ตอนที่ 666นี่สินะคำพูดที่เ้าอยากจะบอกข้า
เมื่อหญิงสาวเห็นว่าเจิ้งฟู่ใช้คะแนนผลงานแลกเปลี่ยนกับลูกสิงโตปีกม่วงไปด้วยราคาอัตราสองพันคะแนนใบหน้าของหญิงสาวก็พลันแดงขึ้นอย่างอับอายนางไม่เลยว่าคำพูดดูถูกของนางจะย้อนกลับมาเข้าตัวเองแบบนี้เพราะถึงตัวนางจะเป็ศิษย์สายในแล้วการใช้คะแนนสองพันคะแนนเพื่อแลกกับลูกสิงโตน้อยนี้นางยังไม่คิดที่จะกล้าทำแต่ศิษย์สายนอกที่เป็ศิษย์ใหม่คนนี้กลับกล้าที่จะเสียคะแนนมากขนาดนี้แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกอับอายจริงๆคือเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ถึงมีคะแนนมากขนาดนี้ได้ทั้งๆที่เขาพึ่งจะเข้าใหม่ ต่อให้เขาเข้ามานานแล้วก็เถอะคะแนนที่เขาสมควรจะมีก็น่าจะไม่เกินหนึ่งพันคะแนนซึ่งแค่นำไปแลกเปลี่ยนเป็เม็ดยาทิพย์ระดับหนึ่งก็หมดแล้ว.......
“จะ....จะ.....เ้าแลกมันจริงๆเหรอเนี่ย?นี่เ้าบ้าหรือโง่กันแน่ที่แลกลูกสิงโตตัวนั้นแทนที่จะเก็บคะแนนเอาไว้แลกยาทิพย์เพิ่มพลังให้กับตัวเอง!”ยิ่งคิดหญิงสาวยิ่งไม่เข้าใจ ทีแรกนางคิดว่าเจิ้งฟู่แค่ล้อเล่นซึ่งสุดท้ายเขาก็ต้องหันไปดูเม็ดยาทิพย์แทน แต่ใครจะไปคิดว่าเจิ้งฟู่จะซื้อมันจริงๆ......
“ใช่! ข้าแลกมันจริงๆ”เจิ้งฟู่ตอบศิษย์หญิงกลับไปพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากของเขา ก่อนจะเลิกสนใจหญิงสาวแล้วหันไปดูสัตว์อสูรบินต่อเพราะเขายังไม่ได้สัตว์อสูรบินที่สามารถบินได้เลย......
แต่หลังจากที่เจิ้งฟู่แลกลูกสิงโตปีกม่วงไปแล้วศิษย์ที่ทำหน้าที่เป็เ้าหน้าที่คลังได้พาลูกสิงโตปีกม่วงออกมาให้เขาโดยเอาตัวมันไปผูกไว้ที่ลานจาดสัตว์อสูรบินด้านข้างตำหนัก ก่อนที่ศิษย์เ้าหน้าที่คนนั้นจะเดินกลับมาหาเจิ้งฟู่ที่กำลังดูสัตว์อสูรบินตัวต่อไปอยู่และเมื่อเดินมาถึงด้านข้างของเจิ้งฟู่แล้วเขาก็ยื่นหยกสีม่วงให้กับเขาและพูดขึ้นว่า......
“นี่คือหยกพันธสัญญาของลูกสิงตัวปีกม่วงตัวนั้นเ้าสามารถหลดเืของเ้าลงไปเพื่อเชื่อมตัวพันธสัญญาเข้ากับมันได้และหลังจากนั้นมันจะเชื่อฟังเ้า!” เมื่อศิษย์เ้าหน้าที่มอบหยกสีม่วงให้กับเขาเสร็จเขาก็กล่าวอธิบายถึงความเป็มาของหยกชิ้น พร้อมกับบอกถึงวิธีการใช้.....
“ขอบคุณศิษย์พี่!” เจิ้งฟู่ประสานมือของเขาขึ้นมากล่าวขอบคุณศิษย์เ้าหน้าที่ชายคนนี้ซึ่งการกระทำนี้ทำให้ศิษย์เ้าหน้าที่ชายคนนี้พึ่งพอใจมาก แต่มันกลับทำให้ศิษย์หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงเพราะเจิ้งฟู่ไม่เห็นทำตัวสุภาพกับนางเลย......
