Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 3 เรมูเลีย



    ผมค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องโล่ง ๆ ที่แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรอยู่ข้างในเลย ไฟสลัว ๆ สีฟ้าส่องออกมาจากขอบเพดานและพื้นด้านล่างทั่วร่างของผมมีเครื่องมืออะไรบางอย่างติดเอาไว้เต็มไปหมดผมค่อย ๆ รวบรวมแรงดึงสายระโยงรยางเหล่านั้นออก และลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซจนปัดเอาเครื่องมือบางอย่างข้างเตียงตกลงที่พื้นด้วยเรี่ยวแรงที่อ่อนเปลี้ย ผมค่อย ๆ พยุงตัวเองไปยังกำแพงบริเวณที่มีผ้าม่านสีเงินปอดอยู่ ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นหน้าต่าง ผมอยากรู้แทบตายแล้วว่านี่ผมอยู่ที่ไหนกันแน่ความทรงจำสุดท้ายของผมก็คือการถูกกรงเล็บที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลแทงเข้าที่คอ และกระดูกของผมก็หักเพราะแรงบีบนั้นพอนึกได้แบบนั้นผมก็รีบเอื้อมมือไปจับดูที่คอของผมไม่มีรอยแผลอะไรเลยนี่? หรือเรื่องทั้งหมดนั้นคือผมแค่ฝันไป?ผมค่อย ๆ ทบทวนความทรงจำของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็เข้าจู่โจมผมจนผมต้องคู้กายลงกับพื้นโดยที่ไม่ทันสังเกต ประตูที่อยู่อีกด้านของห้องก็พลันเลื่อนออก“ตื่นแล้วเหรอครับ”ผมมองไปตามทิศทางของเสียงแล้วก็พบเข้าคนสามคนกำลังเดินเข้ามาในห้องมีผู้ชายสองคน และผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายที่ใส่แว่นคือคนที่พูดกับผม ผมจำเรย์ได้ในทันที ไอ้พวกปีศาจร้าย ผมรวบรวมแรงทั้งหมดพุ่งเข้าเรย์แต่ทันทีที่ผมลุกขึ้นมาได้ ผมก็กลับถูกผู้ชายผมสีน้ำตาลร่างสูงใหญ่แตะเข้าที่ไหล่เบา ๆ “อย่าพึ่งรีบร้อนคิดจะทำอะไรเลย นั่งพักก่อนเถอะ” วิคเตอร์พูดขึ้นพร้อมกับเข่าที่ทรุดฮวบอย่างไร้เรี่ยวแรงของผม“วิคเตอร์ นายยุ่งวุ่นวายอีกแล้วนะ แค่นี้ฉันรับมือเองได้” เรย์พูดอย่างไม่ค่อยพอใจ“พอเถอะเรย์ ตอนนี้เราก็รู้แล้ว่าเขาเป็นพวกเดียวกันกับเรา” วิคเตอร์ปราม“พวกเดียวกัน? ใครเป็นพวกเดียวกันกับปีศาจอย่างพวกแก!!!” ผมร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับขว้างข้าวของทุกอย่างที่คว้าได้ใส่พวกมัน“อยู่นิ่ง ๆ ก่อนเถอะ” ผู้ชายที่ชื่อวิคเตอร์กล่าวขึ้นพร้อมกับนั่งย่อเข่าลงข้างหน้าผม เขาเอื้อมมือมาจับแขนของผมให้หงายขึ้น แล้วก็เอานิ้วลากผ่านเบา ๆรอยเส้นสีแดงปรากฏขึ้นบนแขนของผมพร้อม ๆ กับความรู้สึกเสียวแปลบ หยดเลือดอุ่น ๆ ทะลัก จากรอยเส้นสีแดงที่ค่อย ๆ แยกออกแต่ไม่ทันที่เลือดของผมจะหยดลงกับพื้นรอยเส้นแดง ๆ ก็หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงคราบเลือดไม่กี่หยดติดอยู่ที่แขน“ความเร็วในการรักษาตัวระดับนี้ นี่มันน่าจะมีพลังไม่ต่ำกว่าระดับสามเลยนะนี่ อาจจะมากกว่าเรย์ด้วยซ้ำ” โจจิขยับแว่นมองอย่างสนอกสนใจ“เหอะ!” เรย์แค่นหัวเราะ แต่ก็ไม่อาจฝืนเถียงความจริงข้อนี้“เห็นหรือยังว่านายก็เป็นปีศาจเหมือนกันกับพวกเรา” วิคเตอร์ยิ้มผมมองไปที่แขนของตัวเองอย่างตื่นตะลึง มันเป็นไปได้อย่างไร ตอนนี้ในหัวของผมหมุนไปหมด น้ำดีขม ๆ ไหลย้อนออกมาในปากจนผมต้องอ้วกออกมา ผม.. ผมเป็นพวกเดียวกับพวกมัน?