บทที่ 18
ด่านทดสอบตั้งแต่ด่านที่ 11 เป็นต้นไปนั้นความยากผิดกับสิบด่านแรกอย่างที่ไกอัสได้กล่าวเอาไว้จจริงๆ เอเลนต้องพึ่งพาทักษะผนึกเวทย์เป็นครั้งแรกและกับการสังหารนักดาบที่มีความชำนาญในทักษะสูงได้อย่างฉิวเฉียด มอนสเตอร์ตัวนี้เชียวชาญการใช้ดาบมากมีหลายครั้งที่เอเลนคิดจะใช้ทักษะดาบผ่ามิติให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ไม่มีโอกาส มอนสเตอร์ตัวนี้คล้ายกับรู้เท่าทันความคิดของเขา
เป็นครั้งแรกที่เอเลนตระหนักถึงข้อเสียของทักษะอย่างจริงๆจังๆระยะเวลาปลดปล่อยทักษะสิบวินาทีเปรียบดังยาพิษ เด็กหนุ่มที่เปรียบดังมหาเศรษฐีแสนโดดเดี่ยวที่ถูกลักพาตัวต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ไม่มีใครสามารถนำมาไถ่ตัวออกได้ ต่อให้เขามีทักษะที่แสนทรงพลังแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ ตรงกันข้ามทักษะท่าเท้าทะยานเมฆถูกใช้ไม่ต่างกับการหายใจเอเลนสามารถเล่นท่าพิสดารได้มากมายทำให้เขาถูกใจอย่างยิ่ง
ห้าด่านผ่านไปมอนสเตอร์ล้วนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมดต่างกันตรงที่พวกมันแต่ละตนมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นนักดาบ พลหอก นายพราน ผู้ใช้เวทย์หรือแม้กระทั่งอัศวิน ที่น่าทึ่งที่สุดเห็นจะเป็นนักบวชที่สามารถใช้เวท์ลำแสงโจมตีจากระยะไกลโพ้นสลับกับการฟื้นฟูร่างกายตนเองด้วยเวทมนต์ ศัตรูไม่ซ้ำหน้าแถมความสามารถหลากหลายเป็นตัวกระตุ้นการเติบโตให้กับเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี
ตั้งแต่เล็กจนโตนอกจากมอนสเตอร์ชนิดสัตว์ป่าน้อยครั้งมากๆที่เอเลนจะได้มีโอกาสในการต่อสู้กับศัตรูที่มีสติปัญญาสูง อย่างเท็ดดี้ที่เขาคาดหวังเอาไว้มากก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับมอนสเตอร์นักบวชคลั่งในด่านที่ 10 เอเลนจนตรอกหลายต่อหลายครั้งแต่ก็สามารถรอดไม่ได้ตลอด
ทักษะที่ได้รับจากกาลอนันต์ไม่เคยถูกใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียวเช่นเดียวกับพลังภูติที่เขาตั้งใจจะเก็บไว้เป้นท่าไม้ตาย ตรงกันข้ามกับทักษะผนึกเวทย์และท่าเท้าทะยานเมฆที่ใช้บ่อยสุดๆโชคดีที่ตั้งแต่ด่านที่ 11 เป็นต้นไปจะมีการฟื้นฟูสภาพร่างกายและพลังเวทมนต์ทุกครั้งที่ผ่านด่าน
สวบ
หอกที่หักครึ่งถูกดึงออกจากคอหอยของนักผจญภัยผู้หนึ่งซึ่งเป็นมอนสเตอร์ในด่านทดสอบด่านที่ 20 ที่มีมอนสเตอร์จำนวนหกตัวภายใต้ชื่อของกลุ่มนักผจญภัยส่งผลให้เอเลนต้องรับมือด้วยควายากลำบากเพราะเวทมนต์ของคลาสจอมเวทย์ที่คอยก่อกวนในจังหวะที่กำลังจะฆ่าคนอื่นในปาร์ตี้ลงได้
เสียเวลาอยู่นานกว่าที่จะฆ่านักบวชที่เป้นตัวปัญหาอันดับหนึ่งได้เป็นคนแรกก่อนจะตามด้วยมือธนูและจอมเวทย์แล้วค่อยวกกลับมาจัดการกับแนวหน้าทั้งสามคนแลกกับการที่เขาต้องเสียแขนไปหนึ่งข้างเพื่อฆ่าแนวหลังทิ้งทั้งหมด
[ท่านผ่านการทดสอบ 20]
[การทดสอบเสร็จสิ้น]
โผละ
ม่านพลังที่ครอบร่างของเอเลนแตกออกพร้อมกับที่ดวงตาสีทับทิมฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่แขนยังคงอยู่
“ลุกขึ้น ตามข้ามา”
ไกอัสทที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พูดขึ้นเอเลนที่มองไม่เห็นสองสาวก็เอ่ยถาม
“สองคนนั้นละครับ?”
