บทที่ 4
เ้าลูกเจี๊ยบ!
“เฮ้อ...”
จวี๋ฮุ่ยถอนใจยาวหลังตรวจดูแล้วว่าพวกเขาต่างมีกระจุกไฝแดงหกจุดที่ท้องแขนเหมือนกันโดยไม่ผิดเพี้ยน ไม่เบี่ยงไปแม้แต่ชุ่น [1] เดียว ส่วนเ้าก้อนแป้งเหม็นตุที่ถูกท่านหมอรักษาอยู่ต่อให้นางไม่ตรวจดูด้วยตนเอง พวกเขาก็คงตรวจดูกันเสร็จสรรพแล้ว
บทจะเจอทีก็เจอสี่คนเลยรึ!
นางยืนกุมหัวมองเ้าเด็กหัวถั่วงอกสามคนที่กำลังยืนเรียงแถวอยู่ตรงหน้าอยู่ครึ่งค่อนวันถึงค่อยหาเสียงตนเองพบ
“เอาล่ะ พวกเ้าชื่อว่าอะไรกัน” จวี๋ฮุ่ยยอบกายลงให้อยู่ในระดับเดียวกัน มองพวกเขาด้วยแววตากลุ้มใจเหลือจะกล่าว
“ต้าเกอ [2] !”
“เอ้อร์เกอ [3] ”
“ข้าซานซาน [4] กับเขาเสียวเสี่ยว [5] ”
จวี๋ฮุ่ยมองเ้าเด็กที่ออกปากว่านางเป็ปีศาจหมูกล่าวแนะนำชื่อเสียงเรียงนามของทุกคน ต้าเกอย่อมไม่พ้นหัวหน้าใหญ่ของพวกเขา ส่วนพี่รองย่อมเป็เด็กน้อยที่เงียบขรึมทำตัวราวธาตุอากาศ ส่วนเสียวเสี่ยวคงเป็เ้าเด็กตัวเล็กสุด
“จิ๊ๆ ไยเ้าถึงเป็ซานซานแทนซานเกอ [6] ไปได้เล่า” จวี๋ฮุ่ยจิปาก กวาดตามองเขาขึ้นๆ ลงๆ
“ข้า...ข้าเป็หญิงนะ!”
“...”
“จริงๆ นะ!” สีหน้าแปลกใจทำซานซานร้อนใจจนแทบเต้นผาง
“รู้แล้วๆ” จวี๋ฮุ่ยนวดหว่างคิ้ว อายุเท่านี้ไม่ว่าเด็กชายหรือเด็กหญิงก็ไม่ต่างกันทั้งรูปร่างหน้าตาหรือน้ำเสียง ยิ่งพวกเขาสกปรกมอมแมมราวลูกสุนัขเปรอะโคลนก็ยิ่งยากมองออก
“อายุเท่าใดกัน”
“ต้าเกอเจ็ดขวบ เอ้อร์เกอกับซานซานหกขวบ ส่วนเสียวเสี่ยวหนึ่งขวบ”
หนนี้จวี๋ฮุ่ยงุนงงยิ่งแล้ว มิใช่ว่าขุนพลโจวอี้ลงมาผ่านด่านเคราะห์ก่อนเ้าพวกเด็กๆ ดาวเหม่าซิ่วมิใช่หรือ นอกจากเสียวเสี่ยวแล้วไยพวกเขาถึงได้มีอายุไล่เลี่ยใกล้เคียงกันเล่า...
เื่นี้แม้จวี๋ฮุ่ยจะงุนงงสงสัยแต่ก็ไม่คิดซับซ้อน กระจุกไฝแดงหกจุดรวมกันเป็รูปกลุ่มดาวลูกไก่ สัญลักษณ์ของพวกเขาชัดเจนเสียยิ่งกว่าการสบตาโจวอี้น้อยกลางลานอารามวัดเสียอีก
“นอกจากพวกเ้าแล้วก็ไม่มีญาติใดใช่หรือไม่”
จวี๋ฮุ่ยมือรองใต้คาง มองเด็กทั้งสามที่มองกันไปมาแล้วผงกหัวหงึกๆ พูดกับพวกเขาอย่างเรียบง่ายราวกับพูดถึงเื่ดินฟ้าอากาศ
“มากับข้าดีหรือไม่”
“อย่างไรนะ!”
