บทที่ 28 เ้าเด็กดื้อที่ไม่ยอมฟัง
ฉินเชียนอี้ ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกเขลก ใบหน้าหล่อเหลาถอดสีพลางกรีดร้องในใจอย่างตระหนก ‘นี่ฉันพูดเบาจนแทบจะเป็เสียงมดเดินแล้วนะ ทำไมยัยหนูถึงได้ยินชัดแจ๋วขนาดนี้!’
ทั้งที่เขาพยายามโน้มตัวไปกระซิบข้างหูผู้เป็พ่อแบบลับสุดยอดแล้วแท้ ๆ แต่ดูเหมือนระบบการรับรู้ของน้องสาวตัวน้อยจะเหนือชั้นกว่าเรดาร์กองทัพเสียอีก
ฉินฮ่าวเฉิน ซึ่งเคยประจักษ์ในประสาทััการได้ยินอันเหนือธรรมชาติของลูกสาวมาแล้วหลายครั้งยังคงรักษามาดนิ่งสงบดุจูเาน้ำแข็ง เขามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ของอันอัน ก่อนจะตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็นและเป็ธรรมชาติที่สุด
“อันอันครับ... ‘ความรักในที่ทำงาน’ ก็คือความรักความผูกพันระหว่างคนที่ต้องทำงานร่วมกันน่ะพอคนเรามีความรู้สึกดี ๆ ให้กัน ก็อยากจะอยู่ใกล้ชิดเพื่อดูแลกัน ซึ่งบางครั้งความใกล้ชิดนั้นก็รวมถึงการแสดงความรักอย่างการจูบกันด้วยครับ”
แม้ลูกสาวจะยังมีอายุไม่ถึงสี่ขวบดี แต่ฉินฮ่าวเฉินมองว่าการให้เธอได้รับรู้ความจริงตามธรรมชาติอย่างเหมาะสม ดีกว่าการปิดกั้นจนเธอไปจินตนาการเอาเองผิด ๆ
อันอันพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับเข้าใจ ทว่าคิ้วเล็ก ๆ ยังขมวดเข้าหากัน
“อันอัน... เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ยังงง ๆ อยู่เลยค่ะคุณพ่อ”
“รอให้อันอันโตขึ้นอีกหน่อย เดี๋ยวหนูก็จะเข้าใจเื่พวกนี้เองครับ”
ฉินฮ่าวเฉินรีบตัดบทเพราะไม่อยากให้ลูกสาวหมกมุ่นกับเื่ชู้สาวในที่ทำงานนานนัก
“ตอนนี้เราเปลี่ยนเื่กันดีกว่า อันอันเริ่มหิวข้าวหรือยังลูก?”
“หิวนิดหน่อยแล้วค่า~”
ยัยหนูตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองโชว์
“งั้นเดี๋ยวพ่อไปกำชับห้องครัวให้เร่งมือหน่อยนะ”
เขาฉวยโอกาสลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปสั่งเ้าลูกชายตัวแสบด้วยสายตาดุแกมบังคับ
“ฝากดูแลน้องให้ดี อย่าให้ใครมารบกวน เดี๋ยวพ่อมา”
“รับทราบครับคุณพ่อ! จะดูแลเท่าชีวิตเลยครับ!”
ฉินเชียนอี้รับคำเสียงดังฟังชัดพร้อมทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร
หลังจากฉินฮ่าวเฉินเดินพ้นประตูห้องไปได้ไม่นาน ปรากฏว่าภายในเครือฉินกรุ๊ปมีการประกาศ ‘กฎระเบียบฉุกเฉิน’ ผ่านระบบภายในทันที เนื้อหาระบุว่า ‘ห้ามพนักงานแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมเกินควรในพื้นที่สาธารณะของบริษัท เพื่อภาพลักษณ์อันดีและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค’ พนักงานทุกคนต่างรู้ดีว่า... นี่คือประกาศ ‘คุ้มครองสายตา’ ของท่านประธานน้อยชัด ๆ!
