารพวกมันเสียให้หมด!!" หนึ่งในกลุ่มโจระโเสียงดังพร้อมชี้ปลายดาบไปยังผู้คนที่กำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนก
พวกมันต้อนผู้คนออกมาด้านหน้าโรงเตี๊ยม และเริ่มสังหารผู้คนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร้ความปรานี ชายสามคนถูกดาบฟันเสียชีวิต ท่ามกลางเสียงวิงวอนร้องขอชีวิตจากชาวบ้านที่ไร้ทางสู้และไม่อาจหลบหนี โจรร้ายบางนายเข้ายื้อยุดฉุดกระชากหญิงสาวหมายพาไปขืนใจย่ำยี สองคนร่วมมือกันใช้คบเพลิงสุมไฟวางเพลิงจากด้านในโรงเตี้ยม
จอมยุทธ์ท่านอื่นๆที่หลบอยู่ในโรงเตี๊ยมต่างออกมาช่วยกันสู้รบกองโจร ไม่นานนักกลุ่มโจรก็ละความสนใจจากชาวบ้านมาร่วมประมือกับกลุ่มจอมยุทธ์แปดนายที่ลุกฮือต่อสู้อย่างหนักหน่วง
"วันนี้ได้ร่วมต่อสู้ช่วยเหลือผู้คนร่วมกัน ถือว่าเป็เกียรติอย่างยิ่ง!" หนึ่งในจอมยุทธ์ทั้งแปดกล่าวด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม ถึงแม้ยังไม่แน่ใจว่าพวกตนจะรอดพ้นจากโจรร้ายไปได้หรือไม่ "พวกโจรชั่ว! อาศัยคนหมู่มากรังแกชาวบ้าน ครานี้พวกข้าจะสั่งสอนให้สำนึกผิดชอบชั่วดี!"
"เฮอะ! พวกข้ากลุ่มตะขาบมรกต เดิมทีไม่ได้้าเข่นฆ่าชาวบ้าน แต่ครานี้เป็เหตุบาดหมางระหว่างพวกข้ากับโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ถือว่าพวกเ้าโชคร้ายก็แล้วกัน!"
โจรชุดดำทั้งสามสิบคนต่างถือดาบวิ่งเข้าใส่จอมยุทธ์ทั้งแปดซึ่งไม่ทราบแน่ชัดว่ามาจากสำนักใดกันบ้าง แปดคนยืนเกาะกลุ่มหันหลังให้กันเป็วงกลม บ้างใช้ดาบบ้างใช้กระบี่ ตั้งท่ารับมือศัตรู
หนิงหลงที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรือนพักม้า เห็นควันไฟพวยพุ่งจากด้านหลังโรงเตี๊ยม จึงะโขึ้นไปบนต้นสนใหญ่ข้างๆเพื่อสอดแนม มองดูการต่อสู้บริเวณหน้าโรงเตี๊ยมอย่างพินิจวิเคราะห์
ฝีมือของโจรตะขาบกลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอาจารย์ของพวกมัน ทั้งท่วงท่าที่อ่อนด้อยและการฟาดฟันที่สะเปะสะปะ มองไม่เห็นถึงรูปแบบการกำหนดควบคุมพลังที่มีชั้นเชิงแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันจอมยุทธ์ทั้งแปดมีหน่วยก้านที่ไม่เลวนัก แม้จะมิใช่วรยุทธ์ที่โดดเด่นแต่ถือว่าเหนือกว่าศัตรู หากแต่โจรชุดดำมากันเป็หมู่มาก แม้เหนือกว่า ย่อมไม่อาจต้านทานไว้ได้นาน
เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วกลับทำให้รู้สึกเบาใจที่สถานการณ์มิได้เลวร้ายอย่างที่ตนกังวล
กลุ่มจอมยุทธ์ทั้งแปดคอยประสานแบ่งเป็คู่ช่วยเหลือระวังหลังให้กันและกัน สามารถพิชิตปลิดชีพโจรร้ายไปได้ห้าราย ขณะเดียวกันสองในแปดคนก็ได้รับาเ็สาหัสเช่นกัน
ขันทีหนุ่มะโลงจากต้นสนใหญ่ ใช้ฝ่าเท้าเหยียบยอดศรีษะของโจรคนหนึ่งเบื้องล่างจนมันล้มคะมำกระอักเืแน่นิ่งลงกับพื้น สร้างความแตกตื่นให้กับกลุ่มโจรจนทำให้หยุดการต่อสู้พร้อมกันชั่วขณะ
ด้านจอมยุทธ์ทั้งแปดเมื่อเห็นว่าเป็ท่านจอมยุทธ์คนเดิมที่ประมือกับเฒ่าพิษจิวเมิ่งเมื่อ่บ่ายต่างพากันยิ้มร่าอย่างโล่งใจ
"ที่แท้เป็ท่านหนิงหลง!" หนึ่งในจอมยุทธ์ทั้งแปดเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยินดี
หนิงหลงกุมมือขึ้นกลางอกเป็การทักทาย ก่อนจะตวัดกระบี่ชี้กวาดไปยังกลุ่มโจร
"พวกโจรชั่วช้า เข่นฆ่าคนเป็ผักปลา เห็นทีข้าคงไว้ชีวิตให้ไม่ได้!"
