“เป็นเช่นไรบ้าง” หญิงชราเอ่ยถามบุตรชายทันทีที่เห็นพวกเขาเดินเข้ามา
ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงโวยวายจึงพอจะรับรู้เหตุการณ์คร่าวๆ อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่นานเสียงก็ค่อยๆ เงียบลงไป ไม่รู้ว่าตกลงแล้วจะจบเรื่องเช่นไรกันแน่
เฉิงเจี๋ยนตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “บ้านลู่ชดใช้ข้าวฟ่างหนึ่งโต่วกับเงินอีกสิบตำลึงขอรับ”
“มากเพียงนั้นเลยรึ” หญิงชรายกมือทาบอก รู้แปลกใจ
เฉียวชุนฉวาขึ้นชื่อว่าเป็นผีใจดำ [1] ที่ใครก็รู้กันไปทั่ว แล้วคนเช่นนี้จะยอมเสียเงินนับสิบตำลึงให้กับบ้านเมิ่งง่ายๆ?
“ข้าจะเล่าให้ท่านแม่ฟัง เรื่องมันเป็นเช่นนี้...” เฉิงเจี๋ยนนั่งบนพื้น เริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระตือรือร้น ขณะเดียวกันเมิ่งหว่านก็อาศัยช่วงเวลานั้นเดินไปหามารดาที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียง
เด็กสาวถือโอกาสในตอนที่ทุกคนสนใจเฉิงเจี๋ยนจับชีพจรของมารดา
พบว่าพลังซี่และเลือดปะทะกันเพราะโรคเกิดจากการกระทบลมภายนอก เมื่อปะทะกันเช่นนี้จึงทำให้ชีพจรพลังซี่วิ่งภายนอก เหตุนี้ชีพจรจึงลอยและแน่นเล็กน้อย
ทว่าเพราะฤทธิ์ของแร่พลังหยางเริ่มทำงาน พลังแห่งชีวิตจึงค่อยๆ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอกว่าก่อนหน้านี้ เกรงว่ากว่าที่เฉิงเหม่ยเหนียงจะดื่มน้ำคงเป็นช่วงก่อนที่เมิ่งหว่านจะเข้ามาไม่นานนักแล้วจึงหลับไป
เมื่อรู้ได้ว่าร่างกายของเฉิงเหม่ยเหนียงไม่ได้ย่ำแย่ลง เด็กสาวก็ค่อยวางใจ
ยังดีที่มีแร่พลังหยาง หาไม่เช่นนั้นอาการของเฉิงเหม่ยเหนียงต้องทรุดลงแน่แล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ ก่นด่าพวกคนบ้านลู่ไปอีกหลายคำ คิดในใจว่าต่อไปจะต้องวางแผนป้องกันดีๆ เสียแล้ว จะอย่างไรนางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า
“หึ! ช่างหน้าหนานักนะ! แค่เรื่องเด็กๆ ทะเลาะกัน แต่นางกลับวางอุบายใส่ความหลานสาวข้า น่ารังเกียจ!” หญิงชราฟังบุตรชายเล่าจบก็แค่นเสียงออกมาด้วยความสะใจ
ขณะเดียวกันเฉิงเหม่ยเหนียงก็ตกใจเสียงมารดาจนลืมตาสะดุ้งตื่นขึ้นมา สีหน้าของนางมีความตระหนกซึ่งเกิดจากเรื่องก่อนหน้านี้อยู่เล็กน้อย
“หว่านเอ๋อร์ ลูก...ลูกเป็นเช่นไรบ้าง...”
เฉิงเหม่ยเหนียงจับมือบุตรสาว มองสำรวจไปทั่วตัวด้วยความกังวล
เมื่อไม่เห็นว่าส่วนใดบุบสลาย นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“หว่านเอ๋อร์น่ะไม่เป็นอะไรหรอก ทั้งยังได้ข้าวฟ่างกลับมาหนึ่งโต่วพร้อมเงินอีกสิบตำลึง!” ยายเฉิงลูบหัวเมิ่งหว่านแล้วเอ่ยด้วยความอ่อนโยน “ลูกสาวเจ้าเก่งกาจจริงๆ นะ พูดจาหลอกล่อหญิงต่างหมู่บ้านจนดิ้นไม่หลุด! สุดท้ายจึงเปิดปากพูดความจริงว่าถูกนางหญิงแซ่เฉียวว่าจ้างให้มาใส่ความผู้อื่น!”
