มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 ผู้ฝึกฝนในสำนักเล็ก

            ชายชราผู้นี้กลับเฉลียวฉลาดนักเจียงเฉิงเยว่ยังไม่ได้เปิดปากพูดถึงเนื้อหาข้อตกลงเมื่อเห็นท่าทางของชายชราในยามนี้ที่ราวกับว่าได้พบบิดาแท้ๆ ของตนเองส่วนใหญ่เขาคงจะคาดเดาได้แล้ว ได้ข้อสรุปโดยพื้นฐานแล้วอย่างไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

           แน่นอนว่าหากเจียงเฉิงเยว่มาที่นี่เขาคิดไว้แล้วว่าเงื่อนไขเช่นนี้ชายชราจะไม่ปฏิเสธทว่าขั้นตอนที่ควรดำเนินการยังต้องดำเนินการเจียงเฉิงเยว่จึงยื่นมือไปประคองเล็กน้อย “เจ้าสำนักลู่ ลุกขึ้นมาพูดคุยกันเถิด”

           ผู้เฒ่าลู่ลุกขึ้นจากพื้นด้วยความลำบากใจเขาลากม้านั่งมาด้วยตนเองแล้วนั่งตรงข้ามคนทั้งสอง พวกเขาเริ่มพูดคุยกัน

           เจียงเฉิงเยว่กล่าว “ข้ามีเรื่องราวที่จำเป็นต้องรบกวนเจ้าสำนักลู่ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับสำนักป้าเทียนนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ”เขายกมุมปากอย่างล่อลวง จงใจเผยรอยยิ้มคลุมเครืออยู่หลายส่วน เล่าอย่างเชื่องช้า“ข้าไม่เคยปฏิบัติต่อคนของตนเองอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนั้นที่เจ้าสำนักลู่เรียกมาบนโลก...คือผู้ใดกัน? ซั่วเจินอยู่ภายใต้คำสั่งของเป่าซูเจาเฉิงเจินจวินใช่หรือไม่?แม้ว่าข้าจะไม่คุ้นเคยกับเขา แต่ยามข้าพบเจาเฉิงเจินจวินก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นเขาจากระยะไกลสองสามครั้ง...เขาขายเกียรติของข้าเล็กน้อยเช่นนี้ หากคิดดูแล้วคงไม่ยากนัก”

           เจ้าสำนักลู่เช็ดเหงื่อจากหน้าผากด้วยความลำบากใจ จากนั้นหัวเราะแห้งสองสามครั้ง“ทำให้ฉิงชางจวินหัวเราะแล้ว เหอะๆๆๆๆ”

            เจียงเฉิงเยว่แนะนำเขาด้วยรอยยิ้มบางอีกครั้ง“เมื่อถึงเวลาเจ้าสำนักลู่ค่อยหาโอกาสอีกครั้งใช้งานเขาต่อหน้าผู้คน...ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีอาวุธวิเศษเช่น‘มุกเสวียนหลิง’ จำพวกนั้นของไป๋เจ๋อจวิน”

           เจ้าสำนักลู่เผยท่าทางยินดี “ฉิงชางจวินยังคงคิดอย่างรอบคอบ ฮ่าๆๆ “

           การอัญเชิญผีและเทพเจ้าจำเป็นต้องทำสัญญาพื้นฐานกับเซียนจวินหรือราชาผีที่อัญเชิญมาทั้งหมดอย่างน้อยต้องถูกชะตากับท่านและเต็มใจให้ท่านเรียก...ก่อนหน้านี้ด้วยการบ่มเพาะของเจ้าสำนักลู่และสำนักป้าเทียนที่มีชื่อเสียงอีกฝ่ายซึ่งเป็นผู้คุมวิญญาณที่มีชื่อภายใต้สิบยมราชจะถูกชะตาได้อย่างไร?

            ทว่าสุดท้ายหากมีผู้แนะนำก็นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            เมื่อถึงเวลาผู้คุมวิญญาณที่แท้จริงจากปรโลกจะถูกเชิญขึ้นมาสิ่งที่น่าสงสัยย่อมสามารถดูออกได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องกล่าวถึงการล้างความอัปยศนี่อาจเป็นการทำให้ไป๋เจ๋อจวิน หนีรั่วหลีและคนอื่นๆที่ยืนยันก่อนหน้านี้โดนตบหน้า! แล้วจะไม่ให้เจ้าสำนักลู่ผู้นี้ยิ้มอย่างเบิกบานใจในเวลานี้ได้อย่างไร?