ทันทีที่สิ้นคำ หนิงหลงวิ่งพุ่งเข้าใส่กลุ่มโจรอย่างรวดเร็วเสียจนพวกมันไม่ทันตั้งตัวว่าบัดนี้ร่างกายถูกฟันขาดเหวอะหวะจนเืพุ่งกระฉูด
ภายในพริบตา โจรกว่าครึ่งหนึ่งนอนจมกองเืจนพื้นแดงเถือก กลุ่มโจรส่วนที่เหลือเมื่อเห็นวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งและโเี้ ต่างหวาดกลัวถอยหนีกันไปคนละทิศคนละทาง
หนิงหลงไม่อาจใจอ่อนปล่อยให้กลุ่มโจรอำมหิตหลงเหลืออยู่ได้ จึงพยายามไล่ตามฆ่าอย่างไม่ลดละ พุ่งตัวจู่โจมสลับกระบี่ไว้มือซ้าย มือขวาใช้พลังฝ่ามือซัดออกสร้างเป็คลื่นพลังลมปราณรุนแรง ทำลายอวัยวะภายในศัตรูจนขาดใจในทันทีที่คลื่นพลังััตัว หยิบดาบของศัตรูที่หล่นพื้นขว้างออก
ตัวดาบหมุนเคว้งราวใบจักร หนิงหลงใช้พลังปราณควบคุมทิศทางของมันให้หมุนเป็วงเข้าฟาดฟันผู้หลบหนีราวห้านายในคราวเดียวกัน และดาบปักทะลุเข้าที่กลางหลังของรายที่หก
เขาทะยานตัวขึ้นฟ้าติดตามผู้ร้ายที่กำลังจะหลบหนี ปรี่เข้าฟันคอขาดกระเด็นนับสิบคน บางรายพยายามะโขึ้นหลังม้าแต่ก็ไม่ทันที่ร่างได้คล่อมหลังม้า ศรีษะพลันหลุดปลิวไปเสียก่อน
จอมยุทธ์ทั้งแปดยืนมองอย่างหวาดหวั่นหนาวสันหลัง ภาพการเข่นฆ่าเบื้องหน้าแม้จะเป็การกำจัดคนชั่ว แต่การลงมือที่รวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้กลับสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อย บัดนี้ชาวบ้านกลุ่มที่ถูกโจรต้อนไว้ได้วิ่งหนีหายไปหมดแล้ว คงเหลือเพียงจอมยุทธ์ทั้งแปด
หนิงหลงที่ถูกชะโลมไปด้วยเืของกลุ่มโจรยืนสงบอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าไม่มีใครหลงเหลือเล็ดลอดไปได้
แสงไฟจากเพลิงไหม้โรงเตี๊ยมส่องสะท้อนเงาของซากศพเกลื่อนกลาด กลิ้นควันไฟอบอวลชวนอึดอัดแสบจมูก
พลันมีกระแสลมหนาวพัดโชยเอากลิ่นดอกมะลิหอมละมุนจางๆแตะจมูก ทำให้หวนคิดถึงชีวิตในวังหลวง และเรียกสติขันทีหนุ่มขึ้นมาจากภวังค์ ว่าภารกิจที่สำคัญของเขาคืออะไร
'องค์หญิง!'
'ข้าประเมินสถานการณ์ผิดพลาด หากรู้แต่แรกว่ากลุ่มโจรฝีมือปลายแถว สู้ให้พระองค์หลบอยู่ใกล้ๆยังปลอดภัยกว่า!'
คิดได้ดังนั้น จึงเร่งตะกายร่างโชกเืขึ้นหลังม้าสีดำของพวกกลุ่มโจรตัวหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังวัดร้างทางทิศตะวันตก
ปล่อยให้จอมยุทธ์ทั้งแปดหันมองหน้ากันเองไร้ซึ่งซุ่มเสียง ราวกับรอคอยคำบัญชาจากใครสักคน เพื่อกำหนดว่าควรทำเช่นไรกันต่อไป
"ท่านจอมยุทธ์!"
เสียงะโของเสี่ยวเอ้อที่วิ่งออกมาจากทางด้านหลังของโรงเรือนพักม้าเรียกคืนสติของทุกคน
"ขอแรงพวกท่านช่วยพวกข้าดับเพลิงทีขอรับ!"
หลี่จินและหลี่หยาวผู้ที่แอบหลบอยู่ด้านหลังของเรือนพักม้ามาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าเื่ราวคลี่คลายก็รีบเร่งไปตักน้ำใส่ถังน้ำใหญ่คนละสองใบมาวางตรงหน้าประตู ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปเอาถังน้ำมาเพิ่มจากโรงม้า
จอมยุทธ์ที่ดูาุโที่สุดในกลุ่มยืนมองเปลวเพลิงเผาไหม้โรงเตี๊ยมไปสามถึงสี่ส่วน ทอดถอนใจก่อนจะผงกศรีษะเชิงส่งสัญญานให้อีกห้าคนที่ยังมิได้รับาเ็เร่งช่วยเหลือคุมเพลิง
*************************************