“ยัยหนูเอลฟ์จบลงที่ด่าน 18 ส่วนยัยหนูนักดาบ จบลงที่ด่านที่ 20 ตายหลังจากที่ฆ่าแนวหน้าไปได้สองคน”
ถ้าหากจำไม่ผิดศัตรูในด้านที่ 18 คือกองกำลังอัศวินหอกจำนวนสิบนายไม่แปลกใจเลยที่นักธนูอย่างลูน่ามาเรียจะสิ้นท่าคงเพราะถูกตีกระนาบทำให้ข้อดีของพลธนูเรื่องระยะกลายเป็นหมัน ส่วนเซลีนนั้นนับว่าน่าทึ่งเธอสามารถอยู่รอดไปจนถึงด่านที่ 20 แม้สุดท้ายจะอยู่ไม่ถึงตอนจบก็ตาม
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาไม่เห็นพวกเธอเพราะไกอัสคนอื่นได้พาพวกเธอนำไปก่อนแล้ว เด็กหนุ่มตามหลังไกอัสอย่างว่าง่าย เทพเจ้าร่างเด็กไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้ายก่อนจะพาเอเลนผ่านประตูเคลื่อนย้ายมาโผล่อีกที่หนึ่ง ตู้หนังสือรายล้อมทั้งสี่ด้าน เพดานโปร่งใจกลางห้องเป็นพื้นโล่งๆ
“นั่งก่อนสิ”
ไกอัสเชื้อเชิญก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้นแล้วโยนม้วนกระดาษให้แผ่นหนึ่ง
“เอ้านี่ รับไป”
[ท่านได้รับม้วนคัมภีร์ทักษะ รำพันเดียวดาย]
เอเลนรับมันเอาไว้พร้อมก่อนจะเรียกดูรายละเอียด สีหน้าตื่นเต้นในตอนแรกสลายไปเหลือเพียงสีหน้าดำมืดซึ่งไกอัสก็คิดเอาไว้แล้ว
“เหมือนเจ้าจะข้องใจนะ”
“แน่นอนสิครับ”
เด็กหนุ่มเอ่ยพร้อมถอนหายใจ
“เหนื่อยแทบตายเพื่อทักษะที่ไร้ประโยชน์เนี่ยนะ”
รำพันเดียวดาย
ระดับ 1 / 3
ประเภท ทักษะติดตัว
มานาที่ใช้ -
ระยะร่าย 0 วินาที
- ผู้ครอบครองทักษะจะสัมผัสแรงโน้มถ่วงได้มากกว่าผู้อื่น 10 เท่า และจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าเมื่อระดับทักษะเพิ่มขึ้น
- เพิ่มความเร็วในการเพิ่มระดับทักษะติดตัวทุกชนิด(ไม่รวมทักษะ รำพันเดียวดาย) ขึ้นอย่างมาก
- สามารถถอดได้เมื่อร่างกายของผู้ครอบครองชินกับแรงโน้มถ่วง 1000 เท่า(ทักษะระดับ 3)แล้วเท่านั้น
ทักษะที่ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนกับคำสาปมากกว่ามันจะมีข้อดีของมันอยู่แต่เอเลนกลับคิดต่าง การเพิ่มความเร็วในการเพิ่มระดับทักษะติดตัวนั้นเหมือนจะเป็นคณสมบัติที่ดีแต่เขากลับมองว่ามันดูเอาแน่เอานอนไม่ได้ “เพิ่มขึ้นอย่างมาก” นั้นมีขอบเขตแค่ไหนเขาไม่สามารถรู้ได้เลย แต่ที่แน่ๆเพื่อแลกกับคุณสมบัตินี้เขาจะต้องอยู่ในโลกที่มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าคนอื่นถึง 10 เท่าซึ่งนั่นไม่ตลกเลยมันมีเหตุผลอยู่ที่มนุษย์สามารถรับแรงกดดันได้เท่านี้เพราะหากรับมากกว่านี้ร่างกายคงไม่พ้นกลายเป็นก้อนโลหิต