แน่นอนว่าเจิ้งฟู่เห็นอาการไม่พอใจของศิษย์หญิงสาวคนนี้แต่เขาแค่ทำเป็ไม่สนใจเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่รับเอาหยกพันธสัญญาสีม่วงมาแล้วเขาก็ยังไม่รีบที่จะทำพันธสัญญากับลูกสิงโตปีกม่วงในตอนนี้ เพราะเขายังต้องหาสัตว์อสูรบินได้ตัวอื่นอีก........
ซึ่งในรายชื่อสัตว์อสูรบินหน้าที่สามนี้ไม่มีตัวไหนแล้วที่ถูกใจเจิ้งฟู่เขาจึงเลื่อนต่อไปยังหน้าที่สี่ซึ่งสัตว์อสูรบินภายในหน้านี้ล้วนแต่เป็สัตว์อสูรระดับ์ก่อเกิดขั้นสูงจนถึงระดับแก่นแท้์ขั้นต้นเลยซึ่งราคาอัตราแลกเปลี่ยนของมันเพิ่มสูงขึ้นจากหลักพันเป็หลักหมื่นเลยแต่ถึงอย่างนั้นมันก็คุ้มค่าถ้าหากได้สัตว์อสูรบินได้ที่อยู่ในระดับสูงมาสักตัว......
อื้ม!
“มีแต่ตัวที่น่าสนใจทั้งนั้นแหะ”
หลังจากที่เจิ้งฟู่เปิดดูสัตว์อสูรบินในหน้าที่สี่จนหมดเขาก็พบว่ามีสัตว์อสูรบินที่น่าสนใจอยู่ทั้งหมดสามตัวด้วยกัน ตัวแรกเป็กวางสีทองขนาดใหญ่ที่มีปากสีเขียวอ่อนที่สวยงามส่วนตัวที่สองเป็เหยี่ยวาาวายุ ที่มีความเร็วเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับแก่นแท้์ขั้นต้นและตัวสุดท้ายคือสิงโตปีกม่วงเพศเมียซึ่งดูท่าจะเป็แม่ของเ้าลูกสิงโตปีกม่วงที่เจิ้งฟู่พึ่งแลกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับแก่นแท้ขั้นที่สี่และมีความเร็วเทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับแก่นแท้์ขั้นที่แปดหรือเก้าเลยแต่ราคาของพวกมันทั้งสองก็สูงเอาเื่เหมือนกัน.......
“กวางตัวนี้ก็ใช่ได้แต่มันเหมาะกับผู้หญิงมากกว่า หากให้ข้าขี่มันผู้คนจะหาว่าข้าไม่ใช่ชายแท้เป็แน่ส่วนเหยี่ยวาาวายุนั้น ถึงมันจะมีความเร็วเป็จุดเด่น แต่มันก็ยังเท่ไม่เพียงพอดังนั้นตัวเลือกสุดท้ายของเราคงจะต้องเป็เ้าสิงโตตัวแม่นี้แล้วละมั้ง?!”เจิ้งฟู่รู้สึกลังเลกับการเลือกสัตว์อสูรบินของเขาเป็อย่างมากเพราะในใจของเขาอยากให้เ้าสิงโตตัวเมียนี้เป็ตัวผู้มากกว่า หากเป็เช่นนั้นเขาจะไม่ลังเลที่จะเลือกมันเลย......
แต่เมื่อเขาหันไปมองยังเ้าลูกสิงโตปีกม่วงตัวน้อยที่ยืนรอเขาพร้อมกับทำหน้าตาเศร้าๆเขาก็เกิดความรู้สึกสงสารมันขึ้นมา และคิดว่าเขาควรที่จะแลกเอาแม่ของมันกลับไปด้วยและเมื่อเขาตัดสินใจเลือกได้แล้วเจิ้งฟู่ก็ไม่รอช้าที่จะประทับแหวนของเขาใช้คะแนนผลงานอีกหนึ่งหมื่นห้าพันแต้มเพื่อแลกกับสิงโตปีกม่วงเพศเมียตัวนี้มา......