           ภายหลังเห็นว่าฝังความคิดค่อนข้างเรียบร้อย เจียงเฉิงเยว่กล่าวถึงเงื่อนไขของตนเองเดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะตกลงอย่างรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์คือคนผู้นั้นลังเลอย่างคาดไม่ถึง“นี่มัน...”

            ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีมืดมน เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้วแน่นถามด้วยใบหน้าจริงจัง “ทำไมหรือ?”

            เจ้าสำนักลู่เอ่ย“ไม่ใช่เรื่องยากจริง...หายากนักที่ฉิงชางจวินจะให้ความสำคัญ ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ...“

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกไม่ยินดีเล็กน้อย “ดังนั้น?”

           เจ้าสำนักลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉิงชางจวินอย่าได้โกรธเคืองสำนักป้าเทียนจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยเหลือฉิงชางจวินเพียงแต่...ขอฉิงชางจวินโปรดเมตตานอกจากผู้คุมวิญญาณกับเจ้าหน้าที่ภูตผีที่อยู่ภายใต้เจาเฉิงเจินจวินแล้วหวังว่าฉิงชางจวินจะตอบรับการอัญเชิญของเราเช่นกัน...” เขายังไม่ทันเอ่ยจบเจียงเฉิงเยว่หัวเราะอย่างเย็นชา แม้แต่สีหน้าของอี้จื่ออีก็ย่ำแย่

           ชายชราคนนี้ช่างเป็นสิ่งที่เหยียบจมูกขึ้นหน้า[1]เสียจริง!ผู้คุมวิญญาณภายใต้สิบยมราชกับเขาที่เป็นฉิงชางจวินผู้ซึ่งเป็นสองราชาผีผู้ยิ่งใหญ่แห่งปรโลก...จะเปรียบเทียบกันได้อย่างไร?ชายชราโลภมากเช่นนี้ เผยการร้องขอต่อหน้าตน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะโกรธเจียงเฉิงเยว่เกลียดการกระทำของอีกฝ่ายนัก เขายกยิ้มหยัน น้ำเสียงเย็นเยียบ“เจ้าสำนักลู่...ท่านต้องการให้ข้าตอบแทนท่านด้วยใบหน้าใหญ่โตเช่นนี้ท่านจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับข้าเล่า?”

           ถึงอย่างไรฉิงชางจวินก็ปะปนอยู่ในสองโลกมาหลายปีแล้ว เขาไม่ใช่เด็กอายุสามขวบจะถูกชายชราหลอกใช้อย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร?

           เจ้าสำนักลู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ในเมื่อฉิงชางจวินต้องการสืบสวนคดีโซ่วหลิงอย่างละเอียดด้วยสถานะในปัจจุบันคงไม่สะดวกในการดำเนินการ ขอเพียงฉิงชางจวินมีรับสั่งพลังทั้งหมดของสำนักป้าเทียนพร้อมส่งให้กับฉิงชางจวิน!”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงไปชั่วครู่ ทั้งทอดถอนใจและเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา“ถึงอย่างไรสำนักป้าเทียนก็เป็นหนึ่งในสำนักของสี่ขุนเขาเจ็ดดอย...จะสมรู้ร่วมคิดกับราชาผีอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้จริงหรือ?ไม่กลัวว่าสำนักเต๋าอื่นจะเหยียดหยามและประณามหรือไร?”

           เจ้าสำนักลู่ยกยิ้ม “ฉิงชางจวิน เหตุใดถึงได้ดูแคลนตนเองกัน? หากพูดว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิดในเมื่อทำข้อตกลงเพียงข้อหนึ่งเป็นการสมรู้ร่วมคิดทำข้อตกลงสองข้อก็เป็นการสมรู้ร่วมคิดเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นเหตุใดถึงไม่สมรู้ร่วมคิดให้ถึงที่สุดเลยเล่า? สำหรับสำนักเต๋าที่เหลืออย่างนั้นหรืออย่างไรก็เป็นแค่บุคคลโง่เขลาที่ทะนงตนเท่านั้น จะกังวลกับสิ่งเหล่านี้ไปทำไม?”

           เจียงเฉิงเยว่เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังเชื่อมสัมพันธ์กับเขาที่มีฐานะสูงส่งอี้จื่ออีเคยกล่าวไว้ว่าคุณสมบัติประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วหล้าของสำนักป้าเทียนคือความไร้ยางอายช่างไร้ยางอายเสียนี่กระไร!

           แม้แต่อี้จื่ออียังอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยรอยยิ้มเหน็บแนม“เจ้าสำนักลู่ช่างคิดได้ทะลุปรุโปร่ง”

           ผู้เฒ่าลู่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างปลายเข็มปะทะปลายเข็ม[2] “ในเมื่อใต้เท้ามาที่แห่งนี้พร้อมกับฉิงชางจวินเหตุใดต้องวิ่งห้าสิบก้าวแล้วหัวเราะคนที่วิ่งร้อยก้าว[3]ด้วย? เราทุกคนล้วนพอกัน”

           อี้จื่ออีถูกตัดบทจนพูดไม่ออก เขาส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้

           เจียงเฉิงเยว่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วตอบกลับ “ตกลงข้าสัญญาว่าจะตอบรับการอัญเชิญของท่านครั้งหนึ่งสำหรับครั้งเดียวนี้ควรใช้อย่างไรนั้น...เจ้าสำนักลู่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยตนเอง”

           เจียงเฉิงเยว่พอจะเดาความคิดของชายชราผู้นี้ได้ บางทีอาจไม่ได้ต้องการใช้งานตนเองอี้จื่ออียังเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าสำนักป้าเทียนนี้จะปะทะกับสำนักจงหลีซานต้องการเอาชนะอีกฝ่ายตลอดเวลาหนีรั่วหลีผู้ซึ่งมีการบ่มเพาะสูงสุดของสำนักจงหลีซานในยามนี้ เรียกได้เพียงเจ้าเมืองปี่อัั้นจากแดนเหนือของปรโลกเท่านั้นหากทางด้านนี้ผู้ที่เรียกมาคือเจ้าเมืองอี้หลีราชาผีแห่งปรโลกในตำนาน บางทีเพียงเปิดเผยโฉมย่อมสามารถช่วยพวกเขาบดขยี้สำนักจงหลีซานได้อย่างราบคาบ

           ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลู่เข้าใจเจตนาของฉิงชางจวิน”

           เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย นับว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว

           .............................

            ครึ่งเดือนต่อมาเมืองปี่อั้น ณ แดนเหนือแห่งปรโลก

           เจียงเฉิงเยว่สวมเครื่องแบบสำนักเต๋าสีเทาของสำนักป้าเทียนด้วยนามแฝงหลินเฉินเขาเดินแฝงไปกับเหล่าศิษย์ของสำนักป้าเทียนไปตามถนนในเมืองปี่อั้น

           ผู้ที่ติดตามมาด้วยที่อยู่ข้างกายของเขานอกจากอี้จื่ออีที่เปลี่ยนเป็นชุดสีเทาเช่นเดียวกันแล้วยังมีชาวสำนักป้าเทียน นอกจากเจ้าสำนักของพวกเขาทั่วทั้งสำนักป้าเทียนมีคนไม่มากที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่สง่างามผู้นี้ซึ่งดูภายนอกไม่มีพิษภัยต่อมนุษย์และสัตว์

            ยามแรกที่จวนอัครเสนาบดีผู้ที่สามารถเข้ามาใกล้ชิดกับไป๋เจ๋อจวินล้วนเป็นบุคคลสูงศักดิ์ทรงอำนาจในสำนักเต๋าสำหรับสำนักที่เล็กลงไปเฉกเช่นสำนักป้าเทียนการเบียดเสียดเข้าไปเผยหน้าตาก็นับว่าไม่เลวแล้วและเจ้าสำนักต้องอยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือต่อพวกเขา สำหรับศิษย์คนอื่นๆของสำนักป้าเทียนที่ไปกันเช่นเดียวกับเหล่าศิษย์น้องจากไท่ซื่อซานของอี้จื่ออีเหล่านั้นล้วนปกป้องค่ายกลที่ถนนด้านนอกจวนอย่างเชื่อฟัง

           เจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีเปลี่ยนรูปลักษณ์ง่ายๆเข้าสำนักป้าเทียนในฐานะผู้ฝึกฝนธรรมดา จนกระทั่งถูกสำนักส่งไปเมืองผีด้วยกัน