“เหตุใดต้องทำกันถึงขั้นนี้ด้วย”
เฉิงเหม่ยเหนียงจำได้ว่านางไม่เคยมีเรื่องมีราวกับคนบ้านลู่หรือเฉียวชุนฮวามาก่อน เหตุใดเฉียวชุนฮวาจะต้องทำร้ายบุตรสาวของนางด้วย นี่มันไร้เหตุผลมากเกินไปแล้ว
“ท่านแม่...ผิดเพราะข้าเอง...” เมิ่งเฉินหนวนคุกเข่าต่อหน้ามารดา “ก่อนหน้านี้ข้าปิดบังท่านมาตลอด เป็นเพราะลู่เอ้อร์ผิงชอบรังแกทุบตีข้า ทั้งยังด่าทอข้าแล้วก็ท่านแม่บ่อยๆ แต่ข้าสู้เขาไม่ได้...”
เด็กชายปาดน้ำตา เอ่ยเสียงสะอื้น
“วันนี้พี่ห้าพาข้าไปหาของป่า ข้าโดนลู่เอ้อร์ผิงขว้างกระดูกไก่ใส่หัว ยังโดนด่าอีกหลายคำ พี่ห้าทนไม่ไหวเลยขว้างกระดูกกลับคืนไป แต่ไม่คิดว่า...ไม่คิดว่าจะบังเอิฐไปกระแทกเข้าที่ปากจนทำให้ฟันลู่เอ้อร์ผิงหัก...”
คนที่ได้ฟังเด็กชายเล่าก็พากันก่นด่าเจ้าลู่เอ้อร์ผิง ถูกเลี้ยงดูมาเช่นไรจิตใจจึงได้ร้ายกาจเพียงนี้!
เจ้าเด็กนั่นอายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังไม่รู้จักคิด อีกสองสามปีก็จะได้แต่งภรรยาเป็นตัวเป็นตน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังทำตัวเป็นเด็กไม่ได้ความอยู่อีก
“เจ็บตรงไหนหรือไม่ เหตุใดก่อนหน้านี้ลูกจึงไม่เคยบอกแม่” เฉิงเหม่ยเหนียงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด แค่คิดว่าบุตรชายถูกรังแกโดยไม่มีใครช่วย นางก็เจ็บจนทนไม่ไหว
“เป็นเพราะแม่ไม่ได้เรื่อง แม่ไม่ดีเอง แม่ปกป้องลูกไม่ได้...”
หลายปีมานี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย เดิมทีเฉิงเหม่ยเหนียงก็นิสัยอ่อนแอปวกเปียกอยู่แล้ว หากว่าไม่มีบุตรคอยเป็นเหมือนน้ำมันเติมตะเกียงที่ใกล้ดับมอดนี้ เกรงว่าเฉิงเหม่ยเหนียงคงจะไม่มีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้แน่
นางปล่อยปละละเลยเรื่องนอกบ้านในบ้านมาเนิ่นนาน จึงไม่รับรู้เลยว่าบุตรแต่ละคนใช้ชีวิตยากลำบากกันเพียงใด
แต่ครั้นนางอยากยื่นมือไปช่วยก็จนปัญญา ใจสู้แต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย โรคภัยเช่นนี้มีแต่รอวันตาย จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้นเอง...