หวืดดดดดดดด!!
อ่า!!
ทันทีที่เจิ้งฟู่ประทับแหวนของเขาเสร็จสีหน้าของศิษย์หญิงสาวก็พลันเปลี่ยนไปอีกครั้งในครั้งนี้เธอถึงกับต้องอ้าปากค้างไว้จนหุบไม่ได้เลยทีเดียวเพราะจำนวนคะแนนที่เจิ้งฟู่ใช้ออกไปนั้นมันมากถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพันแต้มแล้วนอกจากระดับศิษย์หลักหรือผู้าุโเท่านั้นที่จะมีคะแนนมากขนาดนี้เนื่องจากพวกเขามักจะออไปโลกภายนอกเพื่อหาของวิเศษของซากสัตว์อสูรระดับสูงกลับมาแลกเปลี่ยนเป็คะแนนอยู่เป็ประจำหรือถ้าไม่ได้ออกล่าพวกเขาก็ทำภารกิจของนิกาย........
ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานศิษย์ชายคนเดิมก็นำสัตว์อสูรสิงโตปีกม่วงเพศเมียออกมาให้เขาและในตอนที่ศิษย์ชายคนนี้เห็นว่าคนที่แลกเปลี่ยนอสูรสิงโตปีกม่วงคือเจิ้งฟู่ สีหน้าแห่งความใก็พลันปรากฏขึ้นให้ได้เห็นซึ่งชายหนุ่มไม่คิดว่าเจิ้งฟู่จะมีคะแนนมากถึงเพียงนี้......
“ข้าคงไม่ต้องบอกว่าหยกนี้ใช่งานยังไง!” ชายหนุ่มยื่นส่งหยกสีม่วงให้กับเจิ้งฟู่อีกครั้งพร้อมกับกล่าวว่าเขาคงไม่ต้องแนะนำวิธีการใช้ให้กับเจิ้งฟู่แล้ว “ข้าละแปลกใจจริงๆที่เ้ายอมเสียคะแนนมาถึงเพียงนี้เพื่อแลกกับสัตว์อสูรสองตัวนี้แทนที่เ้าจะเอาคะแนนของเ้าไปแลกเปลี่ยนเป็ยาทิพย์ระดับสองหรือสามไม่ก็พวกอาวุธวิเศษ!” ชายหนุ่มถามเจิ้งฟู่อย่างสงสัยแต่ไม่ได้้าคำตอบจากเขา ที่เขาถามก็เพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมศิษย์ใหม่อย่างเจิ้งฟู่ถึงได้ยอมเสียคะแนนจำนวนมากกับสิ่งที่ไม่มีความจำเป็แทนที่จะเป็ยาทิพย์ไว้เพิ่มพลัง.....
“อันที่จริงแล้วสัตว์อสูรสองตัวนี้ก็จำเป็สำหรับข้าพอๆกับยาทิพย์นั้นแหละแต่ตัวข้าในตอนนี้มียาทิพย์มากพอที่จะเอาไว้ใช้แล้วดังนั้นข้า้าสัตว์อสูรบินเพื่อใช้ในการเดินทางไปกลับที่พักของข้าที่อยู่ห่างจากนิกายถึงพันลี้!”เจิ้งฟู่ไม่ได้คิดที่จะปิดบังชายหนุ่มคนนี้เพราะเขาเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้พูดตรงและมีจิตใจที่ดีน่าคบหา.....
อ่า!!
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้าก็แล้วกันข้าซุนเจียง เป็ศิษย์ฝ่ายในและเป็ศิษย์พี่ของเ้าหากเ้าไม่เข้าใจหรือ้ารู้อะไรก็สามารถถามข้าได้ สิ่งไหนที่ข้ารู้ข้าจะตอบเ้า!”ชายหนุ่มกล่าวแนะนำตัวเองต่อเจิ้งฟู่พร้อมยิ้มให้เขาอย่างเป็มิตร......