ไม่กี่นาทีต่อมา ฉินฮ่าวเฉินก็กลับมาพร้อมขบวนพนักงานที่ทยอยนำอาหารจีนรสเลิศมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ อันอันยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้ มือน้อย ๆ คว้าช้อนสีชมพูประดับลายน่ารักขึ้นมาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“คุณพ่อขา อยากทานอันไหนก่อนดีคะ? อันอันจะป้อนให้เอง!”
“อะไรก็ได้ที่อันอันตั้งใจป้อนครับ พ่อทานได้หมด”
ฉินฮ่าวเฉินยิ้มละมุน แววตาอ่อนแสงลงจนคนรอบข้างแทบไม่เชื่อสายตา ในใจเขาคิดเพียงว่า... ต่อให้ลูกสาวป้อนยาพิษที่ขมที่สุด เขาก็จะกลืนลงไปพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
อันอันพิจารณาจานอาหารบนโต๊ะอย่างจริงจังประหนึ่งกำลังเลือกอัญมณี ก่อนจะตักเนื้อชิ้นพอดีคำแล้วป้อนให้คุณพ่อ
“ทานเนื้อเยอะ ๆ นะคะคุณพ่อ จะได้แข็งแรง~”
“ขอบคุณครับอันอัน”
ฉินฮ่าวเฉินเคี้ยวอาหารที่เ้าก้อนแป้งป้อนให้อย่างซาบซึ้งใจ ก่อนจะผลัดกันป้อนเธอกลับอย่างทะนุถนอม
ทางด้านฉินเชียนอี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขากำลังใช้มีดกับส้อมจิ้มสเต็กเนื้อในจานของตัวเองจนเละเทะไปหมด แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อนปนหมั่นไส้ในความสวีทของพ่อลูก ‘โธ่... ผมก็เป็พี่ชายนะ อยากโดนน้องป้อนบ้างจังเลย!’
ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองลูกชายด้วยสายตาเ็ากดดัน
“เป็อะไร? หรือว่าเชฟทำเนื้อไม่ถูกปากแก?”
“ปะ...เปล่าครับพ่อ อร่อยที่สุดในสามโลกเลยครับ!”
ภายใต้รังสีอำมหิตของผู้เป็พ่อ ฉินเชียนอี้รีบก้มหน้าก้มตาจิ้มเนื้อเข้าปากรัว ๆ เขาต้องทำตัวเป็เด็กดีที่สุด ไม่อย่างนั้นคงถูกบอดี้การ์ดลากตัวกลับไปส่งโรงเรียนกินข้าวถาดหลุม และพลาดโอกาสทองที่จะได้เล่นกับยัยหนูแน่นอน
หลังจากอิ่มหนำสำราญ หนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน อันอันเริ่มตาปรือปรอยอย่างเห็นได้ชัด ฉินฮ่าวเฉินอุ้มเ้าก้อนแป้งขึ้นมาแนบอก ลูบแผ่นหลังนุ่ม ๆ ของเธอเบา ๆ เป็จังหวะ
“อันอันง่วงนอนแล้วใช่ไหมครับคนเก่ง?”
“อื้ม... ง่วงนิดหน่อยค่ะคุณพ่อ~”
ยัยหนูขยี้ตาเบา ๆ พึมพำเสียงแ่ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ฉินฮ่าวเฉินประคองลูกสาวกลับขึ้นไปที่ห้องทำงานชั้นบนสุดอย่างระมัดระวัง โดยมีฉินเชียนอี้เดินตามหลังมาต้อย ๆ ทันทีที่ออกจากลิฟต์ ฉินเชียนอี้ก็ต้องเบิกตาค้างเมื่อเห็นกองกล่องของขวัญและถุงขนมมากมายที่วางเรียงรายอยู่หน้าประตูห้องทำงานพ่อ
เขารู้สึกใจนหน้ามืด ก่อนจะเปลี่ยนเป็สายตาโกรธจัด
“โอ้โห! พ่อครับ... นี่พ่อเนื้อหอมขนาดนี้เลยเหรอ?
