สถานการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นหน้าตำหนักฉางอ๋องในวันนั้น เป็ที่พูดถึงกันอย่างลับๆ ในหมู่บ่าวไพร่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งท่าทีของฉางอ๋องต่อพระชายารองที่ดูเฉยชากว่าปกติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระชายาเอกที่ราวกับถูกิญญานางชีเข้าสิงนอกจากจะไม่อาละวาดจนตำหนักวุ่นวายแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ท่านอ๋องกับพระชายารองอีกด้วยทำเอาบ่าวไพร่บางส่วนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
ส่วนหลิวหรงกำลังวุ่นวายกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ได้ฤกษ์เปิดตัวเสียทีงานวันเปิดตัวสินค้าใหม่มีการเชิญเหล่าฮูหยินกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เป็มิตรกับตระกูลซูมาร่วมงานอย่างคับคั่งตัวเธอเองก็ต้องอยู่ร่วมงานและแนะนำสินค้าแก่เหล่าสตรีชนชั้นสูงอย่างใกล้ชิดด้วยจึงไม่มีเวลาสนใจเื่ผัวๆ เมียๆ ของชาวบ้าน แม้ตัวเองจะมีสถานะเป็เมียหลวงในเื่นั้นด้วยก็ตาม
แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เธอเพิ่งปล่อยออกสู่ตลาดคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ผสมผสานกับสไตล์ของโลกอนาคตแต่เพราะมันยังใหม่เกินไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากคนยุคนี้ในทันที ดังนั้นเธอจึงต้องมีตัวช่วยซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่าการโฆษณา ล้างสมอง หรือยัดข้อมูลที่้าลงไปในใจของผู้คนเมื่อสามารถทำให้คนเชื่อได้ว่าสินค้ามีค่ามีราคาและเป็ตัวแทนบางสิ่งบางอย่างได้สิ่งนั้นก็จะเป็ที่้าในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ หลังวันเปิดตัวสินค้าใหม่ไปเพียงวันเดียว หลิวหรงจึงต้องมาเยือนหอขายข่าวด้วยตัวเองอีกครั้งจากที่ก่อนหน้านี้เคยมาติดต่อซื้อข่าวและเสนอไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างโอกาสให้ทั้งตัวเธอและหอขายข่าวได้พร้อมๆกัน
และเธอก็เพิ่งได้รู้ว่าคนที่เธอติดต่อด้วยครั้งก่อนเป็เพียงผู้จัดการสาขาเมืองหลวงเท่านั้นคนตรงหน้าเธอในวันนี้ต่างหาก คือเ้าของที่แท้จริง
“ได้ยินชื่อเสียงฉางหวางเฟยมานานแล้ว รู้สึกเป็เกียรติที่ได้มีโอกาสพบท่านในวันนี้”
หลิวหรงมองชายหนุ่มที่น่าจะอายุมากกว่าฉางอ๋องเล็กน้อยใบหน้าคมคาย ท่าทางภูมิฐาน แม้จะแต่งตัวคล้ายบัณฑิต แต่มีกลิ่นอายและลักษณะของจอมยุทธ์อย่างอธิบายไม่ถูก
“นายท่านซ่งเรียกชื่อข้าเถอะ อย่าเรียกยศเรียกตำแหน่งอะไรกันเลย”
‘ซ่งเล่ออวี่’ พิจารณาหญิงสาวที่มีแต่ข่าวลือในด้านร้ายมาตลอดชีวิตของนางแต่อยู่ๆ เมื่อราวครึ่งเดือนก่อน นางมาติดต่อขอซื้อข่าวที่เกี่ยวข้องกับเื่เส้นสายของขุนนางในเมืองหลวงอีกทั้งยังยื่นข้อเสนอในการทำการค้ากับหอขายข่าวที่เขาไม่เคยได้ยินหรือเห็นจากที่ใดมาก่อนจึงเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา
วันนี้เขาจึงตัดสินใจจะมาพบหน้านางด้วยตนเอง
“เช่นนั้นวันนี้แม่นางซูคง้าตรวจสอบผลงานฉบับแรกของ ‘จินหยวน’ ถูกหรือไม่”