“ท่านแม่ น้องเล็กแค่เป็นห่วงว่าอาการป่วยของท่านจะกำเริบ อาการของท่านไม่ควรได้รับการกระทบกระเทือนด้านจิตใจมากจนเกินไป” เมิ่งหว่านเอ่ยปลอบมารดา
เมิ่งหว่านคิดว่าบางทีด้วยนิสัยของเฉิงเหม่ยเหนียง ตลอดเวลาที่ผ่านมาการไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก นี่ก็อาจจะเป็นข้อดีของมันก็ได้ เช่นนี้แล้วเฉิงเหม่ยเหนียงก็จะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจมากเกินไป เนื่องด้วยไฟโทสะส่งผลอันตรายต่อตับ โมโหมากๆ จะส่งผลต่อพลังชีวิตในร่างกายได้ง่ายนัก
“ตอนนี้บ้านลู่ได้รับผลที่ก่อแล้ว ต่อไปลู่เอ้อร์ผิงคงจะไม่กล้ารังแกน้องเล็กแล้วเจ้าค่ะ”
“ใช่ๆ ท่านแม่ท่านอย่าร้องไห้เลย” เมิ่งเฉินเฮ่อเอ่ยสมทบน้องสาว
“ท่านแม่ ต่อไปลู่เอ้อร์ผิงคงไม่กล้าทำอะไรน้องเล็กอีกแล้ว พวกเราจะปกป้องน้องๆ เอง” เมิ่งเฉินอวี่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำน้องสาว
เด็กหนุ่มทั้งสองเองก็เพิ่งรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้จะตกใจที่น้องๆ ไม่เคยบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็พยายามเอ่ยปลอบมารดา ด้วยไม่ต้องการให้นางได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจมากกว่านี้อีกแล้ว
ต่อไปนี้ไม่เพียงที่พวกเขาจะทำงานให้หนักมากยิ่งขึ้น พวกเขายังต้องแข็งแกร่งว่านี้เพื่อที่จะปกป้องครอบครัวเอาไว้ให้ได้!
“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ”
เฉิงเหม่ยเหนียงดึงบุตรชายคนเล็กมากอดปลอบ
“ท่านแม่ พวกเรากลับบ้านกันเถิด ให้น้องสาวได้พักผ่อน”
หญิงชราเองก็เห็นว่าตอนนี้มืดค่ำแล้ว นางจึงพยักหน้ารับ
ก่อนกลับยังกำชับเฉิงเหม่ยเหนียงให้รักษาตัวดีๆ อย่าได้คิดฟุ้งซ่านให้มากนัก วันหน้าจะต้องดีกว่านี้แน่
โดยที่เฉิงเหม่ยเหนียงไม่รู้เลยว่าหลังจากคนบ้านเฉิงกลับไปแล้ว เฉิงเจี๋ยนจะเล่าเรื่องราวที่หนงซื่อแอบยักยอกเงินหลานชายคนรองของตน แล้วนำเงินที่เหลือไปส่งเสียให้หลานชายแท้ๆ ได้ร่ำเรียน เพียงแต่เรื่องนี้เป็นความคิดที่ไร้หลักฐาน จึงไม่อาจหุนหันพลันแล่นได้
ฉะนั้นในวันต่อมาเฉิงเจี๋ยนจึงได้เร่งเดินเท้าเข้าไปในตัวเมืองเพื่อพบโจวเส่าเหวินตั้งแต่เช้าตรู่ สอบถามว่าเงินทั้งหมดที่ใช้รักษาน้องสาวของเขารวมเป็นเงินเท่าไหร่กันแน่
โจวเส่าเหวินกล่าวกว่าหากไม่นับรวมเงินห้าตำลึงในตอนแรก ที่เหลือก็ไม่เกินสี่ตำลึง มีการจดบันทึกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกครั้ง แม้เฉิงเจี๋ยนจะไม่รู้หนังสือ กระนั้นก็เชื่อว่าโจวเส่าเหวินไม่มีทางหลอกลวงเขาแน่นอน
นั่นก็เท่ากับว่าหลังจากนั้นหนงซื่อแอบยักยอกเงินที่เหลือไว้เองจนหมดจริงๆ!!
ด้วยเหตุนี้...บ้านเฉิงจึงพากันบุกไปยังบ้านใหญ่เมิ่ง โวยวายใหญ่โตต่อหน้าหนงซื่อและครอบครัว ทำเอาวุ่นวายเสียยกใหญ่ ต่างฝ่ายต่างก็ประจันหน้ากันอย่างไม่มีการลดราวาศอก
“ได้! หากไม่คืนเงินที่เหลือกลับมา วันนี้ข้าจะบุกไปป่าวประกาศถึงสำนักศึกษาแน่!!”
เฉิงเจี๋ยนข่มขู่เสียงแข็ง หากไม่นำเงินที่เหลืออีกหกตำลึงกลับคืนมา เขาจะบุกไปยังสำนักศึกษาที่เมิ่งลู่หมิงร่ำเรียนอยู่เสียเดี๋ยวนี้ จะโวยวายให้ทุกคนในสำนักศึกษาได้รู้ว่าเมิ่งลู่หมิงมีนิสัยเลวร้ายเช่นไร ถึงขั้นบีบคั้นให้ลูกพี่ลูกน้องตนต้องกลายเป็นบ่าวรับใช้
ซ้ำยังนำเงินของเขามาร่ำเรียนเสพสุขอย่างหน้าระรื่น ปล่อยให้ป้าสะใภ้นอนซมบนเตียงเพราะไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อยามาต้มกิน ยาสักชุดก็ไม่เคยหยิบยื่น น้ำสักหยดก็ไม่เคยได้ดื่ม
ตนเองได้ร่ำเรียนมีอนาคตก้าวหน้า แต่เมิ่งเฉินเฮ่อและเมิ่งเฉินอวี่ต้องไปดิ้นรนทำงานตักบ่อเกรอะอันแสนสกปรก
เอาเงินเขาไปกลับไม่มีจิตสำนึก ไม่เคยมาดูดำดูดีญาติพี่น้องเลยสักครั้ง ดูเอาเถิดว่าคนในสำนักศึกษาจะมองว่าเมิ่งลู่หมิงเป็นคนเช่นไร!
หนงซื่อหวาดกลัวว่าชื่อเสียงหลานชายของนางจะเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการสอบถงเซิงที่ใกล้จะถึงนี้ เหตุนี้จึงได้ยอมคืนเงินหกตำลึงให้แก่เฉิงเจี๋ยนไปอย่างจำใจ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาล ถ่มน้ำลายคำโตไล่หลัง
“คนบ้านเฉิงเช่นพวกเจ้ามันไม่มีดีสักคน! ไอ้พวกสารเลว!!”
สิ้นหลังคนบ้านเฉิงจากไป หนงซื่อยังบริภาษด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายคำ...
“รอให้หมิงเกอ [2] เป็นถงเซิงให้ได้ก่อนเถิด ข้าจะจัดการพวกเจ้าทุกคนแน่!”
“ท่านหมอโจว ท่านรับซื้อหรือไม่เจ้าคะ”
โจวเส่าเหวินที่นั่งแน่นิ่งไปชั่วครู่ ค่อยๆ กะพริบตาราวกับเพิ่งเรียกสติกลับมาได้
เงยหน้ามองเด็กสาวผู้สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีน้ำชาที่ค่อนข้างซีด มีรอยปะเย็บตรงหัวไหล่ ต่อแขนเสื้อให้ยาวแทนที่จะซื้อชุดใหม่
กระนั้นเนื้อตัวของนางกลับสะอาดสะอ้าน ใบหน้าอ่อนหวานเกลี้ยงเกลา เส้นผมถูกถักเปียอย่างเรียบร้อยด้วยเศษผ้าเพิ่มความสดใส แผ่นหลังเหยียดตรง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูเป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด
บอกได้เพียงว่าเด็กสาวผู้นี้มีบางอย่างที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปโดยสิ้นเชิง
“กิจการข้าเป็นแค่ร้านค้าโอสถเล็กๆ ต่อให้อยากรับซื้อก็จนปัญญา” โจวเส่าเหวินส่ายหน้า ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ร้านค้าโอสถร้านอื่นล้วนมีเงินจ้างทั้งหมอจ้างคนงานมาช่วยดูแลจัดการ
แต่เขาทำงานเป็นทั้งเถ้าแก่ เป็นทั้งหมอและคนหาสมุนไพร ตั้งแต่เปิดกิจการมาน้อยครั้งนักที่จะมีลูกค้าสูงศักดิ์แวะเข้ามา ส่วนมากจึงได้แค่รักษาชาวบ้านยากจน กำไรแทบจะเข้าเนื้อเพราะบังเกิดความสงสารเห็นใจ ลดราคาแล้วลดราคาอีก
มองดูโสมคนอายุกว่าร้อยปีอยู่ตรงหน้าแต่คว้าเอาไว้ไม่ได้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!