“นายดูตกใจน้อยกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” วิคเตอร์หัวเราะ “เอาเป็นว่าฉันขอเล่าอะไรให้นายฟังหน่อยละกัน” วิคเตอร์พูดต่อพร้อมกับไปยืนพิงกำแพงข้าง ๆ ผ้าม่าน“ก่อนอื่นขอบอกนายอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งละกัน นายเป็นพวกเดียวกับพวกเรา นายไม่ใช่สายพันธุ์ต่ำต้อยอย่างพวกโฮโมเซเปียนส์ แต่นายคือสายพันธุ์ที่สูงส่งกว่า เก่าแก่กว่า และทรงพลังมากกว่า โฮโมโดมินาริ และพวกที่ทำแบบนี้กับนายก็คือพวกทรินิตี้”“ทรินิตี้?” ผมถามด้วยเสียงสั่น“พวกทรินิตี้ คือกลุ่มของโฮโมเซเปียนส์ที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเรามานับพันปีแล้ว พวกเรากับมันต่อสู้กันมาแล้วหลากหลายรูปแบบ สงคราม โรคระบาด เศษรฐกิจ จนในวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ของพวกมันก็นึกวิธีที่จะทำให้พวกมันเริ่มมีความเท่าเทียมในการต่อสู้กับพวกเราขึ้นมา นั่นก็คือการให้พวกเราเข่นฆ่ากันเอง มันจะจับโดมินาริที่อ่อนแอ บาดเจ็บ หรือยังมีพลังไม่สูงมากนักไปล้างสมองด้วยเครื่องมือของพวกมัน กระบวนการนั้นเรียกว่าสตรัค และเราเรียกโดมินาริที่โดนล้างสมองว่าสตรัคเกอร์ พวกเซเปียนส์จะฝังอุปกรณ์บางอย่างเอาไว้ที่สมองของโดมินาริที่เคราะห์ร้าย จากนั้นก็ทำการล้างสมองและส่งกลับมาเข่นฆ่าพวกเรากันเอง เหมือนหมากที่ใช้แล้วทิ้ง”“ไม่จริง มันไม่ใช่เรื่องจริง” ผมยังรับไม่ได้กับเรื่องที่ได้ยิน “เอางี้ นายลองนึกย้อนเรื่องราวของตัวเองดูซิ ความทรงจำของนายย้อนไปได้ไกลแค่ไหน นายจำพ่อแม่ นายจำเรื่องอะไรของนายได้บ้าง” โจจิกล่าวเสริมขึ้นมาผมพยายามนึกเรื่องราวตามที่คนชื่อโจจิบอก.. บ้าไปแล้ว.. ผมนึกเรื่องของตัวเองตอนเด็ก ๆ ไม่ออกเลย พ่อแม่ผมหน้าตาเป็นยังไง ทำไมผมถึงอยู่ที่โตเกียว ผมนึกอะไรไม่ออกสักเรื่องจำได้แค่ว่าผมอยู่ในกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกราวห้าคน ในห้องใต้ดินเล็ก ๆ ที่มีภาพของสัตว์ประหลาดแปะหมุดเอาไว้เต็มไปหมด อีกด้านหนึ่งเป็นอาวุธปืนแขวนเอาไว้เป็นพรืด ในมือของทุกคนในห้องมีแฟ้มกระดาษวางอยู่ ในแฟ้มของผมมีรูปเรย์หนีบเอาไว้กับกระดาษอีกปึ้กหนึ่งนี่คือสิ่งที่ผมพอจะนึกออก แต่พอพยายามเค้นสมองนึกถึงเรื่องอื่น ๆ ผมก็ปวดหัวอย่างหนักจนแทบจะสลบไปคนที่ชื่อวิคเตอร์กับโจจิเข้ามาดูอาการของผมแล้วก็ประคองผมกลับไปยังเตียง โจจิค่อย ๆ เอาอุปกรณ์ต่าง ๆ ติดกลับเข้าไปที่ตัวผมอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า“นายพักก่อนดีกว่า ไว้อาการดีกว่านี้หน่อย เราค่อยมาคุยกัน”ผมอยากจะลุกหนีออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ร่างกายของผมก็ไม่เป็นใจด้วยเลย มันไม่ยอมทำตามคำสั่งของผมแม้แต่น้อยวิคเตอร์เดินเข้ามาใกล้ ๆ ผมแล้วกล่าวว่า“หลับตาพักสักหน่อยเถอะ”แล้วหนังตาของผมก็ปิดลง.............................................................ผมตื่นขึ้นด้วยเสียงร้องของนาฬิกาที่หัวเตียง มือของผมคว้าไปกดมั่ว ๆ โดนปุ่มอะไรสักอย่างจนเสียงของมันเงียบลงไปตอนนี้ร่างกายของผมรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ผมจับดูรอบ ๆ ตัวก็ไม่พบกับเครื่องที่ถูกติดเอาไว้อีกต่อไปผมลุกลงจากเตียงแล้วก็ค่อย ๆ เดินไปยังหน้าต่างที่ถูกผ้าม่านปิดไว้ ที่ปลายขอบของผ้าม่านมีแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ลอดออกมาผมเอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านผืนนั้นออกแสงสว่างนวลสีฟ้ากระทบเข้ามาสู่ม่านตาของผมใต้น้ำ? นี่มันอยู่ใต้น้ำทะเล?ผมมองภาพทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาภายนอก แสงที่ส่งเข้ามานั้นไม่ใช่แสงอาทิตย์ที่เป็นแสงที่ส่องออกมาจากอาคารบ้านเรือนที่เรียงรายทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ราวกับการมองลงมายังมหานครสักแห่งจากตึงสูงระฟ้าสถาปัตยกรรมต่าง ๆ มันดูล้ำสมัยราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางทิวแถวของอาคาเหล่านั้นยังประกอบได้ด้วยพื้นที่สีเขียวต่าง ๆ มากมาย มองไปไกล ๆ ยังถึงกับพบบริเวณที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นภูเขาย่อม ๆ เลยทีเดียวผมเงยหน้ามองไปด้านบนก็พบเข้ากับผลึกใสทรงโค้งขนาดมหึมาที่ปกคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ บริเวณพื้นผิวของผลึกใสเหล่านั้นมีอุโมงค์โปร่งแสงทอดยาวไปสู่ที่ต่าง ๆ ทั้งพื้นน้ำและพื้นสมุทรมากมายหลายอุโมงค์พวกโดมินาริซ่อนสิ่งเหล่านี้ให้พ้นจากสายตาของมนุษย์ได้ยังไงกัน?แล้วพวกเขามีวิทยาการที่สูงล้ำขนาดไหนกันแน่นี่?“ยินดีต้อนรับสู่เซกเตอร์สิบเจ็ดแห่งเรมูเลีย” เสียงของโจจิดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งผมพยายามมองหาต้นตอของเสียงไปทั่ว แต่ก็มองไม่เห็นตัวเจ้าของเสียงเลย หรือว่าไอ้เจ้าโจจินี่จะเป็นพวกที่หายตัวได้? “ข้างบน นี่ทางนี้”ผมรีบเงยหน้ามองไปตามที่ทิศทางที่โจจิบอกมา ก็พบกับกล้องวงจรปิดที่มีจุดสีแดง ๆ ส่องวาบกำลังส่ายไปมา“เอาล่ะ นายเปลี่ยนเสื้อผ้าของนายได้ละ พวกเราทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้ว วางไว้ในตู้ตรงหัวเตียงนั่นแหละ” กล้องส่ายไปทางหัวเตียงผมเดินไปหยิบเสื้อผ้าของผมออกมาจากตู้ พยายามหาพื้นที่ส่วนตัวเพื่อทำการเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ในห้องแคบ ๆ นี้ก็เหมือนจะไม่มีบริเวณแบบนั้นเลย“เปลี่ยนตรงนี้เนี่ยนะ โดยมีนายมองอยู่แบบนี้เนี่ยนะ?” ผมตะโกนคุยกับกล้องอยู่กับคนเดียวราวกับคนบ้า“อะ โทษที นายเขินเหรอไง โอเคงั้นไม่มองแล้วก็ได้ แต่งตัวเสร็จเดินไปที่ประตูหน้าห้องละกัน แล้วก็เดินตามแสงไฟมา” โจจิพูดจบจุดแดงนั้นก็ดับไป“เฮ้ย คุยกันให้รู้เรื่องก่อนซิวะ” ผมเสียงดังใส่กล้อง แต่คราวนี้ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบโต้กลับมาแล้วผมยืนนิ่ง ๆ มองไปยังหน้าต่างอยู่พักนึง จึงตัดสินใจเริ่มถอดชุดที่เหมือนกับชุดผู้ป่วยนี่ออก แล้วใส่ชุดเดิมของตัวเอง ใช้เวลาไม่นานผมก็แต่งตัวเรียบร้อย จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่หน้าประตูตามที่โจจิบอกเอาไว้สักพักหนึ่งประตูสีขาวบานใหญ่ก็เปิดออก ผมก้าวเท้าออกมายืนหยุดอยู่บนทางเดินกว้างที่ทอดยาวออกไปโดยไม่รู้ว่าจะหันหน้าออกเดินทางไปทางไหนดี สักพักหนึ่งที่พื้นทางด้านซ้ายของผมก็พลันปรากฏแนวไฟสีขาวสว่างวาบขึ้นทางนั้นซินะ ได้เลยผมเดินตามแนวไฟไปได้สักพักหนึ่งก็เลี้ยวขวาไปตามแสงไฟ จนพบเข้ากับห้องกว้างใหญ่ที่มีโต๊ะยาววางเรียงรายไว้หลายตัว มีคนนั่งอยู่หลายคนเป็นกลุ่ม ๆ ตามโต๊ะต่าง ๆ ที่นี่คล้าย ๆ กับเป็นโรงอาหาร? สายตาของผมหยุดเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมห้องโจจิโบกมือให้ผมท่ามกลางคนกลุ่มนั้น ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปจนถึงโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่“นั่งซิ” วิคเตอร์ผายมือไปทางที่ว่างตรงกลางโต๊ะผมเดินไปนั่งตรงนั้นด้วยความรู้สึกแปลก ๆ“ยินดีต้อนรับสู่เรมูเลียเซกเตอร์สิบเจ็ด และขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ฉันชื่อวิคเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” วิคเตอร์ยื่นมือออกมาหาผมผมปัดมือข้างนั้นทิ้ง“พอเถอะ ไม่ต้องมาทำเป็นทำดีกับฉัน พวกนายพาฉันที่นี่ทำไม ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าเลย ไม่ต้องมาอ้อมค้อม”“โอะโอ สตรัคเกอร์ที่นายพามานี่ห่ามไม่เบานะวิคเตอร์ ฮ่ะฮ่า”ผู้ชายร่างยักษ์ที่น่าจะสูงมากกว่าเจ็ดฟุต หัวเราะอย่างยิ้มแย้ม พร้อมทั้งตบไหล่วิคเตอร์อย่างอารมณ์ดี“ฆ่าเหรอ? เฮอะ ถ้าจะฆ่าละก็นายตายไปตั้งแต่ที่โตเกียวแล้ว เลิกพูดได้แล้ว และก็น่าจะขอบคุณพวกเราสักหน่อยที่พานายกลับมาเพื่อหาทางคืนความทรงจำให้กับนาย” เรย์ตวาดดังลั่นพร้อมเอามือฟาดกับโต๊ะดังปัง“ไม่เป็นไรหรอกทุกคน โดมินาริที่โดนล้างสมองก็เป็นแบบนี้ทุกคนแหละ แม้ท่าที่ภายนอกพวกเขาจะทำท่าเป็นไม่ยอมรับ แต่ลึก ๆ แล้วตัวพวกเขาเองก็รู้สึกแหละว่าชีวิตของตัวเองแปลก ๆ ทั้งการมีความทรงจำเรื่องน่าเบื่อแค่ไม่กี่เรื่องอยู่ในสมอง แล้วก็อาการที่ชอบเห็นเงาต่าง ๆ แล้วหลอนว่าเป็นปีศาจ ทั้ง ๆ ที่ภาพพวกนั้นคือเงาสะท้อนของจิตใจตัวเองทั้งนั้น อีกทั้งการที่ยังเรื่องของร่างกายที่อ่อนไหวกับสิ่งต่าง ๆ ด้วย พอพวกทรินิตี้ล้างสมองพวกเราทีไร ก็เหมือนว่ามักจะเกิดอาการข้างเคียงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ๆ”ผมรู้สึกกระทบใจอย่างแรงกับคำพูดของวิคเตอร์ เพราะไอ้อาการเหล่านั้นก็ดันเกิดขึ้นกับผมจริง ๆ“...และที่สำคัญ โดมิที่โดนสตรัคหรือโดนล้างสมองเนี่ย ก็เหมือนจะรับรู้อยู่ลึก ๆ และยอมรับอยู่แล้วว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ”โจจิพูดเสริมขึ้นมา และมองมาที่ผม “นายเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันใช่มั้ย?”ผมจุกที่หน้าอก เพราะทุกอย่างที่ผมรู้สึกมันก็แทบจะเหมือนที่พวกนั้นพูดออกมาทั้งหมด“เอาเถอะ ยังไงเราก็เป็นสายพันธุ์เดียวกันทั้งนั้น ฮ่ะฮ่ะ” ชายร่างยักษ์หัวเราะพลางเดินมาขยี้หัวผม“พอเลยวลาดิเมียร์ อย่าเหมารวมฉันกับพวกออร์คอย่างพวกนายไปด้วย” เรย์ทำท่าทีไม่พอใจกับคำพูดของวลาดิเมียร์“ออร์ค? แล้วออร์คไม่ดียังไง เผ่าพันธุ์ของเราทั้งแข็งแกร่ง ทั้งสูงศักดิ์ ลูกแมวถูกเก็บมาเลี้ยงอย่างเธออย่าพูดอะไรเลยดีกว่า ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”“นาย!! ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลย ใครเป็นลูกแมวถูกเก็บมา?” เรย์ขู่ฟ่อพร้อมทำท่าจะพุ่งเข้าต่อยตีกับวลาดิเมียร์“ทุกคน หยุดเถอะ พวกเราอยู่ต่อหน้าเพื่อนใหม่นะ ช่วยสำรวมท่าทีด้วย”“วิคเตอร์.. แต่.. ไอ้ยักษ์บ้านั่นมันเริ่มก่อนอีกแล้ว...” เรย์โอดครวญ “เรย์” วิคเตอร์เรียกชื่อเรย์อีกครั้งด้วยเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น จนทำให้ทุกคนในที่นั้นรู้สึกหนาวไปด้วย“เรย์ อิซวินีเทีย (ขอโทษ)” วลาดิเมียร์กล่าวขอโทษเสียงอ่อย ๆ“ขอโทษแทนกิริยาที่อาจจะหยาบคายของพวกเราต่อนายด้วยละกัน อย่างที่บอกฉันชื่อวิคเตอร์ ฉันเป็นรองหัวหน้าหน่วยงานดูแลความสงบและกำจัดภัยคุกคามต่อโดมินาริหน่วยที่สิบเอ็ด” จากนั้นวิคเตอร์ก็ค่อย ๆ ผายมือไปยังสมาชิกในหน่วยแต่ละคน“ส่วนนั่นเรย์ โดมินาริคนดังในโลกออนไลน์ของพวกมนุษย์ที่นายก็คงจะรู้จักดีแล้ว” “นี่โจจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอดแนมของพวกเรา หากเรียกในภาษาของมนุษย์โจจิก็คงเป็นแฮคเกอร์ล่ะมั้ง”“ยักษ์ใหญ่นี่ชื่อว่าวลาดิเมียร์ อย่างที่เห็นวลาดกับเรย์เป็นคู่กัดกันมาตลอด แต่ถ้าสองคนนี้ร่วมมือกันได้เมื่อไร ไม่เห็นเคยมีใครต้านทานสองคนนี้ได้เลย”“และสุดท้ายที่อยู่ ณ ที่นี้...” วิคเตอร์หันไปยังชายอีกคนที่ใส่หน้ากากสีดำ ผ้าคลุมสีดำปกคลุมอยู่ทั้งตัว และไม่พูดไม่จาอะไร หรือทำอะไรเลยตลอดการสนทนาที่ผ่านมา “ชาโดว์คือชื่อของเขา”ชาโดว์หันมาผงกหัวให้ผมครั้งนึง“ส่วนชื่อของนาย ‘คาล’ ใช่มั้ย?” วิคเตอร์หันมาถามกับผม“นายรู้ชื่อของฉันได้ยังไง พวกนายแอบสืบข้อมูลของฉัน..?” ผมเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมายังไงก็ไม่รู้“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก” วิคเตอร์ โยนของบางอย่างหล่นปุลงตรงหน้าผม“ก็แค่เปิดดูเอกสารในกระเป๋าตังค์ของนายแค่นั้นเอง ‘คาล สตีเวนสัน’ แต่เดาว่ามันก็คือชื่อปลอมจริงมั้ย? นายอยากให้เรียกชื่อไหนหรือเปล่าล่ะ ชื่อที่ติดอยู่ในความทรงจำที่แท้จริงของนาย”“เรียก คาล นั่นแหละ นั่นคือชื่อเดียวที่ฉันมีอยู่ในตอนนี้ แล้วฉันต้องทำยังไงต่อ พวกนายจับฉันมาอยู่ใต้ทะเลแบบนี้ ฉันรู้ดีว่าหนีไปไหนไม่ได้อย่างแน่นอน”“ปรับตัวได้ดีและเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้มากเลยคาล ก่อนอื่นต้องบอกนายตามตรง ปกติแล้วโดมินาริที่ถูกทรินิตี้พาไปล้างสมองจะต้องถูกนำไปรายงานตัวที่กระทรวงสอบสวนกลาง และก็ต้องผ่านการบวนการสอบปากคำ และก็กระบวนการคืนทรงจำ ซึ่งต้องยอมรับจริง ๆ ว่า ชีวิตที่ยาวนานของฉัน แทบจะไม่เคยเห็นใครที่ผ่านกระบวนการคืนความทรงจำกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ หรือได้รับความทรงจำเดิมกลับมาอย่างครบถ้วนเลย โดยส่วนมากจะยินยอมที่จะต้องใช้ชีวิตกับความทรงจำที่เริ่มใหม่กันเสียมากกว่า หลังจากที่ต้องโดนทำอะไรต่อมิอะไรน่ะนะ” “แปลว่าพวกนายกำลังจะจับฉันส่งไอ้กระทรวงบ้าอะไรนั่นซินะ” ผมกำมือแน่น เตรียมมองหาช่องทางที่จะหลุดออกไปจากวงล้อมของพวกเขา“ตามปกติแล้วก็น่าจะต้องเป็นอย่างนั้น น่าเสียดายที่นายเกี่ยวข้องกับภารกิจบางอย่างที่พวกเราทำอยู่ และต้องแสดงความเสียใจกับนายด้วยนะ” วิคเตอร์ร่อนกระดาษแผ่นหนึ่งมาตกลงตรงหน้าผมผมก้มหน้ามองดูกระดาษใบนั้น มันคือรูปถ่ายของสถานที่แห่งหนึ่ง มันคือห้องใต้ดินในความทรงจำของผม เพียงแต่รายละเอียดของห้องแตกต่างกันไปมาก ห้องทั้งห้องมีรอยเลือดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่ว ผนังด้านที่เคยมีรูปภาพต่าง ๆ แปะอยู่ก็ถูกฉีกทำลาย และบนพื้นห้องก็มีชิ้นส่วนของมนุษย์กระจายอยู่เต็มไปหมด ผมจำใบหน้าของคนเหล่านั้นได้ดีน่าแปลกที่ผมกลับไม่ได้รู้สึกตกใจหรือเสียใจกับความตายของพวกเขาเลย“พวกทรินิตี้ที่ร่วมแผนการกับนายในคราวนี้ ถูกบุกไปฆ่าตายอย่างทารุณทุกคนคืนที่นายถูกส่งไปจัดการกับเรย์ และหลักฐานบางอย่างบอกว่าพวกเขาตายเพราะฝีมือของกูลโตเกียว” วิคเตอร์เงียบไปครู่หนึ่ง “พวกเรากำลังติดพันภารกิจกับกูลโตเกียวอันหนึ่งอยู่เช่นกัน และพวกมันก็มาฆ่าพวกทรินิตี้ที่อยู่กับนาย นี่คือสาเหตุหลักที่เราจะไม่ส่งตัวนายให้กับกระทรวงสอบสวนกลาง และจะขอให้นายทำงานร่วมกับพวกเรา!” จบตอนที่ 3