ซ่งเล่ออวี่วางกระดาษที่ถูกเย็บเล่มคล้ายตำราลงบนโต๊ะ หน้าปกเป็ภาพวาดหญิงสาวชนชั้นสูงสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับลักษณะแปลกตามีตัวอักษรเขียนว่า ‘จินหยวน ฉบับที่หนึ่ง’
หลิวหรงหยิบมันขึ้นมาเปิดตรวจดูเนื้อหาด้านในอย่างละเอียด ก็พบว่าสิ่งที่เธอ้าให้มีอยู่ในนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ดีไม่ว่าจะเป็ภาพวาดเสื้อผ้าเครื่องประดับที่กำลังจะวางขายอย่างเป็ทางการในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพร้อมกับกรอบโฆษณาในบางตำแหน่ง แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ‘ข่าว’ ที่จะทำให้ชนชั้นสูงเกิดความสนใจจนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมันไปและอดไม่ได้ที่จะบอกต่อๆ กันด้วย เพราะมันเป็ข่าวซุบซิบในแวดวงสังคมของชนชั้นสูง ทั้งข่าวที่กำกวมชวนให้คนสงสัยว่าตัวอักษรย่อที่ถูกกล่าวถึงในนั้นน่าจะหมายถึงใครและยังมีส่วนที่คล้ายกับการเชิดชูหรือช่วยโฆษณาชนชั้นสูงบางคนให้ได้แสงและได้หน้าได้ตาไปด้วย
ซ่งเล่ออวี่มองหญิงสาวที่พลิกหน้ากระดาษแต่ละแผ่นอ่านอย่างตั้งใจภายในใจเริ่มเกิดความสงสัยว่านี่น่ะหรือคือสตรีที่วันๆ เอาแต่ไล่จับบุรุษและยังใช้อำนาจของตระกูลในการเที่ยวข่มเหงผู้อื่นอยู่ร่ำไปไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมโยงกับสตรีตรงหน้าได้ แต่ข่าวที่หอของเขาสืบมาไม่เคยผิดพลาดมิใช่หรือ
“จากที่ตรวจดูแล้ว ไม่มีส่วนที่ต้องแก้ไขและน่าประทับใจมากเ้าค่ะอย่างที่ข้าบอกไปแล้ว นอกจากหอของท่านจะทำเงินจากการขายนิตยสารจินหยวนนี้ได้แล้วท่านยังสามารถมีรายได้จากการลงโฆษณาตรงพื้นที่เหล่านี้ด้วย”หลิวหรงใช้นิ้วชี้ไปตรงกรอบสี่เหลี่ยมที่ถูกกันไว้ให้เป็พื้นที่โฆษณาสินค้าซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์สินค้าแบรนด์แรกที่มาลงโฆษณากับจินหยวนก็คือแบรนด์ของเธอนั่นเอง!
ซ่งเล่ออวี่ยกยิ้มมุมปากพลางพยักหน้าน้อยๆ ยอมรับว่ามันเป็ความคิดที่น่าสนใจดีแต่จะไปได้ไกลสักเท่าใดก็คงต้องดูกันต่อไป อย่างไรเขาก็มีแต่ได้กับได้เพราะข่าวที่ลงในนิตยสารก็ต้องซื้อจากหอของเขา รายได้จากโฆษณาหากมีเข้ามาจริงเขาก็ได้ส่วนแบ่งเช่นกัน อีกทั้งหอขายข่าวยังได้ชื่อเสียงเพิ่มในด้านการเป็ผู้ผลิตและจำหน่ายนิตยสารจินหยวนแต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย
“เช่นนั้นข้าจะให้คนเริ่มพิมพ์และวางขายภายในไม่เกินสัปดาห์นี้”
เมื่อกิจธุระสำคัญเสร็จสิ้นลง หลิวหรงถึงได้มีเวลาพักก่อนจะรอดูผลตอบรับของนิตยสารจินหยวนในสัปดาห์ถัดไปแต่ดูเหมือนโอกาสพักผ่อนอันน้อยนิดของเธอกลับต้องจบสิ้นลงในเวลาอันรวดเร็ว
“กุ้ยเฟยมีรับสั่งให้หวางเฟยตามเสด็จท่านอ๋องไปยังเมืองเสียนหยางพ่ะย่ะค่ะ”ยังคงเป็เลี่ยงฮั่นที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารข้ามเรือนระหว่างฉางอ๋องกับเธอ
แต่คำสั่งนั้นเป็คำสั่งที่หลิวหรงฟังแล้วรู้สึกระคายหูอย่างยิ่ง
“ข้าต้องไปทำอะไรที่เสียนหยางเหรอ”
“เื่นี้หวางเฟยคงต้องถามท่านอ๋องด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เป็คำตอบที่แย่กว่าเดิมอีก!