เกรงว่าแต่ต่อให้ขายสมุนไพรทั้งหมดที่มีอยู่ในร้าน ก็ยังไม่พอนำมาจ่ายค่าโสมได้สักครึ่งส่วนด้วยซ้ำ
“เช่นนั้นท่านพอจะออกหน้าขายโสมให้ข้าได้หรือไม่ ข้าให้ค่าคนกลางหนึ่งส่วนสิบเจ้าค่ะ”
เมิ่งหว่านเสนอเงื่อนไข เนื่องด้วยไม่สะดวกออกหน้าค้าขายในครั้งนี้
ในยุคสมัยแคว้นเหลียงโจว...สตรีไม่นิยมทำการค้าด้วยตนเอง เก้าในสิบส่วนมักถูกดูแคลนหยามเกียรติ รวมไปถึงถูกหลอกลวงได้ง่ายดาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เมิ่งหว่านเป็นแค่เด็กสาวตัวน้อยผู้หนึ่ง
การที่นางถือโสมล้ำค่าอายุกว่าร้อยปีไปเร่ขายเข้าออกร้านนั้นร้านนี้ นี่นับว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาจนเกินไป อาจชักนำภัยมาสู่ครอบครัวได้
ร่างนี้รู้จักคนแค่ไม่กี่คนที่พอจะพึ่งพาได้ แต่คนเหล่านั้นล้วนไม่รู้หนังสือ หากโดนหลอกลวงขึ้นมาก็อาจจะซวยซ้ำซ้อนยิ่งกว่าเดิม
โจวเส่าเหวินผู้นี้นับว่าเป็นหมอผู้มีจิตใจเมตตาต่อผู้ป่วยผู้หนึ่ง รู้ทั้งรู้ว่าบ้านเมิ่งยากจนข้นแค้น แต่เมื่อพวกเขาพี่น้องไปเชิญตัวมารักษาที่บ้านก็ยอมมาโดยไม่บ่นอิดออด หลายครั้งยังคิดค่าโอสถที่ถูกเกินความจำเป็น คาดว่าคงจะขายให้ในราคาต้นทุนเลยด้วยซ้ำ
ฉะนั้นเมิ่งหว่านจึงคิดถึงท่านหมอโจวเป็นคนแรก วันนี้จึงตั้งใจจะมาเจรจาการค้ากับเขา
นี่ยังนับว่าเป็นเจตนาแรกเริ่มของนางอีกด้วย เด็กสาวย่อมรู้อยู่แล้วว่าท่านหมอโจวคงไม่มีเงินมากมายมาซื้อโสมคนจากนางแน่นอน
นางก็แค่ต้องการให้โจวเส่าเหวินออกหน้าค้าขายโสมคนแทนนางก็เท่านั้น ได้กำไรน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร
“จะ...จะมากเกินไปแล้ว” โจวเส่าเหวินตกใจ
โสมคนตรงหน้านี้อย่างต่ำๆ ก็ราคาหลายร้อยตำลึง ค่าส่วนแบ่งหนึ่งส่วนอย่างต่ำก็คือสิบตำลึง!
แล้วเขาไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับโสมคนต้นนี้ จะกล้ารับเงินมากมายไว้ได้เช่นไร...
