เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 อันไหนสำคัญกว่ากัน เห็นได้ชัดเจนในปราดเดียว

            แววตาของนางบริสุทธิ์ราวกับไม่ได้เข้ามาในวังนานนอกจากฮั่วเยี่ยนไหวแล้วก็ไม่รู้จักผู้อื่นอีก นางจึงแสดงท่าทีประหม่าออกมา

            ฮองเฮามองไปทางโต๊ะของฮั่วเยี่ยนไหวด้วยแววตาลำบากใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าไป๋เซี่ยเหอนั่งอยู่ตรงนั้น แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นปลอบโยน

            ทำให้ไป๋เซี่ยเหอรู้สึกดีกับนางมากขึ้นเล็กน้อย

            การมีบุคคลที่จริงใจอย่างฮองเฮาในสภาพแวดล้อมอย่างวังหลวงเช่นนี้นับว่าหาได้ยากจริงๆ

            โหยวพิงถิงทราบว่าฮ่องเต้และฮองเฮาไม่เคยตัดสินใจแทนฮั่วเยี่ยนไหวมาแต่ไหนแต่ไรดังนั้นนางจึงไม่คาดหวัง

            นางบิดเอวอันบอบบางเดินมาที่ข้างกายของฮั่วเยี่ยนไหวทีละก้าวคนยังไม่ทันเดินมาถึง น้ำเสียงอันนุ่มนวลและสั่นเครือก็ดังขึ้น ชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสาร

            “พิงถิงถวายบังคมเซ่อเจิ้งอ๋องเพคะ”

            หลังจากกันเมื่อปีนั้นเมื่อนางได้พบเขาอีกครั้งก็ทำได้เพียงทำความเคารพอย่างอ่อนน้อมด้วยความห่างเหิน

            นางหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อเป็นกริชเล่มหนึ่ง

            ปลอกของกริชทำจากไม้ลวดลายบริเวณปลอกเกิดจากการใช้มีดเล่มเล็กๆ แกะสลักอย่างไม่ได้ประณีตนักกระทั่งบอกได้ว่าดูหยาบเล็กน้อย

            บนปลอกที่ทำจากไม้มีคราบเลือดที่ล้างออกไม่หมดดูเด่นสะดุดตาอยู่บนปลอกสีเหลืองแกมน้ำตาล

            ไป๋เซี่ยเหอสังเหตเห็นว่านับตั้งแต่กริชเผยโฉมออกมาความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษข้างกายก็เย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม

            เงาร่างที่อยู่เหนือผู้คนของเขาจู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นโดดเดี่ยวและเงียบงัน

            แม้กระทั่งแววตายังมืดสลัวส่วนนิ้วที่วางบนที่รองแขนจิกเก้าอี้แน่นเสียจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว

            “เจ้าคงสบายดีกระมัง?”

            เขาถามเสียงเบาแม้ไป๋เซี่ยเหอจะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่านางยืนยันได้ว่าอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างปุบปับของฮั่วเยี่ยนไหวนั้นมีความเกี่ยวข้องกับกริชเล่มนี้

            ไป๋เซี่ยเหอไม่ต้องรอคำตอบจากฮั่วเยี่ยนไหวเพราะความสงสัยของนางได้คลี่คลายลงในเวลาต่อมา

            โหยวพิงถิงกัดริมฝีปากล่างจนซีดขาวใบหน้าเล็กที่เดิมทีซีดเซียวอยู่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในชั่วพริบตา

            “นี่คือสิ่งที่สหายร่วมรบของท่านพ่อนำมาคืนข้าเขาบอกว่าท่านพ่อตายได้อย่างน่าสังเวชนักเมื่อปีนั้น แม้แต่เกราะยังพังทลายใบหน้าเปลี่ยนไปเสียจนจำไม่ได้เพราะเต็มไปด้วยบาดแผลมีเพียงกริชเล่มนี้เท่านั้นที่ถูกทับไว้ใต้ร่างของเขา...”

            “ด้วยสภาพสมบูรณ์”

            ราวกับนางได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในการเอ่ยถ้อยคำนี้จากนั้นนางก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลรินลงมาด้วยความเศร้าโศกจนถึงขีดสุด

            ราวกับฮั่วเยี่ยนไหวได้ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน...

            เนื่องจากยามนั้นเขาชนะสงครามติดกันหลายครั้งและบีบบังคับคู่ต่อสู้ให้ยอมจำนนสิบกว่าเมือง ความบ้าบิ่นในวัยเยาว์ทำให้ไม่เห็นผู้ใดก็ตามอยู่ในสายตา

            ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าวันหนึ่งเขาจะถูกบางคนคิดบัญชีในความหยิ่งผยองของเขา!