คำชักชวนนี้ทำต้าเกอย้อนถามเสียงดังอย่างยากจะเชื่อ ทั้งยินดีทั้งไม่วางใจ ก้าวเท้าขึ้นมาก้าวหนึ่งขวางกลางระหว่างจวี๋ฮุ่ยและน้องๆ
“ก็อย่างที่ข้าพูดไป พวกเ้ามาอยู่กับข้าดีหรือไม่”
“พะ พวกเราทั้งหมดหรือ!”
เสียงตะกุกตะกัก ความตื่นเต้นและความหวาดระแวงนี้จวี๋ฮุ่ยเข้าใจั้แ่แรกแล้วว่าพวกเขาที่เป็ขอทานเร่ร่อน ได้รับความยากลำบากทุกลมหายใจย่อมมีความคลางแคลงเป็ธรรมดา
“ข้ามีเด็กน้อยอายุใกล้เคียงกับเ้าอยู่คนหนึ่ง กลัวเขาจะเหงา หากมีพวกเ้าเป็เพื่อนเล่นคงดีไม่น้อย”
“มะ มีเนื้อกินหรือไม่” น้ำเสียงแ่เบาราวยุงบินนี้ดังขึ้นจากเอ้อร์เกอเด็กชายที่มักยืนอยู่เงียบๆ
“มี”
“มีเสื้อผ้าสะอาดๆ ใส่หรือไม่”
“มี”
“มีข้าวกินทุกมื้อหรือไม่”
“ย่อมต้องมี”
“แล้ว...เตียงนุ่มๆ กับผ้าห่มอุ่นๆ ...”
“ซานซาน!”
ต้าเกอเห็นว่าเหล่าน้องๆ สลับกันถามไม่เก็บงำความปรารถนาก็ตวาดใส่หนหนึ่งทำให้ซานซานสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าปิดปากไม่ถามอีก แววตาที่มองยังจวี๋ฮุ่ยแฝงไว้ด้วยความไม่เชื่อถือยิ่งยวด
“เ้ามาอยู่กับข้า มีอาหารสามมื้อ ที่ซุกหัวนอนและเสื้อผ้าตามฤดูกาล แต่ข้าไม่ให้พวกเ้าอยู่เฉยๆ นั่งกินนอนกินโดยไม่ทำสิ่งใดหรอกนะ”
หลังจากต้าเกอได้ยินว่ามีเงื่อนไข ใบหน้าของเขาถึงค่อยวางใจ รอหญิงตรงหน้าเอ่ยความ
“พวกเ้าต้องช่วยข้าทำงานต่างๆ ปัดกวาดเช็ดถู ซักล้างทำความสะอาด หาฟืนเก็บผัก หากข้าทำนาพวกเ้าก็ต้องช่วยหว่านเมล็ดและเก็บเกี่ยว หากมีหมูมีวัวพวกเ้าย่อมต้องช่วยข้าเลี้ยง”
เอ้อร์เกอและซานซานได้ยินคำว่าหมูและวัวดวงตาก็เจิดจ้าเปล่งประกายราวกับมีลำแสงพวยพุ่ง สำหรับหมูและวัวต่อให้เป็ความฝันพวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะฝัน!
“ต้าเกอ...”
