ตอนที่ 12 องค์ชายรองเชียนหงเยี่ยน (1)
“คุณหนูรับทราบแล้ว” ชิวเอ๋อร์สบสายตาเป็สัญญาณจากอิ่งเม่ย แล้วตอบกลับคนข้างนอกประตู จากนั้นรีบผุดลุกขึ้น คล้ายกับจะไปหาชุดกระโปรงสีสันสดใสหน่อยมาให้อิ่งเม่ย
“นั่งลง” อิ่งเม่ยคว้ามือชิวเอ๋อร์ไว้ อีกมือยังเขี่ยกับข้าวบนโต๊ะ กล่าวเสียงเย็นโดยไม่เงยหน้าว่า “กินข้าวก่อน”
“แต่ว่าคุณหนู...” ชิวเอ๋อร์อึกอัก เมื่อครู่นางคิดจะบอกว่า องค์ชายรองเป็ชายในดวงใจที่คุณหนูเฝ้าคิดถึงมาตลอด แต่พอมานึกถึงสิ่งที่องค์ชายรองทำกับคุณหนูแล้ว นางก็รีบยั้งปากไว้ กวาดตามองอิ่งเม่ยอย่างรู้สึกผิดแล้วกลับไปนั่งที่เดิมอย่างกลัวๆ กล้าๆ
“เอ้า...” อิ่งเม่ยหยิบตะเกียบเงิน ยื่นใส่มือให้ชิวเอ๋อร์ “กินสิ ของกินตั้งมากมายขนาดนี้ ข้าคนเดียวกินไม่หมดหรอก”
“คุณหนู...” ชิวเอ๋อร์ถือตะเกียบเงินในมือเงอะงะอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นางไม่กล้าขัดคำสั่งอิ่งเม่ย แต่ก็ไม่กล้านั่งลงกินข้าวร่วมโต๊ะกับนางเช่นกัน
“ให้เ้ากินก็กินเถอะน่า” อิ่งเม่ยแย่งตะเกียบเงินในมือชิวเอ๋อร์มา คีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งแล้วยัดใส่ปากอีกฝ่ายอย่างไม่สนใจระเบียบมารยาทอีก “หุบปาก เคี้ยว”
“อุ๊บ อู้ๆๆ” ชิวเอ๋อร์เคี้ยวเนื้อในปากพลางพูดเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตาสดใสยามมองอิ่งเม่ยกลับทอประกายน้ำตาวาววับ
“เ้าร้องไห้ทำไม” อิ่งเม่ยนวดขมับอย่างขัดใจ ก็แค่ให้นางกินข้าวด้วยไม่ใช่รึไง เหตุใดจึงยากเย็นนัก ซ้ำยังร้องไห้อีก ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก
ชิวเอ๋อร์กลืนอาหารลงคอ น้ำตาคลอมองอิ่งเม่ย กล่าวเสียงเครือว่า “คุณหนู ชิวเอ๋อร์...ชิวเอ๋อร์ดีใจเ้าค่ะ ชิวเอ๋อร์นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวาสนาได้นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับคุณหนู คุณหนู ท่านช่างดีต่อชิวเอ๋อร์ยิ่งนักเ้าค่ะ”
“ยายเด็กโง่” สายตาเ็าของอิ่งเม่ยอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย มือเรียวงามลูบศีรษะชิวเอ๋อร์อย่างอ่อนโยน ยัดตะเกียบใส่มืออีกฝ่ายไปอีกครั้ง “กินเถอะ หากไม่กินอีก กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว”
“อื้ม!” ชิวเอ๋อร์รับปากเสียงใส ดวงตาสุกใสมองตามทิศทางที่อิ่งเม่ยเลื่อนตะเกียบไป พยายามหลีกห่าง จนสุดท้ายได้แต่กินอาหารจานที่วางอยู่ตรงหน้า