            เมื่อไปเมืองผี สำนักเต๋ามักจะพาผู้ฝึกฝนธรรมดาเหล่านี้ไปด้วยในนามของการขอความช่วยเหลือชั่วคราวแต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการรับกระสุน[4] ภายในเมืองผีซึ่งเต็มไปด้วยวิญญาณชั่วร้าย ผู้ฝึกฝนธรรมดาที่เข้ามาด้านในหากการบ่มเพาะไม่เพียงพอจะถูกพวกเขานำเข้าสู่ร่างกายข้างกายจึงเคลื่อนไหวด้วยการใช้ ‘หยางเดิมและสารจำเป็นของโลหิต’มาชดเชยเพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นกฎแห่งธรรมชาติ...ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกัน

           ดังนั้นการที่ผู้ฝึกฝนธรรมดาภายใต้สำนักเต๋าเหล่านี้จะรวมตัว แยกย้ายหรือไปๆมาก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครเกิดความสงสัย

           เจียงเฉิงเยว่ถือดาบวิญญาณธรรมดาที่มอบให้โดยสำนักป้าเทียนสวมเสื้อคลุมกันลมเพื่อปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งอยู่ห่างจากอี้จื่ออีเล็กน้อยหลีกเลี่ยงความน่าสงสัยคนที่เดินอยู่ใกล้เขาที่สุดคือศิษย์น้อยผู้หนึ่งของสำนักป้าเทียนเพิ่งจะอายุสิบสามปีนามว่าเสี่ยวหูจื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าสู่เมืองผีพร้อมกับเหล่าศิษย์พี่จึงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

           เมื่อเห็นว่าเมืองปี่อั้นไม่แตกต่างจากตลาดและเมืองในโลกมนุษย์เด็กน้อยจึงมองไปรอบด้านด้วยความสนใจ ยังคงดึงแขนเสื้อของเจียงเฉิงเยว่ไม่หยุดยืนกรานที่จะชี้ให้เขาเห็น “พี่หลินๆ ดูนั่นสิๆ นั่นคืออะไร?”

           หากจะบอกว่าเมืองผีกับโลกมนุษย์แตกต่างกันอย่างไรนอกจากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกันแล้ว น่าจะเป็น ‘คนสัญจร’ บนถนนกับ‘สินค้า’ ที่ขายในร้านค้าภายในตลาด ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดตลอดกาลของปรโลกนอกจากเจียงเฉิงเยว่และผู้ฝึกฝนธรรมดาเฉกเช่นสำนักป้าเทียนที่เดินอยู่บนถนนแล้วคือภูตผีที่แผ่พลังหยินออกมาอย่างเลือนรางนี่คือสิ่งที่มีจำนวนมากที่สุดบนถนนใหญ่บางครั้งยังมีที่รูปร่างแปลกประหลาดจากโลกปีศาจและโลกวิญญาณมาเข้าร่วมอย่างครึกครื้นถึงอย่างนั้นภาพรวมกลับกลมกลืนไปด้วยกัน ทั้งน่าแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์ใจ

            เท่าที่มองเจียงเฉิงเยว่เห็นว่าในกลุ่มผู้ฝึกฝนธรรมดาบนถนนใหญ่มีคนจำนวนไม่น้อยที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงิน ดูจากเครื่องแบบแล้วคือคนของสำนักจงหลีซานไม่เสียทีที่เป็นสำนักซึ่งเชี่ยวชาญในการขับไล่ผีอัญเชิญเทพเจ้าและค้าขายข้อมูลเพื่อเลี้ยงชีพในปรโลกคาดว่าทุกๆ สามเดือนที่เมืองผีเปิด ลูกศิษย์สำนักจงหลีซานที่มาก็ไม่เคยน้อยลง

            “พี่หลิน?”หลังเสี่ยวหูจื่อเห็นเจียงเฉิงเยว่ไม่สนใจเขาเป็นเวลานานจึงเขย่าแขนเสื้ออย่างรีบร้อน

           เจียงเฉิงเยว่กับอี้จื่ออีแฝงตัวอยู่ในสำนักป้าเทียนมาครึ่งเดือนแล้วนับว่าคุ้นเคยกับศิษย์ในสำนักดีเจียงเฉิงเยว่ดูเหมือนกับพี่เลี้ยงเด็กที่เกิดมาเพื่อเอาใจเด็กน้อยเพียงไม่กี่วันก็มีเสี่ยวหูจื่อตามติดอยู่ด้านหลังเพิ่มมาอีกหนึ่งและเขาก็สนุกไปด้วย จึงมองไปตามทิศทางนิ้วของเสี่ยวหูจื่อมองเห็นว่าเป็นร้านค้าหรูหรายิ่ง ซึ่งขายชิ้นส่วนสมบัติสวรรค์ทุกชนิดบนแผงลอยหน้าประตูจัดวางไว้ด้วยกรงเหล็กสีดำ ซึ่งถูกด้ายสีแดงมัดอย่างแน่นหนาภายในนั้นปิดไว้ด้วยทารกน้อยสีขาวขนาดเท่าฝ่ามือ กำลังเบิกตาคู่โตสีดำที่เปียกปอนน้ำตาแห่งความสิ้นหวังคลออยู่เต็มเบ้าตา มองคนที่สัญจรผ่านไปมาอย่างหวาดกลัวมีกองใบไม้ห้ากลีบเหนือศีรษะของทารกตัวน้อยด้วยร่างกายของเขาที่สั่นเทาจึงแกว่งตะแกรงสั่นไปมา ช่างทำให้รู้สึกสงสารจริงเชียว

           เจียงเฉิงเยว่พูดด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “เป็นทารกโสม[5] นับได้ว่าเป็นสมบัติที่ดีที่สุดในบรรดาชิ้นส่วนสมบัติสวรรค์”

           เสี่ยวหูจื่อวิ่งไปสองสามก้าวยืนอยู่ในระยะไกลเขาหันศีรษะกลับมามองเจียงเฉิงเยว่อย่างสงสาร “พี่หลิน มันน่าสงสารจัง”

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกลำบากใจขึ้นมา เขาลูบศีรษะของเสี่ยวหูจื่อด้วยความลำบากใจ“หูจื่อ...” เจ้ารู้ไหมว่าของเล่นนี้มีราคาแพงมากเพียงไหน?! ไม่ต้องพูดถึงเขาเลย...เงินกับหินวิญญาณในมือของศิษย์สำนักป้าเทียนทั้งหมดที่ออกมาในวันนี้ยังซื้อไม่ได้แม้แต่รากโสมสักรากบนตัวของทารกโสม!

           เมื่อเห็นฉิงชางจวินกำลังลำบาก อี้จื่ออีมาช่วยเขาคลี่คลายอย่างเข้าอกเข้าใจจากนั้นเดินมาพูดด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหูจื่อ สิ่งนี้เป็นสมุนไพรที่มีจิตวิญญาณไม่มีสติปัญญามากนัก อีกทั้งของเล่นนี้เปราะบางมากหากเจ้าซื้อไปเพื่อปล่อยคืนสู่ป่า สิ่งที่ได้รับความชั่วร้ายเช่นนี้มาแล้วจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอนเช่นนี้จะเป็นการทำให้มันสูญเปล่าอย่างไรล่ะ”

           แน่นอนว่าเด็กน้อยเข้าใจเหตุผล ทว่าด้านความรู้สึกยังยากที่จะยอมรับอยู่เล็กน้อยเขาเดินเข้าไปใกล้ทารกโสมนั้นอีกครั้ง มองมันอย่างสงสารแล้วมองเจียงเฉิงเยว่อีกครั้ง “พี่หลิน...”

           เจียงเฉิงเยว่คิดในใจ พี่หลินของเจ้าจ่ายไม่ไหวจริงๆ หูจื่อ!

           อี้จื่ออีเห็นความลังเลของเขา จึงยกยิ้มแล้วโน้มตัวกระซิบที่ข้างหู “ฉิงชางจวินท่านคงไม่ใจอ่อนจนอยากซื้อมันจริงใช่หรือไม่? นอกจากสิ่งนี้แล้วในเมืองผียังมีของจำพวกนี้อีกจำนวนมากท่านซื้อได้อย่างหนึ่งแต่คงซื้อไม่ได้ทั้งหมดหรอกหระมัง?”

           เจียงเฉิงเยว่ไม่รู้ด้วยแล้ว เขาถอนหายใจและพูดกับเด็กน้อย “ขอโทษ”

           เสี่ยวหูจื่อก้มศีรษะลงด้วยความผิดหวัง มองไปที่ทารกโสมอย่างน้อยอกน้อยใจจากนั้นเดินเข้าใกล้คิดจะยื่นมือไปลูบมันแผ่วเบาฉับพลันทารกนั่นกลับแยกเขี้ยวใส่เขาเพื่อส่งเสียงเตือนจนเผยให้เห็นเขี้ยวในปากที่แตกต่างจากดวงตาโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำเป็นอย่างยิ่งหูจื่อตกใจจนตัวสั่น

            เวลานี้ผู้ช่วยในร้านกำลังเดินออกมาจากห้องด้านใน เมื่อเห็นก็ขับไล่เขาอย่างโมโห“เด็กเหลือขอจากที่ไหนกัน? ยังไม่รีบหลบไปอีก!หากนายท่านของพวกเรามาเห็นเข้า รับรองว่าเจ้าได้กินไม่หมดแล้วแอบห่อกลับบ้านแน่[6]!”

            ความโกลาหลนี้เหล่าศิษย์พี่น้องจากสำนักป้าเทียนของเสี่ยวหูจื่อต่างเห็นทั้งหมดจึงต้องการจะก้าวเข้ามาร่วมกับศิษย์น้องร่วมสำนักทว่าเมื่อเห็นรูปร่างมนุษย์ที่ควบแน่นเป็นร่างแท้จริงของผู้ช่วยคนนั้นพลันหมดกำลังใจ

           หากจะกล่าวถึงวิธีการตัดสินระดับการบ่มเพาะของภูตผีในปรโลกอย่างรวดเร็วได้อย่างไรนั้นเมื่อกลายร่างเป็นร่างมนุษย์ระดับของการควบแน่นเป็นร่างที่แท้จริงและความละเอียดของรายละเอียดจะสามารถรู้ได้คร่าวๆ

           ในระดับของภูตผีเร่ร่อนธรรมดาถึงแม้ผีที่ตายจากการสังหารอย่างน่าสลดใจส่วนใหญ่เป็นเงาร่างที่โปร่งใสและล่องลอยระดับยิ่งสูงจะยิ่งใกล้เคียงกับมนุษย์ที่มีชีวิตเฉกเช่นระดับราชาผีอย่างเจียงเฉิงเยว่ หลิวเฟิงและโยวหยวนเมื่อกลายร่างเป็นมนุษย์หรือเผยร่างที่แท้จริงโดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างจากมนุษย์ที่มีชีวิต คนธรรมดาสามารถมองเห็นและสัมผัสได้เพียงแต่ไม่มีอุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจและลมหายใจ จากจุดนี้หากต้องการปกปิดจริงๆ ด้วยเคล็ดวิชาภาพมายาเล็กน้อยอาจทำให้ผู้คนสับสนได้ดังนั้นจึงมีเพียงนักพรตผู้ที่มีการบ่มเพาะลึกซึ้งเท่านั้นไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถแยกแยะได้

           ฉิงชางจวินนึกถึงยามนั้นเขาเคยใช้จุดนี้เพื่อไปมาระหว่างโลกมนุษย์และปรโลกอย่างอิสระราวกับปลาได้น้ำ

            ทว่ายามนี้แม้แต่ผู้ช่วยตัวเล็กๆ ในร้านผู้นี้ที่ใกล้จะกลายเป็นร่างจริงเห็นได้ชัดว่าการบ่มเพาะของเจ้าของร้านนี้เป็นอย่างไรทั้งรู้ว่าร้านนี้มีประวัติอันยาวนานและรังแกลูกค้าอย่างไรอีกด้วย กล่าวอย่างง่ายๆได้ว่า สำนักป้าเทียนที่เป็นสำนักเล็กๆ ในโลกมนุษย์นี้ย่อมไม่อาจจัดการพวกเขาได้

           ชาวสำนักป้าเทียนนิ่งค้างอยู่ตรงนั้นด้วยความลำบากใจเป็นอย่างมากจึงต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในบรรดาศิษย์สำนักป้าเทียนที่ถูกส่งไปยังเมืองผีในครั้งนี้มีผู้หนึ่งที่มีระดับการฝึกฝนสูงสุดคือปราณทอง ซึ่งทุกคนเรียกว่า ‘ศิษย์พี่จ้าว’เขาเหลือบมองทารกโสมในกรงแวบหนึ่ง ก่อนเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ“ทารกโสมนี้แปลกจริงเชียว...มันปนเปื้อนไปด้วยไอปีศาจและบิดเบี้ยวนัก”

            เพราะอย่างนั้นทุกคนจึงมองทารกโสมนั้นตามที่เขาบอก เป็นไปอย่างที่คาด

           มีอีกคนหัวเราะและถือโอกาสที่ผู้ช่วยคนนั้นไม่ได้สนใจกระซิบ“เช่นนั้นเขาจะยังขายได้อีกหรือ?”