ต่อให้โจวเส่าเหวินขึ้นเขาหาสมุนไพรทุกเดือน แต่โสมคนใช่ว่าอยากหาแล้วจะพบเจอได้ง่ายดายเหมือนควานหาเห็ดหาผักป่า
ในอดีตเมื่อเจ็ดปีก่อน โจวเส่าเหวินเองก็เคยเจอโสมคนเช่นกัน แต่ก็เป็นเพียงโสมอายุสามสิบปีเท่านั้น ย่อมเทียบไม่ได้กับโสมคนอายุร้อยปีตรงหน้าแม้แต่นิดเดียว
“ไม่มากหรอกเจ้าค่ะ ท่านก็เห็นว่าพวกข้าอายุยังน้อย ออกไปทำการค้าเองย่อมโดนเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย ต่อไปหากข้ามีสมุนไพรมาขายอีกก็ต้องพึ่งพาท่านอีกมาก หวังว่าท่านหมอจะเมตตาพวกเราพี่น้องด้วยเจ้าค่ะ” เมิ่งหว่านเอ่ยอย่างสุภาพนอบน้อม แสดงท่าทีให้อีกฝ่ายเอ็นดูมากขึ้น
“พูดอะไรเช่นนั้น ข้ารู้จักพวกเจ้ามาหลายปี อีกอย่างบิดาของพวกเจ้าก็เป็นผู้มีพระคุณของข้า...” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ดวงตาของโจวเส่าเหวินก็ฉายแววโศกเศร้า เวลามองเด็กๆ ตรงหน้ายิ่งสงสารเห็นใจในโชคชะตามากยิ่งขึ้น
เขากล่าวอย่างอ่อนโยนกว่าเดิม “อย่าได้เอ่ยเป็นคนอื่นไกลถึงเพียงนั้นเลย ว่าแต่อาการแม่ของเจ้าเป็นเช่นไรบ้างเล่า ครึ่งเดือนมานี้ได้ดื่มยาตรงเวลาหรือไม่”
“ขอบคุณท่านหมอโจวที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ อาการของท่านแม่ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
ตำรับยาของโจวเส่าเหวินกล่าวได้ว่าจ่ายได้ถูกกับโรค
เพียงแต่ตำรับยานี้เหมาะกับคนฐานะยากไร้ ที่ไม่มีปัญญาจ่ายเงินก้อนโต เหตุนี้ยาแรงจึงไม่อาจใช้ได้ ด้วยเพราะในส่วนผสมล้วนแล้วแต่ต้องใช้สมุนไพรมูลค่าสูงลิ่ว
อีกประการคือบริเวณจุดที่ต้องฝังเข็มหลายจุดสำคัญยังอยู่ใต้ร่มผ้า เป็นจุดค่อนข้างอ่อนไหว มีความสุ่มเสี่ยงในการรักษา รวมถึงข้อห้ามชายหญิงเป็นตัวขวางกัน
การที่ยื้อชีวิตของเฉิงเหม่ยเหนียงมาได้นานขนาดนี้โดยอาศัยแค่ตำรับยาชุดและฝังเข็มตามจุดชีพจรไม่กี่จุดที่พอกระทำได้ นับว่าวิชาการแพทย์ของเขาไม่เลวเลยทีเดียว
“เช่นนั้นก็ดี” โจวเส่าเหวินพยักหน้ารับอย่างโล่งอก
แม้เขาจะเรียนวิชาการแพทย์มาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ใช่ว่าจะมีฝีมือล้ำเลิศเหนือผู้ใด แม้มีใจอยากช่วยชีวิตคน แต่อีกฝ่ายร่างกายอ่อนแอมากเกินไป ขาดสิ่งสำคัญที่เรียกว่าเงิน ย่อมบอกได้ยากว่าจะมีอายุยืนยาวมากแค่ไหน ทำได้เท่านี้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว
“ท่านหมอโจวโปรดเห็นใจพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ พวกข้าพี่น้องมีความเป็นอยู่เช่นไรใช่ว่าท่านจะไม่รับรู้”
โจวเส่าเหวินพยักหน้ารับ “ข้ารู้ดี เอาเช่นนี้...งานนี้ข้ารับเอาไว้ก็แล้วกัน”
ได้ยินเช่นนั้นสองพี่น้องก็ยิ้มรับ กล่าวขอบคุณโจวเส่าเหวินอีกหลายคำ
หลังจากเกิดเรื่องเกิดราวในบ้านเมิ่งครั้งนั้น นี่ก็ผ่านมาได้ประมาณครึ่งเดือนแล้ว...