“ข้าเจิ้งฟู่ เป็ศิษย์ฝ่ายนอกของนิกาย และพึ่งจะเข้าร่วมกับนิกายบัญชา์เมื่อสองวันก่อนยินดีที่ได้พบศิษย์พี่ซุนเจียง!” เจิ้งฟู่เองก็กล่าวแนะนำตัวเองเหมือนกันแต่ทว่าในตอนที่กล่าวแนะนำตัวเองเสร็จแล้วนั้น ความวุ่นวายบางเองก็พลันเกิดขึ้นเมื่อจู่ๆก็มีชายหนุ่มร่างใหญ่เดินตรงเข้ามาหาเจิ้งฟู่และซุนเจียงก่อนที่ชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้จะหยุดอยู่หน้าเจิ้งฟู่พร้อมกับพูดขึ้นว่า.....
“เ้าใช่ไหมศิษย์เข้าใหม่ที่ทำให้ศิลาบัญชา์เปล่งแสงสีแดงเข้ม?!”ชายหนุ่มร่างใหญ่ไม่พูดอ้อมค้อมหรือทักทายใดๆ เขาถามเข้าประเด็นหลักที่เดินมาหาเจิ้งฟู่ในทันที.......
หือ?
คำถามของชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆต่างก็กันมามองที่เจิ้งฟู่และชายร่างใหญ่พร้อมๆกันรวมถึงซุนเจียงและศิษย์หญิงสาวที่ช่องบริการด้วย เพราะคำว่าผู้ที่ทำให้ศิลาบัญชา์เปล่งแสงสีแดงเข้มนั้นเป็หัวข้อที่ทุกคนภายในนิกายกำลังพูดกันอยู่ในตอนนี้และมีหลายคนที่ยังไม่เห็นหน้าของศิษย์ใหม่คนนั้นว่ามีหน้าตาอย่างไร.......
ทว่าเจิ้งฟู่ไม่ได้ตอบกลับชายหนุ่มร่างใหญ่กลับไปในทันทีเขาเพียงแต่สำรวจดูระดับพลังของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระมัดระวังเท่านั้นก่อนที่รอยยิ้มที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเพราะระดับพลังของอีกฝ่ายนั้นอยู่ในระดับเดียวกันกับเขาเลย......
“ถูกต้องแล้ว เป็ข้าเองที่ทำให้ศิลาบัญชา์เปล่งแสงสีแดงเข้มออกมาได้เ้าถามข้าทำไมอย่างนั้นเหรอ? หรือว่าเ้าอย่าได้ลายเซ็นของข้าผู้นี้ มาสิ!มาๆ เดียวข้าจะ........”
“ลายซงลายเซ็นอะไรกัน!ข้าไม่ได้อยากได้ลายมือทุเรศๆของแกหรอกนะ ที่ข้ามาในวันนี้เพราะเ้าต้องเข้าร่วมกับกองกำลังหมาในของพวกข้า!”ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่พอใจพร้อมกับบอกจุดประสงค์ที่เขามาในวันนี้อย่างเอาแต่ใจซึ่งทุกคนที่อยู่รอบๆนี้ต่างก็คิดว่าชายหนุ่มคนนี้คงสติเสียไปแล้วที่กล้ามากล่าวคำพูดแบบนี้.......
“ต้าฟ๋ง นี่เ้าบ้าหรือปัญญาอ่อนกันแน่ถึงได้พูดแบบนั้นนี่เ้าไม่รู้หรือยังไงกันว่ามีตระกูลใหญ่และกองกำลังใหญ่มากน้อยแค่ไหนที่้าตัวเขาและกองกำลังเล็กๆของเ้ายังกล้าที่จะเชิญ ไม่สิ! คำพูดของเ้ามันเป็การบังคับเสียมากกว่าแล้วแบบนั้นใครมันจะไปเข้าร่วมกับเ้า!” ซุนเจียงรู้จักชายหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ดีถึงแม้ว่าชายหนุ่มร่างใหญ่จะมีระดับพลังที่ต่ำกว่าตัวเขาแต่ต้าฟ๋งก็มีชื่อเสียงในศิษย์ฝ่ายนอกอยู่ไม่น้อยด้วยระดับพลังราก์ขั้นที่หก่ปลาย เขาถึงได้ว่าเป็ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ในลำดับต้นๆเลย.......