            การรบครั้งนั้นเขาปราชัยเขาได้สูญเสียแม่ทัพเวยอู่ที่เป็นทั้งอาจารย์และสหาย หรือก็คือบิดาของโหยวพิงถิงไป

            แม้ว่าเขาจะล้างแค้นอย่างรวดเร็วทว่าแม่ทัพเวยอู่ไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีก

            หลายปีมานี้เขาแบกรับความรู้สึกผิดบาปเอาไว้เขาปรารถนาให้คนที่ตายเมื่อปีนั้นเป็นเขา

            หลอดเลือดดำข้างจุดไท่หยาง[1]ของฮั่วเยี่ยนไหวปูดออกมาเก้าอี้ใต้ฝ่ามือเกิดรอยร้าวสตรีที่งดงามและบอบบางร่ำไห้อย่างไร้เสียงอยู่กลางท้องพระโรง

            บรรยากาศในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บความเงียบงันทำให้ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาและเสียงสะอื้นเท่านั้น

            เมื่อมีคนปวดใจ ก็ย่อมมีคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

            ไป๋หว่านหนิงที่จดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งหน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง

            นางแทบจะมองเห็นสภาพอันน่าสังเวชใจของไป๋เซี่ยเหอในตอนที่ถูกหย่าร้างเสียแล้ว

            ไม่เพียงแต่ไป๋หว่านหนิงเท่านั้นคนส่วนใหญ่ในที่นี้ต่างก็ชอบดูละคร

            คนหนึ่งเป็นสตรีแปลกหน้าที่ถูกยัดเยียดให้อีกคนคือบุตรีโทนของสหายร่วมรบที่เป็นทั้งอาจารย์ทั้งสหาย

            นอกจากนี้ ยังได้ยินว่าก่อนที่แม่ทัพเวยอู่จะปกป้องเซ่อเจิ้งอ๋องจนตัวเองต้องสิ้นชีพเขาเคยฝากฝังบุตรีกับเซ่อเจิ้งอ๋องด้วยตนเอง

            สตรีผู้ใดจะสำคัญกว่ากัน ย่อมเห็นได้ชัดเจนในปราดเดียว

            “ผู้ใดก็ได้ประคองอันหนิงจวิ้นจู่ไปนั่งที”

            น้ำเสียงที่ไพเราะเสนาะหูนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เสียงของฮั่วเยี่ยนไหวสายตาของทุกคนมองไปทางสตรีที่อยู่ข้างกายเขา

            ทั้งใจกว้างและสงบนิ่ง

            ฮั่วเยี่ยนไหวไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆออกมา ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเขายอมรับในคำพูดของว่าที่ชายาเซ่อเจิ้งอ๋องผู้นี้อยู่กลายๆ

            นางกำนัลที่คอยรับใช้ในงานเลี้ยงสองคนก้าวเข้ามาทันทีจากนั้นก็ประคองแขนของโหยวพิงถิงขึ้นมาคนละข้าง

            โหยวพิงถิงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาด้วยท่วงท่าที่สง่างามจากนั้นก็คลี่ยิ้มบางๆ ทันที ไฝตรงดวงตาของนางชวนให้หลงใหล “ท่านนี้คือว่าที่ชายาเซ่อเจิ้งอ๋องกระมังงดงามจริงๆ เจ้าค่ะ”

            แววตาของนางมีเพียงความชื่นชมและประหลาดใจ

            ไป๋เซี่ยเหออมยิ้ม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ห่างเหินและไม่จงใจตีสนิท“เจ้าก็งดงามมากเช่นเดียวกัน”

            ทุกคนคิดว่าสงครามไร้เขม่าควันคงไม่เกิดขึ้นเมื่อโฉมสะคราญทั้งสองชมเชยซึ่งกันและกัน

            หลังจากโหยวพิงถิงนั่งลงข้างกายของฮั่วเยี่ยนไหวแล้วงานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น

            การร้องรำทำเพลงที่งดงามและครื้นเครงได้ปัดเป่าบรรยากาศเมื่อครู่ทิ้งไปทว่าไม่อาจกำจัดแผนการเจ้าเล่ห์ในใจของผู้อื่นได้

            “ยินดีกับเสด็จอาด้วยที่ทรงมีชายามากมายคอยร่วมแบ่งปันความสุขพ่ะย่ะค่ะ”

            ฮั่วหมิงเชินยืนก่อนจะยกจอกขึ้นพลางเปล่งเสียงไม่ดังไม่เบาออกมา ดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่น้อย

            ฮั่วเยี่ยนไหวกระแทกจอกในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงกริชเล่มนั้นที่สอดไว้บริเวณหน้าอกร้อนรุ่มเล็กน้อย

            เขาไม่ตอบ ทว่าร่างกายกลับแผ่อำนาจที่ชวนให้ตกใจอำนาจไร้ลักษณ์กดทับให้ฮั่วหมิงเชินต้องจำใจนั่งลง

            ใบหน้าของโหยวพิงถิงเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีนางดูลุกลี้ลุกลน มือจึงปัดไปโดนจอกสุราโดยไม่ระวัง

            “ไท่จื่ออย่าตรัสเหลวไหล เช่นนี้จะทำให้พระชายาเข้าใจผิดนะเพคะพิงถิงไม่เคยคิดที่จะแทรกแซงความสัมพันธ์ของพวกเขาเลยในใจของพิงถิงนับถือเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นเพียงพี่ชายเท่านั้นเพคะ”

            เมื่อกล่าวจบนางก็ใช้สายตาอ้อนวอนมองไปที่ไป๋เซี่ยเหอทันทีด้วยท่าทีที่คล้ายกับกระต่ายขาวตัวน้อยก็ไม่ปาน

            “พี่สะใภ้หวังเฟย[2]อย่าได้เข้าใจผิดนะเจ้าคะเมื่อปีนั้นยามที่ข้ายังอยู่ที่ชายแดน ข้าเรียกขานว่าพี่อ๋องมาโดยตลอดตอนนี้ท่านคือชายาเซ่อเจิ้งอ๋อง นับได้ว่าท่านเป็นพี่สะใภ้ของข้าท่านอย่าเข้าใจข้าผิดนะเจ้าคะ”

            ระหว่างอธิบายก็แทบร่ำไห้ออกมาด้วยความร้อนใจทำให้เหล่าชายหนุ่มต่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกบีบหัวใจ

            หากไม่รู้เรื่องรู้ราวก็คงคิดว่าเหตุใดไป๋เซี่ยเหอถึงได้รังแกอีกฝ่ายเช่นนี้

            “นางไม่เข้าใจผิดหรอก”

            น้ำเสียงอันเฉยเมยของฮั่วเยี่ยนไหวดังขึ้นสังเกตได้ไม่ยากว่ามีเจตนาที่ต้องการจะปกป้องแฝงอยู่ในนั้น

            โหยวพิงถิงจึงคลี่ยิ้มออกมา“เช่นนั้นก็ดีเพคะ ขอเพียงพี่สะใภ้เชื่อใจข้า ส่วนคนอื่นเราไม่ต้องไปสนใจหรอกเพคะ”

            คำว่า ‘คนอื่น’ นั้นเห็นได้ชัดว่าหมายถึงฮั่วหมิงเชิน

            สีหน้าของฮั่วหมิงเชินมืดครึ้มลงทันทีใบหน้าไร้แสง เมื่อสตรีร่างกายอ่อนช้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ อิงแอบเข้ามา ก็ถูกเขาผลักออกไป

            ไป๋หว่านหนิงทั้งโมโหทั้งดีใจ

            โมโหที่โหยวพิงถิงมีตาหามีแววไม่นึกไม่ถึงว่าจะกล้าทำให้ไท่จื่ออับอายต่อหน้าผู้คน

            และดีใจที่ไท่จื่อผลักสตรีข้างกายออกไป

            ไป๋หว่านหนิงจดจำใบหน้าของสตรีนางนั้นไว้ในใจรอให้นางเข้าจวนก่อนเถิด นางจะขับไล่ปีศาจหน้าไม่อายผู้นี้ออกไปเป็นอย่างแรก!

            ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม

            ของว่างและผลไม้พร่องไปพอประมาณการร้องรำทำเพลงเบื้องหน้าไม่อาจดึงดูดความสนใจของผู้คนได้แล้ว

            การแสดงลำดับถัดไปกำลังจะเกิดขึ้น

            ในอดีตงานเลี้ยงในวังเช่นนี้จะถูกจัดขึ้นเพื่อให้เหล่าคุณหนูจากแต่ละจวนได้แสดงความสามารถของตนเอง

            และนั่นก็สามารถดึงดูดให้เหล่าคุณหนูผู้งดงามเข้าร่วมงานเลี้ยงได้ทุกปีเพียงเพื่อความเป็นไปได้ที่จะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ภายในก้าวเดียว

            ไป๋เซี่ยเหอพิงพนักเก้าอี้ใบหน้าไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำการแสดงเหมือนสตรีอื่นๆ

            ศาสตร์ทั้งสี่อะไรนั่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับนางสักกระผีก

            นางไม่เข้าใจและทำไม่ได้ด้วย

            สิ่งที่นางเชี่ยวชาญมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            นั่นคือ สังหารคน

            คงไม่มีผู้ใดขอให้นางแสดง ‘วิธีปลิดชีพศัตรูในดาบเดียว’ ให้ทุกคนในงานเลี้ยงได้รับชมหรอกกระมัง

            ------------------------

            [1] จุดไท่หยางหมายถึง จุดที่อยู่บริเวณหางคิ้วกับหางตา

            [2] หวังเฟย หมายถึง พระชายาเอกในอ๋อง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน