ตอนที่ 18 กิจการถูกปล้น
เจี่ยนเจี่ยนหลบอยู่หลังประตู ดวงตากลมโตจ้องมองหญิงชราที่อยู่ไม่ไกลและไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด หวังเพียงแค่บิดามารดาจะกลับบ้านมาโดยเร็ว
เดิมทีฉาซื่อรอหลิงซานฉิงเพียงคนเดียว แต่ไม่นึกเลยว่านางจะเห็นฉาจื่ออันมาด้วย! นางรีบก้าวเข้าไปหาโดยไม่สนใจว่าหลิงซานฉิงจะอยู่หรือไม่ทันที นางจับมือเขาไว้ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ลูกชายของข้า ในที่สุดเ้าก็กลับมาแล้ว อยู่ในคุกเ้าลำบากหรือไม่? ข้าบอกเ้าแล้ว ให้เ้ารีบหย่ากับนังหลิงซานฉิงผู้หญิงต่ำช้าคนนี้ หากไม่ใช่เพราะนางที่เป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ยอมไปจวนตระกูลอวี๋ เ้าจะรออยู่ในนั้นนานสี่ห้าวันจนซูบผอมเลยหรืออย่างไร"
คำพูดแรกของฉาจื่ออันฟังแล้วยังรู้สึกอบอุ่น แต่ทันทีที่เอ่ยประโยคหลังออกมา ฉาจื่ออันก็ขมวดคิ้วและชักมือออกจากการเกาะกุมของนางทันที “ท่านแม่ ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะซานฉิงหาหลักฐานมาได้ ข้าคงออกมาไม่ได้ แม้นางจะไปจวนตระกูลอวี๋ ตระกูลฉาของเราก็จะมีข้อหาใส่ร้ายผู้อื่นติดอยู่กับเราไปตลอด เช่นนี้ท่านยังหวังให้นางไปตระกูลอวี๋อยู่อีกหรือไม่?”
ประโยคหลังทำให้สีหน้านางเปลี่ยนไป แม่ลูกไม่ได้พบกันมาหลายวัน แต่เมื่อพบกันกลับมีสีหน้าไม่ดี
ฉาซื่อใกับสิ่งที่เขาพูด สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองได้ยินว่าฉาจื่ออันกลับมาอย่างปลอดภัยจึงเข้ามาดูและได้ยินคำพูดนี้พอดี สะใภ้รองจึงเดินออกมาด้านหน้า และกล่าวด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “น้องสาม ข้าจะบอกอะไรเ้า ท่านแม่เป็ห่วงเื่ของเ้าไม่น้อยเลย เหตุใดเ้าถึงเอ่ยกับท่านแม่เช่นนี้ เ้าช่างน่าผิดหวังจริง ๆ”
ทางด้านสะใภ้ใหญ่เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า “เ้าสาม รีบขอโทษท่านแม่เดี๋ยวนี้ เหตุใดเ้าถึงทำให้ท่านแม่เสียใจถึงเพียงนี้ เ้าจะมีเมียแล้วลืมแม่ไม่ได้นะ”
เมื่อฉาซื่อเห็นคนมาช่วยเหลือ นางก็ยืดหลังตรงพลางเอามือตบขา และพูดด้วยเสียงสะอื้นไห้ “พวกเ้ารีบมาตัดสินเร็วเข้า ลูกชายมีเมียแล้วก็เมินเฉยต่อแม่ ข้าทำอะไรผิดรึ? ข้าเพียงแค่เป็ห่วงความปลอดภัยของเขาเกินไปก็เท่านั้น แต่เขาต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้เชียวรึ? ข้ามีลูกชายที่กตัญญูและดีมาก แต่ทั้งหมดนี้เป็เพราะผู้หญิงต่ำช้าคนนี้ แม้แต่แม่แท้ ๆ ยังไม่สนใจ แล้วผู้หญิงพรรค์นี้มีดีอะไร...”