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหนื่อยเปล่า หากอีกฝ่ายไม่ได้เป็นเทพเขาคงเอาไอ้คัมภีร์นี้โยนใส่หน้าไปแล้ว ไกอัสนั่งหาวด้วยท่าทางยียวนก่อนจะพูดขึ้น
“จริงอยู่ที่หากเจ้าใช้คัมภีร์นั่นตอนนี้เจ้าคงไม่พ้นกลายเป็นศพ”
ไกอัสพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“แถมด้วยผลของนาฬิกาเรือนนั้นเจ้าจะต้องรับผลของแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า พูดง่ายๆในระดับแรกเจ้าจะรับผลของแรงโน้มถ่วงเพิ่มมากถึง 30 เท่า และ 3000 เท่าในระดับสุดท้ายซึ่งไม่มีร่างกายมนุษย์คนไหนทำได้”
หากจะต้องแบกน้ำหักขนาดนั้นเอเลนจะต้องมีค่าพละกำลังเป็นหมื่นๆหน่วยแต่กว่าถึงตอนนั้นจะต้องมีเลเวลมากถึง 200 ขึ้นไป ในตอนนั้นทักษะต่างๆของเขาคงมีระดับเต็มหมดแล้วดังนั้นม้วนคัมภีร์นี้ไม่ต่างอะไรกับขยะเลยซักนิด
“นี่มันตลกร้ายชัดๆ”
เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบก่อนจะเก็บม้วนคัมภีร์เข้าไปในกระเป๋าอย่างเซ็งๆทำเอาไกอัสยิ้มมุมปาก
ต่อให้เจ้าไม่ใช้เอง ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็จะมีคนบังคับเจ้าทำ
ไกอัสนึกสนุกที่กำลังจะได้เห็นความเดือดร้อนของคนอื่น แต่ก่อนหน้านั้นตนจต้อทำหน้าที่ของบรรณารักษ์แห่งหอสมุดแห่งปัญญาให้เรียบร้อย
“มาว่าเรื่องของรางวัลจริงๆของเจ้ากันดีกว่า รู้ใช่ไหมว่าเจ้าจะได้รับบางสิ่งกลับไปเมื่อมาที่นี่โดยมีระดับทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานถึงระดับ 100”
“ครับ ลูน่ามาเรียเล่าว่า หอสมุดแห่งปัญญานั้นสามารถนำทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานมาเปลี่ยนเป็นทักษะใหม่ที่มีพลังสูงขึ้นได้”
เอาเลนเอ่ยในสิ่งที่ลูน่าเล่าให้ฟังระหว่างเดินทางแต่ไกอัสกลับส่ายหน้าน้อยๆ
“จะว่านำทักษะมาเปลี่ยนก็ไม่ถูกหรอกนะ หน้าที่ของข้าคือชี้แนะทุกสิ่งีชีวิตพัฒนาไปในทางที่ถูกที่ควรดังนั้นข้าจะไม่ยึดและมอบทักษะอะไรให้แต่จะชี้ช่องให้เจ้าพัฒนาต่อไปได้ต่างหาก”
“แต่ทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานไม่สามารถพัฒนาไปได้มากกวว่านี้แล้วนี่ครับ?”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว
“หึหึ เด็กน้อยไม่รู้รึไงว่าทำไมทักษะนั้นถึงด้มีคำว่าพื้นฐาน”
ไกอัสยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เพราะมันคือจุดเริ่มต้นยังไงละ”
พูดจบไกอัสก็ปรบมือทีหนึ่งแสงสว่างหนึ่งเดียวที่สาดลงมากก็ค่อยๆมืดลง ไกอัสปรบมืออีกครั้งควบคุมมานาระดุจการหายใจรวมกันจนกลายเป็นภาพจำลองของมนุษย์ที่มีดวงแสงดวงเล็กๆหายล้านดวงวิ่งไปมาอยู่ในร่างอย่างไร้ระเบียบ
“นี่คือ?”