ชายเสื้อถูกกระตุกดึงถี่ยิบ ต้าเกอหันมองน้องทั้งสองที่มองเขาด้วยสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยมก็เข้าใจ หันมองหญิงสาวที่ยังคงนั่งยองรอคอยคำตอบอย่างใจเย็น
“ข้า ข้าต้องคุยกับน้องๆ ก่อน” ต้าเกอมีหรือที่จะไม่ถูกหมูและวัวทำให้หวั่นไหวแต่เขาก็ยังคงวางท่าทำเป็ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด ลากน้องทั้งสองพูดคุย
แม้จะกล่าวว่าพูดคุยแต่เพียงแค่มองตาคนทั้งหมดก็เข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยปาก เพียงแค่ทำพอเป็พิธีก็เท่านั้น
ไม่กี่อึดใจต้าเกอ เอ้อร์เกอและซานซานก็เดินกระมิดกระเมี้ยนเข้าหาจวี๋ฮุ่ย
“อย่างไร”
“ตะ ต่อไปนี้พวกเราจะติดตามพี่สาว” ต้าเกอคล้ายจะขัดเขินพูดตะกุกตะกักแล้วค้อมเอวคำนับ เอ้อร์เกอและซานซานเห็นก็โค้งคำนับตาม
“ตามมา ข้าจะพาเ้าพบกับโจวอี้”
จวี๋ฮุ่ยลูบหัวพวกเขาคนละทีสองทีแล้วเดินไปยังห้องพักด้านหลัง หยุดลงหน้าห้องของโจวอี้ค่อยๆ แง้มประตูมองว่านางไม่ได้เข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของเขา
“จวี๋ฮุ่ย”
เสียงแอ๊ดอ๊าดของบานประตูฝืดๆ ทำให้โจวอี้หลุดออกจากภวังค์ หันมองตามเสียงก็เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งของจวี๋ฮุ่ยที่โผล่พ้นบานประตู
“ไม่ได้หลับอยู่หรือ”
“ท่านหมอบอกว่าข้าดีขึ้นมากแล้ว เย็นวันนี้ก็ออกจากร้านหมอได้แล้ว” โจวอี้ยิ้มแย้มในใจรู้สึกพองโตที่จวี๋ฮุ่ยห่วงใย
แอ๊ด...
แต่โจวอี้เบิกบานได้ไม่นานนัก ใบหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อยหลังจวี๋ฮุ่ยผลักบานประตูเปิดอ้าทำให้เห็นกลุ่มคนที่หลบอยู่หลังนางชะโงกหน้าออกมองเขา
“พวกเขาเป็ขอทานน่าสงสาร”
จวี๋ฮุ่ยพูดพลางดันหลังเด็กๆ ทั้งสามเข้าไป จับวางพวกเขายืนเรียงตามลำดับความาุโอยู่หน้าเตียง แนะนำให้ได้รู้จักกัน
“นี่ต้าเกออายุมากกว่าเ้าปีหนึ่ง นี่เอ้อร์เกอ นี่ซานซานและยังมีเ้าก้อนแป้งเสียวเสี่ยวที่กำลังป่วยอยู่”
หลังจากแนะนำเหล่าลูกเจี๊ยบจบสิ้น จวี๋ฮุ่ยก็เดินไปยังเตียงแตะไหล่โจวอี้และมองยังเหล่าเด็กๆ
“ส่วนนี่โจวอี้ เขาเป็...เป็น้องชายของข้า”
โจวอี้ใจเต้นแรง หันมองจวี๋ฮุ่ยด้วยความยินดีระบายเต็มดวงตาไม่หลงเหลือความรู้สึกแปลกๆ ที่ตะขิดตะขวงใจเมื่อครู่เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
“ข้าอายุห่างจากเ้าหลายปีกลัวว่าเ้าจะเหงา พวกเขาไม่มีบ้าน ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ข้างถนน วันนี้หนึ่งในพวกเขาก็เกือบถูกตัดมือแล้ว โจวอี้ให้พวกเขามาอยู่กับเราดีหรือไม่”
จวี๋ฮุ่ยสังเกตสีหน้านิ่งเฉยของเขา ปกติแล้วโจวอี้มักทำหน้านิ่งๆ เท่านั้น ไม่พูดมาก แสดงอารมณ์หรือสีหน้ามากนัก นางไม่รู้ว่าเวลานี้เขารู้สึกอย่างไร กำลังพอใจหรือไม่พอใจ ยิ่งเขาเงียบจวี๋ฮุ่ยก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกลูบจมูกพูดขึ้นอีก
“พวกเขาจะมาช่วยถูบ้านกวาดบ้าน ข้าคนเดียวทำ...”
“บ้านหรือ” โจวอี้ตาโตจ้องจวี๋ฮุ่ยตาเขม็ง ั์ตาเจิดจ้าฉายความยินดีชัดเจน
“อืม บ้านหลังใหญ่ๆ ที่มีที่พื้นที่กว้างขวางพอให้พวกเ้าวิ่งเล่น” จวี๋ฮุ่ยผงกหัวลงมองเหล่าลูกเจี๊ยบที่ยินดีจนเนื้อเต้น
“จวี๋ฮุ่ยอยากให้พวกเขามาอยู่ด้วยหรือ” โจวอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ถามนางอย่างตรงไปตรงมา
“เ้าอยาก...”
“จวี๋ฮุ่ยอยากหรือไม่อยาก”
เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เสียงเล็กๆ ของเด็กชายไม่ได้สร้างความน่าเกรงขามหรือครั่นคร้าม ทั้งแววตาของเขาก็ใสซื่อเฝ้ารอคำตอบ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจวี๋ฮุ่ยถึงได้รู้สึกกดดันอยู่บ้าง นางนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนผงกหัวลง
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาอยู่กับเรา” โจวอี้พูดพลางส่งยิ้มบางๆ ให้กับเด็กทั้งสามที่ยืนอยู่หน้าเตียง
จวี๋ฮุ่ยมองเด็กทั้งสี่ที่กำลังมองสำรวจกันไปมาอย่างละเอียดจนบรรยากาศเริ่มดูอึดอัดอึมครึมขึ้นมาก็คิดว่ามีนางอยู่พวกเขาคงไม่กล้าพูดคุยทำความรู้จัก ทั้งเวลานี้ก็ไม่เหมาะสมนักเมื่อโจวอี้ยังคงต้องพักผ่อน ทั้งนางก็ต้องพาเด็กน้อยเหล่านี้ชำระกายที่โรงอาบน้ำและซื้อชุดใหม่ให้พวกเขากันคนละชุด
“โจวอี้เ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะพาพวกเขาไปจุ่มน้ำสักรอบ”
โจวอี้ได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างหาได้อยาก นึกถึง่เวลาที่จวี๋ฮุ่ยพาเขาอาบน้ำและซื้อเสื้อผ้าในใจก็อบอุ่นดังดื่มน้ำร้อนๆ ใน่ฤดูหนาว อารมณ์ของโจวอี้ก็ดีขึ้นมาก ขยับตัวลงนอนอย่างว่าง่ายโดยมีจวี๋ฮุ่ยคอยช่วยเหลือดูแล นางดึงผ้าห่มคลุมร่างกายของเขาอย่างแ่า เหน็บชายผ้าห่มให้อย่างใส่ใจแล้ว พูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม
“ไว้ข้าจะซื้อเนื้อกลับมากินด้วยกัน”
“เนื้อหรือ!” ซานซานได้ยินคำว่าเนื้อก็อดไว้ไม่ไหว ย้อนถามดังกลัวว่านางจะได้ยินผิดไป!
“โจวอี้ป่วยต้องกินเนื้อมากๆ พวกเ้าโชคดียิ่งแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยคลี่ยิ้มเย้า หลังจากตรวจดูสีหน้าของโจวอี้ที่ดูสดใสแล้วจึงวางใจจากมา พาเ้าเหล่าลูกเจี๊ยบไปชำระกายแล้วซื้อชุดใหม่กันคนละชุด
การผ่านด่านเคราะห์หนนี้ไม่ต่างจากการกำเนิดใหม่ หลังจากดื่มน้ำแกงยายเมิ่งก็หลงลืมว่าตนเองเป็ผู้ใดจนกว่าจะกลับปรโลกความทรงจำต่างๆ ถึงค่อยกลับมา ดังนั้นนิสัยยามอยู่ที่์ชั้นเก้าฟ้าและยามที่ฝ่าด่านเคราะห์ในภพมนุษย์นางจึงคร้านจะเสาะหาว่า ต้าเกอหรือเอ้อร์เกอเป็เ้าลูกเจี๊ยบตัวใดในกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว
[1] ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
[2] ต้าเกอ หมายถึง พี่ชายใหญ่
[3] เอ้อร์เกอ หมายถึง พี่ชายรอง
[4] ซานซาน หมายถึง ลำดับที่สาม
[5] เสียวเสี่ยว หมายถึง เล็กๆ
[6] ซานเกอ หมายถึง พี่ชายสาม