ความจริงที่เมิ่งหว่านปล่อยผ่านเรื่องการขายโสมมาได้ครึ่งเดือน ก็เพราะว่านางไม่ต้องการให้ใครรู้ว่านางได้โสมมาจากที่ใด
หลังจากวันนั้น...เมิ่งหว่านจึงพาพี่ชายทั้งสองขึ้นลงภูเขาหลายที่ ทั้งที่หมู่บ้านกู่ไหวซู่และภูเขาจากที่อื่นๆ โชคดีที่ภูเขาบริเวณรอบหมู่บ้านในระยะสามสิบลี้มีมากมาย ยากแยกแยะที่มาที่ไปได้ชัดเจน
ต่อให้มีตาทิพย์ก็ไม่มีทางคาดเดาได้แน่นอนว่าพวกนางพี่น้องจะกล้าก้าวไปในเขตต้องห้ามของหมู่บ้าน
เมื่อทิ้งระยะเวลาเรียบร้อยแล้ว เด็กสาวจึงได้พาเมิ่งเฉินเฮ่อเดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อมาขายโสม ส่วนเมิ่งเฉินอวี่และเมิ่งเฉินหนวนอยู่ดูแลมารดาที่บ้าน
“โสมคนต้นนี้อายุนับร้อยปี ข้าว่าเอาเช่นนี้ดีหรือไม่...ในตัวเมืองทางทิศเหนือมีหอประมูลใหญ่อยู่แห่งหนึ่งตั้งอยู่บนถนนเทียนคง หากเอาโสมร้อยปีไปประมูลขายที่นั่น เจ้าอาจจะได้รับเงินมากกว่าขายตามร้านโอสถก็ได้”
ร้านค้าโอสถของโจวเส่าเหวินตั้งห่างจากตัวเมืองราวๆ สี่ลี้ ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักเพื่อเข้าถึงประตูหลักทางเข้าเมือง
หอประมูลสุ่ยจงเยว่เปิดทำการมาแล้วสามปี มีด้วยกันเพียงสามสาขา ที่เมืองหลวงนับเป็นสาขาหลัก เมืองเฟิงเย่แห่งแดนใต้ และเมืองซุนหวนแห่งแดนเหนือ
เรียกได้ว่าแต่ละสาขาโอ่อ่าใหญ่โต ตกแต่งอย่างหรูหราจนน่าตะลึง
ว่ากันว่าแต่ละสาขามีกำไรหลายแสนถึงหลักล้านตำลึงต่อเดือนเลยทีเดียว!
ตัวหอเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยมสี่ชั้น สร้างจากหยกอำพันและงาช้าง แสดงออกถึงความร่ำรวยมั่งคั่งของยุคสมัยใหม่ ประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน นับได้ว่างดงามยากลืมเลือน
“หากขายตามร้านค้าทั่วไป เกรงว่าจะโดนกดราคาเอาได้ มากสุดคงได้ไม่เกินที่สามร้อยตำลึง” โจวเส่าเหวินเอ่ยต่อเมื่อเห็นว่าเมิ่งหว่านกำลังใช้ความคิด
ต่อให้เขาเป็นหมอแต่ก็ไม่ใช่พ่อค้าอยู่ดี การจะโดนเอารัดเอาเปรียบย่อมไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ก็นับว่าน้อยกว่าเด็กทั้งสองเช่นกัน
“สามร้อยตำลึง!”
เมิ่งเฉินเฮ่อผงะตกใจไปเสียแล้ว
เขาคิดว่าขายได้เงินสักร้อยตำลึงก็เป็นเงินจำนวนมหาศาลแล้ว แต่นี่ได้ถึงสามร้อยตำลึงเลยหรือนี่!
หากโจวเส่าเหวินไม่เอ่ยบอกมูลค่าจริงออกมา พวกเขาเอาไปขายกันเองก็คงจะโดนหลอกฟันราคาจนกระอักเลือดไปแล้ว!

ถึงเวลาหาเงินแล้วจ้า น้องจะรวยสมใจมั้ยนะ?
โสมจะขายได้กี่ตำลึงมาลุ้นกัน!
ยังมีใครติดตามมั้ยคะ เงียบเหงามากเลย U_U
ใครชอบนิยาย ไม่อยากพลาดตอนใหม่ กดติดตาม+หัวใจ เอาไว้นะคะ

1 คอนเมนต์ = 1 กำลังใจดีๆ ^___^
เชิงอรรถ^ผีใจดำ คือ ตระหนี่ถี่เหนียว นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตน^ เกอ หรือ เกอเอ๋อร์ ใช้ต่อท้ายชื่อผู้ชายที่เรียกในเชิงเอ็นดู มักเป็นผู้ใหญ่เรียกเด็ก