“ภาพจำลองของตัวเจ้า”
ไกอัสอธิบาย
“ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีมานาแฝงอยู่ในร่างกาย ในระดับแรกเริ่มจะกระจัดกระจายไม่เป็นหลักแหล่งเหมือนกับเด็กที่ซุกซน หลงทาง และยังค้นหาตัวเองไม่เจอ”
ไกอัสปรบมืออีกครั้ง คราวนี้ดวงแสงหรือมานาจากที่เคยกระจัดกระจายก็ค่อยๆมารวมตัวกันที่บริเวณกางร่างกาย
“แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อพื้นฐานของคนผู้นั้นสูงขึ้นการบริหารมานาก็จะยิ่งมีระเบียบและเสถียรภาพจนเมื่อมาถึงจุดอิ่มตัวเจ้าจะมีสภาพแบบนี้”
แสงสีเคยกระจุกตัวกันที่บริเวณกึ่งกลางร่างกายพลันควบแน่นกลายเป็นดวงแสงที่ส่องสว่างที่สุดราวกับเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์ แต่แทนที่จะหยุดแค่นั้นไกอัสกลับใช้มือเปล่าสัมผัสกับดวงแสงนั้นทำให้ดวงแสงนั้นแตกกระจายกลายเป็นแส้นแสงที่เกิดจากมานาชอนไชไปตัวร่างประหนึ่งเมล็ดพืชที่สุกงอมกำลังหยั่งรากลงไปในร่างกายเอเลนมองภาพนั้นด้วยความอัศจรรย์และตื่นเต้น
“นี่คือ....ก้าวต่อไป?”
“ถูกต้อง อย่างที่บอกไปแล้วว่าหน้าที่ของข้าไม่ใช่การยึดสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้วยัดเยียดสิ่งใหม่แต่เป็นการช่วยให้เจ้าพัฒนาสิ่งที่เจ้ามีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม”
มือน้อยๆของเทพเจ้าแห่งเวทมนต์ชี้ไปที่เส้นแสงเหล่านั้น
“สิ่งนี้คือวงจรเวทมนต์ขั้นต่อไปของทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐาน จากตอนแรกที่ชักนำมานาด้วยทักษะผนึกเวทย์ มานาในร่างเจ้าจะเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ นั้นก็เพราะในร่างกายนั้นยังไม่มีถนนที่ดีที่จะลำเลียมานาไปหล่อเลี้ยงร่างกกายตามคำสั่งของเจ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ วงจรเวทมนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในจุดนี้และนอกจากการควบคุมมานาจะดีขึ้นแล้ววงจรเวทมนต์ยังจะทำให้พลังเวทมนต์ของเจ้ามีคณสมบัติแฝงประการอื่นๆอีก”
“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมสามารถมีพลังได้เหมือนสายต่อสู้ใช่รึเปล่า”
เอเลนถามด้วยแววตาเป็นประกายแต่ไกอัสกลับดับฝันเขาวูบ
“ข้าตอบไม่ได้”
“เอ่อ ตอบไม่ได้นี่หมายถึงไม่รู้เหรอครับ?”
“เปล่า ตอบไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ วงจรเวทมนต์นั้นมีมากมายเหมือนดาวบนฟ้า วงจรของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันประดุจลายมือแต่ที่แน่ๆวงจรเวทมนต์นั้นจะมีที่มาจากคุณลักษณะสองประการ ประการแรกคือแนวทางการใช้ทักษะของเจ้าและประการที่สองคือคุณลักษณะวงจรเวทมนต์ของบิดามารดา”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ใบหน้าของสองเทพธิดาบนกาลอนันต์พลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาวูบหนึ่ง ความรู้สึกหนาวสะท้านแล่นผ่านร่างของไกอัสที่แม้จะเป็นร่างจำแลงแต่ร่างจำแลงทุกร่างในทุกๆมิติรวมไปถึงร่างจริงบนแดนเทพต่างก็รับรู้ได้ถึงความสิ้นหวังประหนึ่งยืนอยู่ขอบเหวของนรกได้แทบจะพร้อมกัน
“สรุปก็คือเราจะไม่มีทางรู้ได้จนกว่จะสร้างวงจรที่ว่าขึ้นมาสินะ”
เสียงของเอเลนดังขึ้นพร้อมกับที่ความรู้สึกหนาวสลายเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าของเทพธิดาทั้งสองกลับมาเป็นอบอุ่นดังเดิมไกอัสที่เกือบจะเอ่ยในสิ่งที่ไม่สมควรจำต้องแอบค้อมศีรษะให้กาลอนันต์คราหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ถูกต้อง เอาล่ะที่นี้ก็นั่งลงเสียทีเราจะได้มาเริ่มสร้างวงจรเวทมนต์กัน”
เอเลนทรุดตัวลงนั่งในท่วงท่าทีสบายที่สุด ไกอัสปรบมือสลายภาพจำลองและปรบมืออีกครั้งเพื่อกระตุ้นการทำงานของวงแหวนเวทมนต์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น
“หลับตาลงแล้วรอ วงจรเวทมนต์จะค่อยๆถูกสร้างขึ้นเอง”
“ผมไม่ต้องทำอะไรเพื่อช่วยเหรอครับ?”
“ไม่จำเป็น การกระตุ้นเพื่อสร้างวงจรเวทมนต์นั้นจะต้องอาศัยสิ่งที่มีพลังอำนาจสูงซึ่งในที่นี้คือพลังของข้า หน้าที่ของเจ้ามีเพียงอย่างเดียวก็คือตั้งตารอเท่านั้น”
ไกอัสเอ่ยอันที่จริงหน้าที่ของเอเลนรวมไปถึงคนอื่นๆที่มาที่นี่มีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือผ่านการทดสอบเพื่อให้ไกอัสประเมินศักยภาพก่อนที่จะทำการกระตุ้นวงจรเวทย์ แม้ผิวเผินการทดสอบนี้จะเป็นเหมือนสิ่งบันเทิงแด่เทพเจ้าแห่งเวทมนต์แต่โยเนื้อแท้แล้วทุกวินาที ทุกๆกระทำ การตัดสินใจ ล้วนอยู่ในสายตาแห่งเทพผู้นี้ทั้งหมด
ด่านทั้ง 20 มีเอาไว้เพื่อคัดกรองระหว่างผู้ที่พร้อมกับไม่พร้อมจะสร้างวงจรเวทมนต์เพราะต่อให้ทักษะพลังเวทมนต์พื้นฐานสูงไหน ทักษะดังกล่าวก็สามารถฝึกฝนได้โดยจำเป็นต้องออกไปเพิ่มเลเวลด้วยซ้ำ ในอดีตเคยมีคนหัวหมอคิดหาทางลัดในการรับวงจรเวทมนต์มาแล้วก็ถูกไกอัสเปลี่ยนให้กลายเป็นหนังสือบางเล่มที่ส่งเสียงร้องโหยหวนมาจนถึงทุกวันนี้
ทั้งนี้ไกอัสไม่ได้เข้มงวดไปเสียทีเดียว สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียงพอแต่ยังขาดทักษะก็จะได้รับโอกาสให้เข้ามาทดสอบใหม่โดยไม่จำกัดจำนวนรอบ เกณฑ์ข้อเดียวที่อัสตั้งเอาไว้นั่นก็คือจะต้องผ่านให้ได้อย่างน้อย 5 ด่าน
เมื่อเห็นว่าพร้อมเทพเจ้าแห่งเวทมนต์พลันบริกรรมคาถาเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจมือน้อยๆสองข้างประทับลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มพร้อมส่งผ่านพลังเวทมนต์บริสุทธิ์ไหลเวียนทั่วร่างกายรอบหนึ่งโดยเริ่มจากหัวใจตามด้วยปอดจนครบทุกอวัยวะก่อนจะไหลผ่านออกจากร่างลงสู่พื้นดิน
[ท่าบรรลุเงื่อนไข วงแหวนเวทย์เมบิอุสเริ่มต้นกระบวนการกระตุ้น]
เวิง
[โมบิอุสลำดับที่ 1 ถือกำเนิด]
[โมบิอุสลำดับที่ 2 ถือกำเนิด]
.
.
.
[โมบิอุสลำดับที่ 12 ถือกำเนิด]
วงแหวนเวทมนต์ที่ส่องแสงบนพื้นค่อยๆแตกออกเป็นวงแหวนวงใหม่ลอยแยกจากวงเดิมแต่แกนกลางของมันยังคงเป็นตำแหน่งที่เอเลนกังนั่งหลับตาอยู่ วงแหวนค่อยๆแตกออกจากหน่งเป็นสองจนกระทั่งมีทั้งสิ้นสิบสองวงแต่ละวงมีสีสันที่แตกต่างกัน แต่ละสีเปล่งแสงแก่งแย่งกันเพื่อเป็นใหญ่เว้นเพียงวงแหวนสีขาวและดำที่ยังคงสงบนิ่ง
ตอนนั้นเองที่รูปสลักเทพธิดาบนกลายอนันต์เผยสีหน้าไม่พอใจออกมาก่อนที่วงแหวนสีขาวและดำจะเปล่งแสงขึ้นประชันกับวงแหวนสีอื่นด้วยพลังที่มากกว่าพวกมันจึงจำต้องยอมสยบลดทอนสีสันของตัวเองลงและไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวอีกก่อนจะถูกวงแหวนสีขาวและดำกลืนกินจะในที่สุดวงแหวนทั้งสิบสองจะเหลือเพียงสองสีอย่างเท่าเทียมกัน การต่อสู้กันทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ในพิสัยของเอเลนแม้แต่น้อย
[เมบิอุสกำลังพิจารณาอดีตของท่าน]
[ท่านถือกำเนิดและเติมโตขึ้นในร้านตีเหล็กแห่งหนึ่ง]
เสียงของโลกทำให้เด็กหนุ่มนึกถึงร้านค้อนเพลิงบ้านที่มีความทรงจำที่ทั้งสุขและทุกข์ ที่ที่เขาพยายามรักษาเอาไว้เพื่อหวังว่าสัวันพ่อแม่ที่ทิ้งไปจะกลับมา
[ท่านเกี่ยวพันกับเปลวไฟและโลหะอย่างลึกซึ้ง แม้จะถูกเทพริษยาแต่ท่านก็ไม่เคยละทิ้งความหวัง]
เมื่อรู้ความจริงว่าสิ่งที่เป็นของเขามาตลอดกลับถูกคนอื่นช่วงชิงเอาไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะได้รับคืนมาด้วยการช่วยเหลือจากเซเลสเทียร์แต่ในใจลึกแล้วเขาก็อดคิดที่จะโกธรแค้นทราฟาก้าไม่ได้และดูเหมือนว่าจะมีผู้อื่นรับรู้
[ความเห็นแก่ตัวของเทพบางตนทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านหวังจะใช้พรสวรร์ของตนพิสูจน์กับเทพสักวันหนึ่ง]
[แม้จะไม่มีทักษะ แต่ท่านก็ต่อสู้ ดิ้นรน ไม่ยอมแพ้ให้กับความเป็นจริงของโลก]
[ทุกๆท่วงท่าแม้จะไม่สวยงามแต่กลับเต็มไปด้วยความรอบคอบ]
[อาวุธทุกชิ้นเปรียบดั่งร่างกาย ทั้งยังเป็นสิ่งที่ท่านรังสรรขึ้นมาเอง]
[โมบิอุส เสร็จสิ้นการพินิจอดีต]
[โมบิอสลำดับที่ 13 ถือกำเนิด]
ตอนนั้นเองวงแหวนวงที่ 13 ค่อยถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่าโดยปราศจากการขัดขวางของวงแหวนทั้งสิบสองวง วงแหวนไร้สีกำลังก่อร่างขึ้นอย่างช้าๆและแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นดวงแสงที่เคยถูกกลืนกลินพลันค่อยๆปรากฏตัวขึ้นในรูปของดวงแสงกลุ่มเล็กๆที่ทรงพลังกว่าเดิมหมายจะจับจองพื้นที่บนวงแหวนไร้สี
[เหล่าผู้ทรงอำนาจที่ไม่ประสงค์จะออกนามเริ่มทำการแทรกแซง โมบิอุสลำดับที่ 13]
“อึก”
เอเลนรู้สึกอึดอัดเป็นครั้งแรงพลังอำนาจต่างๆพยายามชำแรกผ่านร่างของเขาราวกับกำลังจะฉีกเขาออกเช่นเดียวกับวงแหวนสีขาวดำทั้งสิบสองที่ต้องประชันพลังอำนาจกับเหล่าผู้ลึกลับ ทั้งสองฝ่ายมีพลังสที่ทัดเทียมกันจนกินกันไม่ลงส่งผลให้วงแหวนไร้สีเริ่มปรากฏรอยร้าว
ใบหน้างามของเทพธิดาทั้งสองทวีความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด กาลอนันต์พลันเปล่งพลังอำนาจเก่าแก่ออกมาผลักดันดวงแสงต่างๆจนแตกกระเจิง
[??? และ ??? ทำการขัดขวางเหล่าผู้ทรงอำนาจ]
[ท่านเป็นอิสระจากการแทรกแซง]
แทบจะในทันทีที่ความรู้สึกอึดอัดหายไปกาลอนันต์รีบส่งกระแสพลังอันเก่าแก่เพื่อรักษาเจ้านายของมันพร้อมกับรอยร้าวบนโมบิอุสลำดับที่ 13 ที่ค่อยๆจางหายไปก่อนที่ขนาดของมันจดลดเล็กลงจนเหลือเส้นผ่าศูนย์กลางแค่ห้าคนโอบเท่านั้น
ทันใดนั้นเองโมบิอุสลำดับที่ 13 ยังคงเล็กลงอย่างต่อเน่องจนในที่สุดมันก็มีขนาดแค่สามคืบลอยอยู่เหนือศีรษะของเด็กหนุ่มขึ้นปเล็กน้อยๆเท่านั้นพร้อมกับระเบิดแสงสีเงินเจิดจ้าจนแต่ไกอัสยังต้องยกมือขึ้นปิดบังดวงตา
เวลาเดียวกันนั้นเองมวลมานาภายในร่างก็เริ่มแตกกิ่งก้านออกชอนไชไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย งจรเวทมนต์แต่ละเส้นนั้นมีขนาดใหญ่มากแต่หยั่งรากอย่างมั่นคงทุกเส้นล้วนอัดแน่นไปด้วยมานาจำนวนมหาศาลสีเดียวกันกับวงแหวนโมบิอุสลำดับที่ 13
และเสียงของโลกก็ดังขึ้น
[การปลูกวงจรเวทมนต์ เสร็จสิ้น]
[ท่านได้รับทักษะ วงจรเวทมนต์ ระดับ 1]
[ค่าสถานะสติปัญญาเพิ่มขึ้น 200 แต้ม]
[ได้รับค่าพลังเวทมนต์เพิ่มขึ้น 3000 หน่วย]
[ทักษะ พลังเวทมนต์ขั้นพื้นฐานระดับ 100 ถูกยกระดับ ท่านได้รับความสามารถใหม่]
[ท่านได้รับทักษะ เวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตรา ระดับ 1]
ก่อนที่เอเลนจะลืมตาขึ้นโมบิอุสทั้งหมดพลันหดเล็กลงก่อนจะจมหายไปในร่างกายแทนในส่วนที่เคยเป็นเมล็ดพันธ์ของวงจรเวทมนต์ เด็กหนุ่มทดลองผนึเวทย์ดูพบว่าทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก พลังเวทมนต์สีเงินไหลไปตามแขนขาประดุจดังหยดน้ำบนใบบอนพร้อมกับตรวจสอบความสามารถของทักษะใหม่ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
พลังเวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตรา
ระดับ 1 / 100
- เพิ่มขีดความสามารถของยุทธภัณฑ์ที่สวมใส่ 5% ในสภาวะผนึกพลัง
- เพิ่มขีดความทนทานของยุทธภัณฑ์ที่สวมใส่ 30% ในสภาวะผนึกพลัง
- จ่ายพลังเวทมนต์เพื่อลดระยะหน่วงของทักษะที่แฝงมากับยุทธภัณฑ์
- ยุทธภัณฑ์ที่สวมใส่ทุกชิ้นจะถูกยกระดับเป็นแรงค์ B (ไม่สามารถใช้ได้กับยุทธภัณฑ์แรงค์ A หรือเหนือกว่า) ยุทธ์ภัณฑ์ที่ถูกยกระดับจะมีขีดความสามารถเทียบเท่ากับแรงค์ B ระดับต่ำสุด ความสามารถไม่ซ้อนทับกับคุณสมบัติสองข้อแรก โดยสถานะที่ถูกยกระดับหากไม่ได้ถืออยู่ในมือจากสูญเสียสถานะภายในเวลา 5 วินาที (30 วินาทีสำหรับอาวุธระยะกลาง/ไกล)