นั่นคือสาเหตุที่หลิวหรงต้องยอมข้ามเส้นพรมแดนต้องห้าม ที่เธอเคยขีดเอาไว้ว่าจะไม่ก้าวเท้าข้ามไปยังเรือนของฉางอ๋องเด็ดขาดแต่วันนี้เธอจำเป็ต้องข้ามไป เพราะหากข้ามไปแล้วเจรจาได้สำเร็จ มันย่อมต้องดีกว่าการเดินทางไปพร้อมกับเขาอย่างแน่นอน
และนี่เป็ครั้งแรกที่ร่างของซูอวี่หรงได้มีโอกาสเข้ามาเหยียบห้องหนังสือของฉางอ๋องนับั้แ่วันที่แต่งเข้ามาในตำหนักนี้โดยไม่ถูกองครักษ์ของเขาไล่ตะเพิดไปเสียก่อน
“เอ่ยธุระของเ้าเถิด”
หลิวหรงมองฉางอ๋องที่นั่งแอ็คท่าวางมาดจนน่าหมั่นไส้แต่เพื่อให้ได้สิ่งที่้า เธอจึงยอมสงบปากสงบคำไว้ก่อน
“ได้ยินมาว่าท่านอ๋องจะเสด็จเมืองเสียนหยางหรือเพคะไม่ทราบว่าเป็งานราชการหรือไม่”
“เป็เื่เกี่ยวกับสกุลโจว”
คำตอบแสนสั้นไม่ยอมขยายความของเขา ทำให้หลิวหรงกลอกตาไปมาเพื่อค้นหาข้อมูลในสมองแล้วก็พบว่าตระกูลโจวคือตระกูลท่านยายของฉางอ๋องนั่นเอง
‘งั้นก็เป็เื่ส่วนตัวสินะ’
“หากเป็เื่สกุลโจว คงไม่ต้องให้หม่อมฉันตามเสด็จตามธรรมเนียมจริงหรือไม่เพคะเช่นนั้นขอให้ท่านอ๋องเดินทางอย่างปลอดภัยนะเพคะ” และถ้าท่านอยากจะพาใครสักคนไปด้วยก็พาตู้เมิ่งเจี๋ยไปเถอะ ... แต่ประโยคหลังเธอทำได้เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น
หลี่จ้งเหว่ยมองหน้าพระชายาเอกที่ประกาศตนชัดเจนว่าไม่อยากร่วมทางไปกับเขาด้วยพลางพ่นลมหายใจออกมาดัง “หึ”
บัดนี้เขาเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วว่าการที่ซูอวี่หรงเลิกทำตนวุ่นวายทั้งกับเขาและตู้เมิ่งเจี๋ยอาจมิใช่เพื่อเรียกร้องความสนใจอีกต่อไปแต่ละวันนางมีกิจให้ทำมากมายจนแทบไม่มีเวลาอยู่ในตำหนักเสียด้วยซ้ำแต่ละกิจก็หาได้เกี่ยวข้องกับตำหนักฉางอ๋องไม่
“เกรงว่าเ้ายังคงต้องไปตามรับสั่งของเสด็จแม่หากเ้าไม่อยากไป ก็เชิญเข้าวังไปกราบทูลเสด็จแม่เอาเองก็แล้วกัน”
เขาพูดเพียงเท่านั้นก็ยกตำราขึ้นมาบังหน้าทำทีว่ากำลังอ่านมันต่อไปเป็การปิดบทสนทนา
หลิวหรงเห็นแล้วอยากหายใจฟืดฟาดออกมาเพื่อคลายความหงุดหงิดเมื่อไม่ได้สิ่งที่้า เธอจึงสะบัดหน้าแล้วเดินออกจากห้องหนังสือทันที
‘เสียเวลาจริงๆ’
หลังจากหลิวหรงจากไปแล้ว เ้าของตำหนักจึงลดตำราในมือลง ในใจนึกไปถึงพระมารดาที่ประทับอยู่ในวังหลังมีหรือเขาจะไม่รู้ว่าเสด็จแม่้าสิ่งใด ถึงได้มีรับสั่งเช่นนี้