ฉาจื่ออันกลับมาแล้วคือเื่จริง แต่หากหลิงซานฉิงไปที่จวนตระกูลอวี๋ ไม่เพียงแต่จะแลกตัวฉาจื่ออันกลับมาได้ แต่ยังนำเงินมากมายมายังตระกูลฉาด้วย ทว่าตอนนี้ฉาจื่ออันกลับมาแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ เลย ฉาซื่อจึงรู้สึกสูญเสียทั้งหมด
ครั้งแรกและครั้งที่สอง ฉาจื่ออันยังพอทนได้ ทว่ายิ่งเกิดขึ้นหลายครั้งเช่นนี้ เขาก็ยิ่งหมดความอดทน ความจริงเื่ในครั้งนี้ต้องขอบคุณหลิงซานฉิง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ว่านางถูกตำหนิ เขาจึงรู้สึกผิดอย่างมาก
เขาจูงมือหลิงซานฉิงเดินเข้าไปในบ้านทันที “ท่านแม่ ท่านอย่ามาชวนทะเลาะเลย หากบ้านนี้ไม่มีซานฉิง ครั้งก่อนที่คุณชายรองตระกูลอวี๋มาเอาเงินคืน พวกเราคงจบเห่กันไปแล้ว” น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเ็าดังอยู่ข้าง ๆ หลิงซานฉิงมานานแล้ว นิสัยเขาแข็งกร้าวขึ้นอย่างมาก อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยกล้าคุยกับฉาซื่อแบบนี้มาก่อน
ฉาซื่อได้ยินเสียงประตูปิดอย่างรุนแรง สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป นางรีบพุ่งไปเคาะประตูทันที “เ้าฉาจื่ออัน เ้ากล้าดีอย่างไรถึงอยู่ข้างนังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้น เ้าลืมว่าแม่ของเ้าประคบประหงมเลี้ยงดูเ้าจนเติบใหญ่ไปแล้วรึ โตขึ้นมาแล้วก็ปีกกล้าขาแข็งใช่หรือไม่ มีเมียก็ลืมแม่แล้ว!”
เมื่อการร้องไห้ฟูมฟายใช้ไม่ได้ผล จึงกล่าวตำหนิขึ้นมาเพื่อทำให้ฉาจื่ออันรู้สึกผิด และยอมฟังคำพูดนางเหมือนเมื่อก่อน
แน่นอนว่าเื่นี้ฉาซื่อคิดไปเองทั้งหมด แม้ฉาจื่ออันจะรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อได้ฟังถ้อยคำเ่าั้ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่ล่วงเกิน เขาก็ขมวดคิ้ว พลางพึมพำว่าไม่เข้าใจเหตุผลเลย
เสียงะโด้านนอกยังคงดำเนินต่อไป เจี่ยนเจี่ยนเดินเข้าไปหาฉาจื่ออันอย่างขลาดกลัว เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ สำรวจมองเขา ขยับปากไปมา แต่กลับไม่กล้าถามออกมา
หลังจากติดคุกไปสองสามวัน เขาเตรียมใจที่จะไม่ได้เห็นดวงตะวันและไม่เห็นเจี่ยนเจี่ยนแล้ว ทว่าบัดนี้เมื่อเด็กน้อยมองดูเขาอย่างขลาดกลัวก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้ ชายหนุ่มก้มตัวลง แต่เจี่ยนเจี่ยนกลับถอยหลังไปครึ่งก้าว เด็กน้อยดึงกระโปรงของหลิงซานฉิงไว้ พลางกลืนน้ำลายมองมาที่เขา
ลูกชายกลัวเขางั้นรึ?