‘ในขณะที่คุณแม่ยังนอนป่วยอยู่ พ่อกลับมาบริหารเสน่ห์ใส่พนักงานสาว ๆ จนเขาส่งของมาถวายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!’
หมัดเหล็กของฉินเชียนอี้เริ่มสั่นพั่บ ๆ ด้วยความฉุนเฉียว ถ้าไม่ติดว่ากลัวน้องสาวตื่น เขาคงจะซัดเข้าหน้าหล่อ ๆ ของพ่อสักหมัดเพื่อระบายแค้นแทนคุณแม่ไปแล้ว!
ฉินฮ่าวเฉินเองก็ขมวดคิ้วไม่พอใจที่เห็นกองขยะมาขวางทางเดิน เฮ่อเหยียนที่ยืนรออยู่รีบเดินออกมาอธิบายเสียงเบาที่สุด
“ท่านประธานครับ ของขวัญและขนมพวกนี้... พนักงานทุกแผนกพร้อมใจกันส่งมามอบให้ ‘คุณหนูอันอัน’ เป็ของต้อนรับครับ”
ความโกรธของฉินเชียนอี้มลายหายไปราวกับควันไฟ
“อ้าว... ให้อันอันเหรอครับ?”
เขาหัวเราะแห้ง ๆ แก้เก้อ ‘เกือบไปแล้ว... ดูเหมือนเราจะประเมินเสน่ห์พ่อสูงไป (หรือประเมินต่ำไปนะ) แต่ก็นะ ใครจะทนความน่ารักของน้องเราไหว’
ฉินฮ่าวเฉินเหลือบมองลูกชายด้วยสายตาที่บอกเป็นัยว่า ‘อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกคิดเื่พิเรนทร์อะไรอยู่’
คุณพ่ออุ้มอันอันเข้าไปวางบนเตียงนุ่มในห้องพักรับรองอย่างเบามือ ยัยหนูลืมตาขึ้นมางัวเงียเล็กน้อย
“คุณพ่อขา...”
“นอนเถอะครับลูก พ่อจะนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”
ฉินฮ่าวเฉินจูบหน้าผากมนของลูกสาวเบา ๆ พร้อมห่มผ้าให้จนถึงอก เธอจึงหลับลงอย่างสบายใจอีกครั้ง คุณพ่อนั่งเฝ้าอยู่ริมเตียงพลางลูบมือน้อย ๆ ของเธอไว้ ไม่ยอมขยับไปไหนจนลืมสังเกตรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดบนใบหน้าตัวเอง
ทางด้านนอกห้อง ฉินเชียนอี้ที่แอบหนีเรียน่บ่ายมารีบทิ้งตัวนอนแผ่บนโซฟาหรู แกล้งทำเป็หลับลึกเพื่อจะได้เนียนอยู่ต่อ ไม่ให้พ่อมีจังหวะไล่กลับโรงเรียน
เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสามโมง อันอันค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอใช้มือน้อย ๆ ดันตัวปีนลงจากเตียงอย่างทุลักทุเลแต่คล่องแคล่วขึ้น ก่อนจะหยุดนั่งลงบนพรมเพื่อพยายามสวมรองเท้าคู่เก่งด้วยตัวเอง เมื่อใส่เสร็จเธอก็ตบกระโปรงให้เข้าที่แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กออกไปที่ห้องทำงาน
ฉินฮ่าวเฉินมีประชุมด่วนพอดี เหลือเพียงฉินเชียนอี้ที่ะโพรวดจากโซฟามารับน้องสาว
“อันอันตื่นแล้วเหรอครับ! ว้าว! เก่งจังเลย ใส่รองเท้าเองได้เรียบร้อยด้วย!”