            ศิษย์พี่จ้าวแสร้งทำเป็นลึกซึ้ง“ศิษย์น้อง เจ้าไม่รู้อะไร...สำหรับมนุษย์กับผีนับว่ามันบิดเบี้ยวทว่าสำหรับเผ่าปีศาจ สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค้าในโลกที่หายากเป็นอย่างยิ่ง”เขาส่ายศีรษะ จากนั้นแลบลิ้นแล้วเอ่ย “โดยทั่วไปแล้วชิ้นส่วนสมบัติสวรรค์ระดับนี้ เดิมทีคนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้อยู่แล้วหากยังไม่มีผู้ซื้อละก็เจ้าของร้านจำเป็นต้องไปขายที่สำนักใหญ่เหล่านั้นในโลกปีศาจด้วยตนเองหากพวกเขาไม่ต้องการจึงจะสามารถนำมาวางขายในร้าน...การตั้งราคาสูงแต่ไม่เป็นที่ต้องการในตลาดเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ที่เผ่าปีศาจผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจะไม่ต้องการ ดังนั้นย่อมต้องมีผู้ซื้อที่รอหน้าประตูเพื่อครอบครองมัน...”

           เขายังไม่ทันพูดจบ ดูเหมือนว่าจะมีการยืนยันคำพูดของเขาเมื่อเห็นผู้ช่วยคนนั้นชะเง้อมองอยู่ที่ประตูเป็นเวลานานทันใดนั้นกลับเปลี่ยนสีหน้า ใบหน้ายิ้มน้อยๆ อย่างประจบประแจงเพื่อต้อนรับโค้งคำนับให้คนผู้หนึ่งจากระยะไกล ประสานมือพลางพูด “อา...คุณชายมาแล้ว นายท่านคอยอยู่นานแล้วคุณชายรีบเข้ามาเถิด เชิญ”

           ผู้คนไม่กี่คนทางด้านสำนักป้าเทียนยังไม่ทันหันศีรษะพลันรู้สึกถึงแรงกดดันของไอปีศาจที่แข็งแกร่งไอปีศาจนั้นผสานด้วยลมปราณเผ่ามังกรจางๆ

           เจียงเฉิงเยว่มองตามไปด้วยความประหลาดใจ มองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งร่างเพรียวบางคลุมอาภรณ์ที่ด้ายมีลายย่นสีน้ำเงินราวกับน้ำไหล ชุดด้านในเป็นชุดคลุมโปร่งสีหยกเอวเพรียวบางถูกเข็มขัดผ้าต่วนสีดำหมึกเหลือบสีทองพันไว้อย่างหลวมๆขับให้เด่นด้วยผิวหิมะที่เกลี้ยงเกลาดวงตาสีเขียวอ่อนคู่หนึ่งใสราวกับลำธารบนภูเขาปิ่นหยกขาวมัดผมสีเขียวเข้มไว้อย่างเอียงๆในมือหมุนพัดคลี่กระดูกหยกอย่างเอื่อยเฉื่อยนำผู้ติดตามมาด้วยสองสามคนก้าวเดินไปข้างหน้า

            ชั่วขณะหนึ่งสีสันที่มืดครึ้มของเมืองผีในปรโลกล้วนส่องแสงเจิดจ้าไปพร้อมกับคนผู้นั้น

           ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเหม่อลอยช่างเป็นคุณชายที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์เสียจริง!

           ------------------------

            [1]เหยียบจมูกขึ้นหน้า เป็นการอุปมา หมายถึง แข็งข้อหรือได้ใจ

            [2]ปลายเข็มปะทะปลายเข็ม หมายถึง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

            [3]วิ่งห้าสิบก้าวแล้วหัวเราะคนที่วิ่งร้อยก้าว หมายถึง ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

            [4] การรับกระสุนเป็นการอุปมา หมายถึง รับความเสี่ยงหรืออันตราย

            [5] โสม หมายถึงการที่โสมกลายร่างเป็นเด็กมนุษย์ในนิทาน

            [6]แอบห่อกลับบ้าน เป็นสำนวน หมายถึง เมื่อก่อเรื่องแล้วต้องรับผลที่ตามมา

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน