วันรุ่งขึ้น จักรพรรดิเสียเจิ้งเสด็จยังตำหนักของพระชนนีเพื่อเล่าเื่ราวั้แ่ต้น
“ตรัสว่าอย่างไรนะพระองค์มีโอรสนอกกำแพงวังอย่างนั้นรึ” พระชนนีรับสั่งพร้อมทาบหัตถ์แนบอุระประวัติศาสตร์ไยซ้ำรอยเป็ดั่งสมัยพระบิดาที่ทรงมีเถียนเยวี่ยเป็หอกข้างบัลลังก์คอยทิ่มแทงพระทัย
“ข้าจะรับเขาเข้าวัง”
“แม่เป็หญิงไร้สกุลเ้าก็รับได้น่ะรึ” แต่ไหนแต่ไรสนมชายาล้วนต้องได้รับคัดเลือกจากตระกูลดีแม้จะมากรักหลายใจปานใด ก็ไม่น่าถึงขนาดมีผู้หญิงชั้นต่ำอุ้มท้องพระโอรสอยู่นอกวัง
“แต่ครึ่งหนึ่งในกายเขาคือเืเนื้อของข้านะเสด็จแม่”
“เชื่อหรือว่านั่นโอรสของพระองค์จริงนางคนนั้นอาจจะสมอ้างก็เป็ได้”
“ไว้เสด็จแม่เห็นหน้าหลานก่อนค่อยตัดสินพระทัยก็ยังไม่สาย ว่าจะรับเขาเป็นัดดาหรือไม่จริงอยู่ที่เราต้องทำการพิสูจน์สายโลหิตก่อน แต่แค่เห็นหน้าเขา ข้าก็มั่นใจเขาคล้ายข้ายิ่งกว่าคล้าย”
“ที่มีอยู่ในวังหลังนั่นยังทรงปวดหัวไม่พอหรือ”ทรงมีตัวโปรดปรานเพิ่มขึ้นทุกวันต่างแย่งชิงความสนพระทัยกันยุ่บยั่บยิ่งฝ่ายบิดาพวกนางเ่าั้เป็ฐานรองราชบัลลังก์การจะเพิกเฉยมองผ่านก็ยิ่งทำไม่ได้ คนน้อยย่อมควบคุมได้ง่ายกว่าคนมากไยพระโอรสไม่ตรึกตรองเื่นี้บ้าง
“เขาไร้มารดาเด็กเล็กขนาดนั้น ไม่มีเื่ยุ่งอะไรหรอก”
ให้ม้าออกลูกเป็วัวเถอะถึงจะทรงเชื่อ วังหลวงจู่ๆ มีองค์ชายเพิ่มมาอีกคน สนมที่ยังไม่มีโอรสธิดายังจะมีใครนิ่งนอนใจได้อีก
“แล้วจะทรงบอกซีเอ๋อร์เมื่อไร”
“คงอีกสักวันสองวันพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ขอละนะได้ใหม่แล้วก็อย่าลืมเก่าเสียสิ้น แบ่งเวลาให้ซีเอ๋อร์เสียบ้างอายุนางยังไม่มากเท่าไร อย่าด่วนตัดโอกาสนางนัก” สนมนางกำนัลวัยกำดัดดาหน้าเข้าสู่วังในมากขึ้นเรื่อยๆทรงหวังว่าองค์จักรพรรดิจะมีพระทัยคิดถึงวันเก่าก่อนจัดสรรปันเวลาให้พระมเหสีมากกว่าที่เป็อยู่
“ลูกรับทราบพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่”
หลังจากอู๋เก่อซีแต่งเป็พระชายาองค์ชายเสียเจิ้งั้แ่อายุสิบหกผ่านมาเจ็ดปีก็ยังไม่สามารถตั้งพระครรภ์ได้ผิดกับชายารองและเหล่าสนมอื่นที่ต่างก็มีโอรสธิดาเป็ของตนที่ฐานะของพระนางยังมั่นคงอยู่ในวังหลัง นั่นก็เพราะคนในตระกูลทั้งปราชญ์และฝ่ายทหารสนับสนุนจักรพรรดิั้แ่ครั้งดำรงตำแหน่งองค์ชายช่วยเหลืองานเบื้องสูงไว้มาก ชายาเอกจากสกุลอู๋จึงถูกยกไว้สูงแต่ไม่ใช่ที่สุดในพระทัยเ้าครองแผ่นดิน
ภายในห้องบรรทมตำหนักพระมเหสีหน้าคันฉ่องสะท้อนเงาร่างบอบบางใต้อาภรณ์ล้ำค่าเรืองรอง บ่งบอกสถานะสูงศักดิ์ของนางผู้เป็อันดับหนึ่งในวังหลังแต่พระเนตรทั้งคู่แห้งแล้งไร้แววแห่งสุขนานเท่าไรไม่รู้ได้ที่ดวงพักตร์สะคราญโฉมปราศจากรอยยิ้มที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกของบึ้งหฤทัย
เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาคู่ชีวิตซึ่งร้างร่วมราตรีเนิ่นนานนับเดือนเสด็จมายังตำหนัก ทว่ามิใช่เื่พิศวาสส่วนตัวแต่เป็เื่โอรสนอกกำแพงวังที่จำเป็ต้องรับกลับคืนในไม่ช้าแม้นางได้รับรู้ก่อนใคร แต่ไม่ช้าเื่นี้ก็คงจะแพร่สะพัดไปยังหูพวกสนมอีกไม่นานตำหนักหงส์พิมานที่เคยเงียบสงบก็จะมีเหล่าสาวงามดาหน้าเข้ามาซักถามความเห็นว่าทรงจะจัดการกับโอรสน้อยผู้นั้นเช่นไร
เหมือนดังทุกคราที่มีการถือกำเนิดของหน่อเนื้อเชื้อ์ขึ้นในเขตกำแพงวังหลังพวกนางบางคนหากมิใช่มาบอกกล่าวเพื่อเยาะหยัน ก็คือทำอย่างไรให้ทรงบังเกิดความริษยาจนกระทั่งใช้อำนาจในมือกำจัดผู้เป็อริแทน
คงมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำเื่ไร้ประโยชน์อันจะส่งผลร้ายมาสู่ตนทรงทำได้เพียงนั่งมองความเคลื่อนไหวถอดจิตถอดใจไม่ให้ความรู้สึกไหวโอนดั่งหลิวลู่ลมกลายเป็หมากบนกระดานของใคร
พระมเหสีสกุลอู๋เคยคิดว่าตนเองพระทัยหนักแน่นพอแล้วแต่คราใดที่รับรู้เื่โอรสธิดาซึ่งถือกำเนิดขึ้นความหมองหม่นก็เข้าครอบงำให้ทรงเศร้าหมองอยู่เรื่อยไปเรียวหัตถานุ่มลูบเหนืออุทรซึ่งแบนราบทรงเคยคิดเข้าข้างองค์เองว่าพระสวามีอาจกำลังรอวันนางตั้งพระครรภ์จึงยังไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาท ทั้งที่ราชวงศ์มีโอรสองค์โตเก้าพระชันษาซึ่งเกิดจากสนมเซียงแล้วก็ตาม
ทำไมทรงไม่โชคดีเช่นนั้นบ้าง...
อัสสุชลหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนนวลปรางคนซึ่งคอยเฝ้าดูด้วยความรักแลห่วงใยเทิดทูนที่สุดถลันเข้ามาใกล้ในยามนี้ห้องบรรทมของ พระมเหสี มีเพียงแม่นมฮุ่ยกับซื่อฟางนางกำนัลคนสนิท
“ทำไมข้าถึงมีกรรมเช่นนี้หนอ”
“ทูลกระหม่อมของนม”แม่นมฮุ่ยคุกเข่าลงข้างผู้เป็นาย
“ข้าเคยทำกรรมอะไรไว้หรือแม่นมไย์ไม่เมตตาข้าบ้างสักนิด ขอเพียงลูกน้อยสักคนที่เป็เืในอกข้าแม้เป็ลูกสาวสักคน อย่างไรข้าก็รักและจะดูแลให้ดีที่สุด”
สถานะมเหสีของนางไม่สั่นคลอนแน่แต่ในฐานะภรรยา ั้แ่ย้ายมาอยู่ตำหนักในวันเวลาที่เคยอยู่ร่วมกับพระสวามีกลับลดน้อยลงเรื่อยๆเพราะทรงมีสตรีมากมายให้แจกจ่ายความสนิทเสน่หา นานวันจึงมาร่วมบรรทมด้วยหน้าที่หรือนั่นเพราะนางไม่มีโอรสธิดาไว้เป็ดั่งสายทองดวงฤทัยที่เคยยึดเหนี่ยวไว้เพียงองค์จักรพรรดิ นานวันเข้ากลับล้าอ่อนยามนี้ทรงเพียง้าใครสักคนที่จะทุ่มเทรักทั้งหมดให้และคนคนนั้นจะไม่ทำร้ายหทัยให้เจ็บช้ำ
“พระชันษายังน้อยขอเพียงฝ่าาเสด็จมา สักวันก็จะทรงมีโอรสธิดาแน่เพคะ”
“เห็นกันอยู่ว่าพระองค์ไม่เต็มใจเสด็จมาหาข้าด้วยซ้ำที่มานั่นไม่ใช่เพราะเสด็จแม่มีรับสั่งหรอกหรือ”
“อย่าทรงคิดเช่นนั้นสิเพคะอย่างไรฝ่าาก็ต้องมา ไม่ทรงหมางเมินพระแม่ของแผ่นดินแน่”
“ก็ทรงทำท่าเหน็ดเหนื่อยเต็มประดามีหรือข้าจะกล้าทำกิริยา ไร้ยางอายร้องขอให้ทรงมอบความรักแก่ข้าบ้างอีกทั้งวังหลังรับนางสนมเข้ามาเรื่อยๆ บรรณาการต่างแคว้นอีกหลายนางคงมีพระทัยไว้สนใจข้าหรอกนะ”
เมื่ออดีตนั่งตำแหน่งชายาเอกแบ่งปันสามีกับสตรีแค่สามนางสนมต้วนตอนนี้มีโอรสสองคนแล้ว สนมหูมีพระโอรส ส่วนสนมหวังให้กำเนิดองค์หญิงเดือนก่อนก็มีข่าวดีเื่สนมสามนางตั้งครรภ์หลังจากสนมสองนางให้กำเนิดองค์หญิงน้อยคนละหนึ่งไปเมื่อสองเดือนก่อนทั้งหมดมันเพียงแค่จุดเริ่มต้นหน้าที่ดำรงชนชั้นัของจักรพรรดิยังจะต้องมีอีกตราบสิ้นพระชนม์ชีพ
“พระมเหสีมีสิทธิ์อำนาจเหนือหญิงอื่นเหตุใดไม่ทรง...”