ความจริงแล้วเขาจะปฏิเสธก็ย่อมได้ แต่ครั้งนี้...เขาจะลองตามน้ำดูสักหน ดูซิว่าจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
สุดท้ายแล้วหลิวหรงก็ต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกับหลี่จ้งเหว่ย เพื่อออกเดินทางไปยังเมืองเสียนหยางตามกำหนด
บ่าวไพร่ในจวนออกมายืนส่งเ้านายที่หน้าประตูตำหนัก บางคนมองหน้ากันเองด้วยความสงสัยเนื่องจากระยะหลังมานี้คล้ายว่าท่านอ๋องจะไม่ได้ไปเยือนเรือนเถาฮวาของพระชายารองเป็ประจำดั่งเช่นในอดีตทั้งยังไม่ได้มีท่าทีรังเกียจพระชายาเอกเหมือนที่เคยทำมาตลอดอีกด้วย หรือว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในตำหนักฉางอ๋องเสียแล้ว
แต่ผู้ที่มีความสงสัย ค้างคาใจ และกระวนกระวายใจที่สุดย่อมไม่พ้นตู้เมิ่งเจี๋ยนางเคยเป็ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับฉางอ๋องที่สุด จึงรู้ได้ทันทีว่าเขามีท่าทีห่างเหินกับนางยิ่งหลังกลับมาจากงานล่าสัตว์ยิ่งชัดเจน
หรือเพราะเขาและซูอวี่หรงได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแล้วเขาจึงหวั่นไหวใจอ่อนไปกับสตรีที่มีรูปโฉมเป็เอกผู้นั้นอย่างที่นางกังวลไว้
“คนที่ถูกสับเปลี่ยนเข้ามาเป็อย่างไรบ้างมีใครจับได้หรือไม่”
“ท่านผู้นั้นจัดหาคนได้แเีมากเพคะจนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสงสัยเลย”
ตู้เมิ่งเจี๋ยนึกถึงวันที่นางออกไปร่วมงานเลี้ยงในจวนตระกูลฮุ่ยเมื่อหลายวันก่อนหลังจากที่ได้ให้อี้เพ่ยช่วยจัดการส่งข่าวเื่ที่นางพร้อมรับคนเข้าตำหนักแล้วและได้ทำการสับเปลี่ยนนางกำนัลส่วนกลางของตำหนักฉางอ๋องสองคนแทนคนที่นางเรียกใช้ในวันนั้นชั่วคราวเวลานี้นางจึงมีคนของตนเองไว้ใช้งานแล้ว
แม้ว่าตู้เมิ่งเจี๋ยจะสามารถดึงบ่าวไพร่บางส่วนมาเข้าฝ่ายกับตนได้แต่ก็มิได้เป็การถาวร และคนเ่าั้ย่อมไม่มีทางยอมทำตามคำสั่งของนางอย่างถวายหัวโดยไร้เงื่อนไขเพราะนางกำนัลส่วนใหญ่เป็คนที่เหลียงกุ้ยเฟยส่งมา และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาทำให้จิตใจของพวกเขาเอนเอียงไปมาได้เช่นกันอีกทั้งนางยังไม่สามารถเข้าถึงองครักษ์ฝีมือเยี่ยมของฉางอ๋องที่มีความภักดีต่อนายเหนือหัวอย่างยิ่งได้นางจึงจำเป็ต้องมีคนที่ไม่คิดเปลี่ยนฝ่ายไปมาเป็ของตนเองก็ได้แต่หวังว่าคนที่ท่านผู้นั้นส่งมาจะใช้การได้จริง