ฉาจื่ออันรู้สึกแย่ทันที เขาเดินเข้าไปอุ้มเจี่ยนเจี่ยนไว้ในอ้อมแขน และมองดวงตาที่ใสซื่ออันเจือไปด้วยความขลาดกลัวของเด็กน้อย “เจี่ยนเจี่ยน พ่อกลับมาแล้ว” เขาแสร้งทำน้ำเสียงอ่อนหวานที่ฟังดูแล้วไม่รื่นหูเล็กน้อย
เจี่ยนเจี่ยนกะพริบตา ราวกับไม่นึกเลยว่าบิดาจะอุ้มเขาขึ้นมาและยังเอาใจอย่างเก้งก้าง แววตาของเด็กน้อยเผยความงงงวย ทว่าเพียงชั่วครู่หนึ่งก็กลับไปเป็ปกติ “อา อาอา…” เด็กน้อยปรบมือเล็ก ๆ ราวกับกำลังพูดว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน
ฉาจื่ออันกลืนน้ำลายครู่หนึ่งก่อนเหลือบมองหลิงซานฉิง และกอดเจี่ยนเจี่ยนแน่นขึ้นอีกนิด เห็นได้ชัดว่าเขาประหม่าเล็กน้อย
คล้ายกับหลิงซานฉิงมองไม่เห็นความช่วยเหลือของเขา นางสนใจเพียงรินน้ำใส่แก้วแล้วดื่มลงไป
ฉาจื่ออันฉีกยิ้มมุมปากเผยรอยยิ้มออกมา “เจี่ยนเจี่ยน ลูก...กินข้าวหรือยัง หิวหรือไม่?” ไม่ง่ายเลยที่เขาจะถามออกไปจนจบประโยค
เจี่ยนเจี่ยนกะพริบตา ลูบท้องตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แม้ก่อนหน้านี้เด็กน้อยจะไม่สนิทกับเขามากนัก แต่กลับไม่จริงเสียทีเดียว เพราะเจี่ยนเจี่ยนกำลังซบไหล่เขาอย่างระมัดระวัง ร่างเล็กที่อ่อนนุ่มแนบกายอยู่กับตัวเขา แม้จะไม่มีคำพูดใด ๆ แต่กลับใช้การกระทำแสดงออกถึงการยอมรับพ่อที่ไม่มีคุณสมบัติเป็พ่อคน
ฉาจื่ออันหยุดนิ่งครู่หนึ่งเมื่อเจี่ยนเจี่ยนแนบชิดเขา แต่ไม่นานก็ผ่อนคลายลง เจี่ยนเจี่ยนตัวเล็กเกินไป เวลาอุ้มจึงไม่หนัก นี่อาจเป็ครั้งแรกที่เขาอุ้มเจี่ยนเจี่ยนไว้?
เมื่อหลิงซานฉิงเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกดูผ่อนคลายเช่นนี้ก็เบาใจลง แม้นางที่ข้ามมาโลกนี้จะไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยเหมือนนางเอกที่เดินทางข้ามเวลา แต่นางกลับได้รับเด็กน้อยที่ฉลาดรู้เื่เช่นนี้ แม้จะพิการเล็กน้อย แต่ก็เป็ของขวัญจาก์ที่ดีที่สุดสำหรับนาง
ฉาซื่อยังคงด่าอยู่หน้าประตูจนเหนื่อย นางถุยน้ำลายออกมา และเดินกลับไปด้วยความโกรธจัด เมื่อสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองเห็นแม่สามีกำลังโกรธก็เหลือบมองหน้ากัน สะใภ้ใหญ่จึงเริ่มพูดออกมาก่อน “ท่านแม่ ท่านอย่าได้โมโหเลย ระวังความโกรธจะทำร้ายร่างกายเอานะเ้าคะ”
ฉาซื่อไม่ได้ฟังก็ดีไป แต่พอได้ยินก็ยิ่งโมโหมากขึ้น “ไม่โกรธ? จะให้ข้าไม่โกรธได้อย่างไร? เ้าสามน่ะหลงใหลนังจิ้งจอกนั่นจนหัวปักหัวปำ แม้แต่แม่แท้ ๆ ตัวเองยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หากข้าไม่โกรธคงเป็แม่พระแล้ว? เ้าสามกลับมาคราวนี้ นังผู้หญิงต่ำช้านั่นก็ไม่ต้องไปจวนตระกูลอวี๋อีกแล้ว สุดท้ายข้าก็ไม่ได้ผลประโยชน์แถมยังมีปัญหาอีก แล้วข้าจะพยายามไปทำไมกัน?” ยิ่งพูดนางก็ยิ่งโมโห หลิงซานฉิง นังผู้หญิงคนนั้นน่ารังเกียจจริง ๆ