ที่ผ่านมาครอบครัวล้วนตำหนินางว่าพระทัยอ่อนเกินไปหากทรงกล้าลงมือตัดไฟแต่ต้นลม คงจะไม่มีหนามทิ่มตำใจให้เจ็บช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เป็อยู่
“เ้าก็เป็อีกคนที่ตำหนิข้าสินะแม่นมฮุ่ย”
“หม่อมฉันเพียงอยากเห็นพระองค์มีความสุข”
ความสุขที่แลกมาด้วยชีวิตบริสุทธิ์น่ะหรือ...ทรงไม่้า!
หากกล้ากระทำเื่บาปหนาเช่นนั้นได้ยังจะมีหน้าอุ้มท้องเป็แม่คนเลี้ยงดูหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์ได้อีกหรือไร!
“ช่างเถอะข้าจะไม่พูดเื่นี้อีกแล้ว หากข้าพลั้งเผลอไปบ้าง เ้าก็อย่าถือสามาเป็อารมณ์กับข้าเลย”
“มิได้เพคะหม่อมฉันกับซื่อฟางจะไม่ห่วงใยพระองค์ได้อย่างไร”
คนฟังก็จนด้วยเกล้าจะช่วยสิ่งใดได้คนทุกข์ก็ไม่รู้จะระบายสิ่งใดออกมาอีกแล้วเพราะั้แ่อู๋เก่อซีแต่งกับองค์ชายเสียเจิ้ง นางก็ภักดีสามีด้วยใจแต่ที่ได้ตอบกลับมันไม่สมดั่งใจสักนิด
มีสตรีคนใดบ้างอยากร่วมสามีกับหญิงอื่นสตรีผู้เกิดในตระกูลสูงของข้าราชสำนักทุกชีวิตล้วนถูกวางเส้นทางให้เป็ดอกไม้ที่องค์ชายสักคนจะเอาไปประดับแจกันหยกจะอยู่รอดไปถึงชีวิตบั้นปลายทุกข์หรือสุขก็ล้วนแต่เ้าของชีวิตและชายในตระกูลผลักดัน
เมื่อไม่มีบุตรไว้ผูกมัดตัวสามีไม่เกรงใจ ทั้งคนในตระกูลก็เห็นความสำคัญลดน้อยลงเรื่อยๆคนในปกครองของครอบครัวเสียอีกที่พยายามส่งลูกหลานเข้ามา ในไม่ช้าที่เคยคิดว่ายิ่งใหญ่ก็คงมีแต่หน้ากาก ความสำคัญหาได้มีไม่ จะต่างอะไรกับคนที่ถูกเนรเทศไปอยู่ตำหนักเย็น
หญิงแค้นมากล้นวังในพระราชวังอันหาความสุขสงบไม่ได้...คงใช้คำนี้ได้กระมัง
สตรีวังหลังไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยต่างมีจุดมุ่งหมายคือผู้ชายคนเดียว ในสนามชิงดีชิงเด่นจึงดุเดือดไม่น้อย บางคนประสบผลสำเร็จ สร้างบารมีแผ่ปกไปทั้งวังให้กำเนิดพระโอรสหรือพระธิดาส่งบุญสืบวาสนาให้ยาวไกล แล้วก็แก่ตายอย่างมีความสุขทว่าหลายคนกลับพลาดพลั้งจำต้องละทิ้งชีวิต แม้แต่ชื่อก็ยังไร้ผู้จดจำ
ส่วนคนไม่ได้คิดจะสู้มีโอกาสถวายงานครั้งเดียว สุดท้ายกลายเป็คนไม่เด่นอยู่ในวังเวลาผ่านทำให้คนถูกลืม มีชีวิตอยู่ดีกินดีไปวันๆที่ละทางโลกได้ก็เข้าสู่ร่มพระธรรม เช้าค่ำ สวดมนต์ภาวนาให้พระสวามีผู้ล่วงลับ
นี่น่ะหรือชีวิตของเหล่าสาวงามที่หลายตระกูลมุ่งปรารถนาอยากให้ธิดาของตนพบพาน