อิ่งเม่ยเหลือบตามองทุกการเคลื่อนไหวของชิวเอ๋อร์ แม้จะอ่อนใจอยู่บ้าง แต่มีความยินดีมากยิ่งกว่า อีกฝ่ายสามารถนั่งกินอาหารร่วมกับนางได้ นี่ถือเป็จุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว
เชียนหงเยี่ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้หินในสวน เดิมทีเขาคิดจะรอฮวาอิ่งเม่ยที่โถงรับแขกในจวนแม่ทัพ แต่พอคิดว่านางป่วยอยู่ และตนเองมาคราวนี้ก็เพื่อขอโทษ จึงได้แต่ยอมลดศักดิ์ศรีมาที่นี่
เวลาผ่านไปเค่อ[1]แล้วเค่อเล่า เชียนหงเยี่ยนมองดูประตูห้องที่ยังคงปิดสนิท คิ้วเรียวงามขมวดเข้าอย่างหมดความอดทน
ฮึ คงไม่ใช่พอฮวาอิ่งเม่ยรู้ว่าเขามาหาจึงไปแต่งตัวทำผมอยู่กระมัง ช่างโง่เขลาจริง เขาเป็ถึงองค์ชายรองจะแต่งกับนางที่เป็เพียงคนไร้ค่า มีแต่รูปโฉมภายนอกได้อย่างไร
เชียนหงเยี่ยนแผ่รังสีเย็นเฉียบ กดดันจนเหล่าสาวใช้รอบกายที่คอยรินน้ำชาต่างพากันสะท้าน รอยยิ้มลุ่มหลงชะงักค้างบนใบหน้า บรรยากาศรอบข้างกลายเป็เย็นเยือกเบาบางจนทำให้พวกนางหายใจไม่เข้าปอด
“เ้าไปถามดูซิ เหตุใดฮวาอิ่งเม่ยยังไม่ออกมาอีก หากกำลังแต่งตัวทำผม อย่างนั้น...” เชียนหงเยี่ยนอดรนทนไม่ไหว เขาชี้นิ้วไปที่หญิงรับใช้ตัวน้อยข้างกาย พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงประตูใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างนักถูกคนผลักเปิดจากด้านในเสียงดังแอ๊ด
แสงตะวันสว่างสดใส ร่างสูงระหงในชุดเรียบขาวก้าวออกจากห้อง ดวงตาเ็าสุกใสเป็ประกาย ท่วงท่าสงบนิ่งแต่แฝงความทระนงตนก้าวออกมาช้าๆ ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามก้าวย่างที่ดูไม่มีอะไรยามนี้กลับคล้ายดอกสาลี่ที่เบ่งบานกระจายเต็มพื้น เซียนสาวผู้อ่อนโยนนุ่มนวลถือกิ่งบุปผาบานสะพรั่งเดินตรงมา ราวกับลอยละล่องอยู่บนพยับเมฆหลากสีสัน
ชั่วพริบตานั้นเชียนหงเยี่ยนตะลึงลานกับภาพความงามตรงหน้า สายตาเขาจับนิ่งอยู่ที่สตรีเบื้องหน้า ก้นบึ้งของจิตใจเหมือนมีก้อนศิลาร่วงหล่นลง ก่อเกิดเป็ระลอกคลื่น
‘นาง...คือฮวาอิ่งเม่ยหรือ’
เชียนหงเยี่ยนเบิ่งตามองอย่างไม่อยากเชื่อ ในความทรงจำของเขา นางมักจะมีท่าทางอ่อนแอขลาดกลัว และรู้สึกต้อยต่ำ ยามอยู่ต่อหน้าเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ แต่บัดนี้นางกลับสบตาเขาโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวสักนิด ไม่น่า...นางไม่ควรเป็เช่นตอนนี้นี่
เชิงอรรถ
^ เค่อ เป็นหน่วยนับเวลาของจีน หนึ่งเค่อราวสิบห้านาที