ฉาซื่อเอ่ยว่าตัวเองไม่ได้รับอะไรซึ่งเป็สิ่งที่พวกนางทั้งสอง้าพอดี สะใภ้รองจึงเอ่ยด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ท่านแม่ ใครบอกว่าเราไม่ได้อะไรกัน กระจกของน้องสะใภ้สามยังอยู่ในมือท่านแม่มิใช่รึ? ตอนนั้นเหล่าจ้างฝางของตระกูลอวี๋บอกว่า อย่างน้อยมันก็มีราคาหนึ่งหรือสองร้อยตำลึง หากพวกเราเอาไปขาย กระจกนั่นก็เป็ของพวกเราแล้วมิใช่รึ”
ฉาซื่อพยักหน้า แต่เมื่อได้ยินว่ากระจกนั้นคือของพวกเขาร่วมกัน นางก็ไม่พอใจทันที “ของพวกเราอะไร? กระจกนั้นเป็ของข้า หากข้าให้พวกเ้าแล้ว เช่นนั้นพวกเ้าควรจำเอาไว้ หากพวกเ้าตอบแทนข้าเหมือนนังผู้หญิงต่ำช้าคนนั้น คอยดูแล้วกันว่าข้าจะจัดการพวกเ้าอย่างไร!”
หากหลิงซานฉิงคนเดียวนางไม่สามารถจัดการได้ และยังสั่งสอนลูกสะใภ้ทั้งสองไม่ได้อีก นางจะเป็แม่สามีได้อย่างไร
ทั้งคู่จดจ่ออยู่ที่ราคาของกระจก เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉาซื่ออ่อนลง พวกนางแต่ละคนก็คล้อยตาม ต่อไปจะถูกจัดการแล้วอย่างไร เอาเงินมาไว้ในมือจริง ๆ ให้ได้ก่อนเถอะ
ทั้งสามคนต่างมีเจตนาที่ไม่ดี และต่างคนต่างเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
หลิงซานฉิงไม่ได้นำหมั่นโถวไปขายตามปกติ แต่พาฉาจื่ออันถือตะกร้าผักไปเดินสบาย ๆ ที่ตลาดสด
ฉาจื่ออันแอบบ่นพึมพำในใจว่าเหตุใดภรรยาจึงไม่ทำหมั่นโถว และออกมาเดินเล่นทำไม เขาเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบว่า “ภรรยาข้าี้เีเป็ด้วย เหตุใดวันนี้ถึงตื่นแต่เช้าออกมาเดินเล่นกัน?” หากเป็เมื่อก่อน ในยามว่างไม่มีสิ่งใดทำ นางไม่นอนจนถึงพระอาทิตย์ขึ้นสิถึงจะแปลก
หลิงซานฉิงสอดส่องสายตาท่ามกลางฝูงชน ไม่รู้ว่านางกำลังมองหาอะไร แต่ก็เอ่ยตอบทันที “เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง”
“หมั่นโถวจ้า หมั่นโถวขาว ๆ นุ่ม ๆ จ้า”
มีเสียงะโเรียกลูกค้าดังออกมา สีหน้าของหลิงซานฉิงเปลี่ยนไปทันที พลางดึงฉาจื่ออันเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
นางกวาดสายตาครู่หนึ่งแล้วถามว่า “หมั่นโถวนี้ขายอย่างไร?” หมั่นโถวนี้เหมือนกับหมั่นโถวที่นางทำออกมา ต้องเป็สูตรที่นางเคยให้อวี๋ซิ่งเหวิน และคงถูกส่งต่อไปยังคนอื่นแน่
พ่อค้าพูดด้วยน้ำเสียงประจบประแจง “เรียนฮูหยิน หมั่นโถวนี้ห้าลูกสามเหรียญ สิบลูกห้าเหรียญ ท่านจะรับกี่ลูก?”
เป็อย่างที่คาดไว้ หมั่นโถวนี้ขายในราคาถูกมาก หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างเ็า และดึงฉาจื่ออันออกไป
หลังจากเดินออกไปไกลแล้วเขาถึงได้ถามออกมา “พวกเราขายเจ็ดเหรียญต่อหนึ่งลูกถึงจะได้กำไร เขาขายราคาถูกขนาดนั้น ไม่กลัวเสียต้นทุนเลยรึ”
มีหมั่นโถวราคาถูกขนาดนี้ แล้วจากนี้จะมีผู้ใดมาซื้อหมั่นโถวจากพวกเรากันอีกล่ะ
หลิงซานฉิงแสยะยิ้มมุมปาก ราวกับมองเื่ทั้งหมดออกแล้ว “หากไม่ทำเช่นนี้ แล้วจะแย่งกิจการพวกเราไปได้อย่างไร” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม
คิดว่าเื่นี้จะทำอะไรนางได้? ช่างน่าขันนัก!
ฉาจื่ออันใกับสิ่งที่นางพูด เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเผยแววตาเข้าใจ “เ้าจะบอกว่ามีคนจงใจให้พวกเราทำกิจการไม่สำเร็จ ถึงได้ตั้งใจกดราคาหมั่นโถวให้ต่ำ เพื่อที่จะได้ไม่มีใครมาซื้อหมั่นโถวแพงของเราใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาก็เผยท่าทางดีใจเล็กน้อย
“ซื่อบื้อ” ไม่นึกเลยว่าเขาจะแสดงสีหน้าภูมิใจออกมา
ฉาจื่ออันไม่เปลี่ยนสีหน้า พลางพ่นลมหายใจเบา ๆ “เดาใจภรรยาอย่างเ้านั้นไม่ง่ายเลย ในทางกลับกัน เ้ามีความคิดมากมาย ต่อให้มีใครขโมยกิจการไปจริง ๆ เ้าก็ยังมีวิธีอื่น ข้าจะกังวลไปทำไมกัน”
เขาดูจากสีหน้าของนางแล้วก็รู้ว่านางเพียงแค่เหยียดหยาม แต่ไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย นางแทบจะไม่สนใจเลยเสียด้วยซ้ำ
หลิงซานฉิงบอกว่าเขายังฉลาดอยู่ จากนั้นก็เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก “ในเมื่อขายหมั่นโถวไม่ได้แล้ว เก็บสูตรนี้ไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ข้าจะไปหาสถานที่ขายสูตรนี้ ส่วนเ้าซื้ออะไรเล็กน้อยและทานอาหารเช้ากับเจี่ยนเจี่ยนไปก่อนเลย”
ใบหน้าของฉาจื่ออันเผยความอึดอัดใจเล็กน้อย สีหน้าของเขาแดงเรื่อ มองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง สักพักก็ลังเล สักพักก็อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ มองจนนางกระวนกระวายใจ
“มีเื่อะไรก็รีบบอกมาสิ อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เป็คนแก่ไปได้ รีบบอกมาเร็ว ๆ!” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหงุดหงิด และไม่สนใจว่ากำลังอยู่บนถนน
สีหน้าของฉาจื่ออันยิ่งแดงขึ้นพลางถลึงตาใส่นาง และหันหลังเดินกลับไปที่บ้าน
เดิมทีเขาอยากสุภาพกับนางสักหน่อย เพราะให้เขาอยู่บ้านเลี้ยงลูกอ่านหนังสืออย่างเดียวก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย แต่นิสัยที่ยอมเสียเปรียบไม่ได้ของนางเมื่อครู่ มันดูไม่เหมือนท่าทางที่้าความช่วยเหลือจากเขา ดังนั้นไม่สู้เขากลับไปเลยจะดีกว่า
หลิงซานฉิงขมวดคิ้วมองตามหลัง ก่อนจะพึมพำออกมาคนเดียวว่า “ปัญญาอ่อน” จากนั้นนางก็เดินออกไป และให้ความสนใจกับภัตตาคารรอบ ๆ