“อันอันเก่งไหมคะพี่หก! อันอันทำเองหมดเลยน้า!”
ยัยหนูยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว
“เก่งที่สุดในโลกเลยครับ! เดี๋ยวรอคุณพ่อประชุมเสร็จก่อนนะ ระหว่างนี้พี่พาไปหานมอุ่นดื่มรองท้องก่อนดีไหม?”
ฉินเชียนอี้จูงมือน้องสาวเดินไปที่มุมพักผ่อน เขาเตรียมนมอุ่นให้อันอันอย่างคล่องแคล่วตามที่เคยแอบดูผู้ช่วยเฮ่อทำ
อันอันมองแก้วนมสีพาสเทลด้วยสายตาเป็ประกาย
“พี่หกก็เก่งที่สุดเลยค่า~”
“เื่แค่นี้เอง สบายมากสำหรับพี่”
พี่ชายจอมบู๊แกล้งทำท่าทางถ่อมตัว เขาตั้งท่าจะอุ้มน้องสาวเดินกลับห้อง แต่อันอันปฏิเสธ
“ไม่เอาค่ะพี่หก อันอันจะเดินเอง~ อันอันโตแล้วน้า!”
ที่สำคัญคือเธอไม่อยากให้นมในมือหกแม้แต่หยดเดียว!
ขณะเดินผ่านห้องรับรองรับแขก อันอันก็ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งนั่งกอดอกอยู่ข้างใน ฉินเชียนอี้มองตามแล้วกระซิบเล่า
“อ๋อ... นั่นคือ ไป๋โจว ลูกชายของประธานไป๋น่ะ เขาอายุสี่ขวบครึ่งแล้ว สงสัยคงตามพ่อมาคุยงานด้วย”
“สี่ขวบครึ่ง... โตกว่าอันอันหนึ่งปีเลยนะคะ”
ยัยหนูยกนิ้วขึ้นมานับ
“ใช่ครับ แต่ตามลำดับศักดิ์ของตระกูลเรากับตระกูลเขา เขาต้องเรียกหนูว่า ‘คุณป้า’ นะอันอัน เพราะรุ่นพ่อเขาเป็รุ่นน้องคุณพ่อเรา”
ฉินเชียนอี้หัวเราะในลำคออย่างเ้าเล่ห์ ก่อนจะจูงมือน้องสาวเดินเข้าไปหาเด็กชายคนนั้น
ไป๋โจวในชุดสูทเด็กตัวจิ๋วที่ดูภูมิฐานหันมามอง เขาจำหน้าฉินเชียนอี้ได้แม่นและรีบทักทายอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“สวัสดีครับ... คุณลุงเชียนอี้”
ที่เรียก ‘คุณลุง’ เพราะเขาเคยโดนฉินเชียนอี้สั่งสอนมาแล้วครั้งหนึ่งโทษฐานที่เป็เด็กดื้อไม่ยอมฟังผู้ใหญ่!
ฉินเชียนอี้ลูบหัวอันอันพลางชี้นิ้วสั่งไป๋โจวด้วยมาดมาเฟียรุ่นเล็ก
“นี่คือน้องสาวของฉัน ชื่ออันอัน... และจำใส่สมองไว้ด้วยว่าเธอคือ ‘คุณป้า’ ของนาย รีบทักทายเสียสิไอ้หนู”
ไป๋โจวขมวดคิ้วแน่นจนหน้ายู่ เขาพ่นลมหายใจออกมาพลางพูดอย่างอวดดี
“คุณลุงเชียนอี้! ยัยเด็กตัวเตี้ยป้อมคนนี้ดูตัวเล็กกว่าผมตั้งเยอะ จะเป็ป้าได้ยังไง ผมไม่เรียกยัยนี่ว่าป้าหรอก!”