“ข้าไม่สนใจหรอกหากไม่ยอมก็ต้องใช้กำลังพาไป!” ชายหนุ่มน่าใหญ่ไม่สนใจในคำเตือนของซุนเจียงเลยสักนิดตัวมันคิดว่ามันต้องแข็งแกร่งพอที่จะบังคับเจิ้งฟู่ได้ยังไงศิษย์เข้าใหม่จากโลกเบื้องล่างก็ไม่มีทางแข็งแกร่งไปกว่าเขาแน่ๆ ยิ่งข่าวที่ว่าศิษย์ใหม่ที่มีพร์ระดับแสงแดงนี้ได้เป็เพียงแค่ศิษย์ฝ่ายนอกด้วยแล้วตัวมันยิ่งคิดว่ามันสามารถคบคุมเจิ้งฟู่ได้.......
“หึ! นี่เ้าใหญ่แค่ตัวหรือยังไงกันถึงได้คิดว่าข้านั้นเป็หมู?เ้าคิดว่าข้าเข้าใหม่เลยเห็นว่าข้านั้นง่ายต่อการจัดการใช่ไหม?ข้าว่าเ้าควรที่จะคิดอะไรมันให้รอบคอบกว่านี้นะ ด้วยระดับพลังที่อ่อนแอเช่นนี้ เ้ายังคิดที่จะมาบังคับผู้อื่นให้ทำตามอีกอย่างนั้นเหรอ?”เจิ้งฟู่รู้สึกคันไม้คันมืออย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่เขาเห็นชายหนุ่มร่างใหญ่นี้เอาแต่ใจเกินไป.......
“เ้าว่ายังไงนะ?” ชายหนุ่มร่างใหญ่ถึงกับตัวสะดุ้งหูตั้งเลยทีเดียวเมื่อได้ยินคำพูดของเจิ้งฟู่ตัวมันไม่คิดว่าเจิ้งฟู่จะกล้าพูดกับมันที่เป็ศิษย์พี่แบบนี้......
“ไม่เพียงแค่ไร้สมองนี่ยังหูหนวกด้วยอย่างนั้นรึเนี่ย?! เฮ้อ!ช่างน่าสงสารศิษย์พี่คนนี้เสียจริงไม่ทราบว่ามีใครพอที่จะแนะนำหมอเก่งๆให้กับศิษย์พี่คนนี้บ้าง?!” เจิ้งฟู่ยังคงเล่นละครยียวนยั่วโมโหชายหนุ่มต่ออย่างเมามันเขาไม่ได้สนใจเลยต่อคำถามที่แฝงไปด้วยแรงกดดันเมื่อครู่สักครู่นี้เพราะแรงกดดันแค่นั้นไม่อาจที่จะทำให้เขาหวาดกลัวเลยขนาดแรงกดดันระดับ์ก่อเกิดขั้นที่หนึ่งเจิ้งฟู่ยังเคยปะทะและสวนกลับมาแล้วและแรงกดดันของชายหนุ่มผู้นี้จะเหลืออะไร.......
“กะ......กะ....แก!!ดี! ในเมื่อเ้ากล้าที่จะพูดกับศิษย์พี่แบบนี้งั้นวันนี้ศิษย์พี่คนนี้จะสอนบทเรียนแรกให้กับเ้าเอง ว่าคนที่..........”
ปัง!!!
ตู้มมมมมมม!!
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มร่างใหญ่จะได้พูดจบร่างของเขาก็ถูกเจิ้งฟู่ซัดกระเด็นออกไปไกลหลายสิบเมตรแล้ว ก่อนจะชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วสลบไป.......
“คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์พูด!นี่สินะคำพูดที่เ้าอยากจะบอกข้า?!”หลังจากที่เจิ้งฟู่ซัดชายหนุ่มร่างใหญ่จนปลิวกระเด็นออกไปแล้วเขาก็ได้พูดต่อจากที่ชายหนุ่มร่างใหญ่พูดค้างเอาไว้ให้จบซึ่งประโยคที่เขาพูดนี้มันดูเรียบง่ายทว่ากับแฝงไปด้วยการข่มขู่ต่อคนที่คิดจะท้าทายเขา......