ตอนที่ 8 ปอบผีฟ้า
วรารินพึ่งรู้ตัวว่าเขาเองไม่ได้คุยกับใครเยอะแยะและสนุกแบบนี้มาเป็เวลาหลายเดือนแล้ว นับั้แ่ปัญหาชีวิตทุกอย่างรุมเร้าหัวใจดวงน้อยๆ ของเขา น่าแปลกที่เขารู้สึกอบอุ่นและไว้ใจวรินทราอย่างประหลาด ทั้งๆ โดยปกติ
วรารินจะไม่ชอบเล่าเื่ส่วนตัวให้ใครฟัง แต่กับวรินทราในคืนนี้เขาเล่าทุกอย่างในชีวิตซะจนหมดเปลือก ยกเว้นเื่แฟนหนุ่มของเขาและการะโตึกฆ่าตัวตาย
วรินทราเองถึงแม้่จะดูเป็คนเคร่งขรึมพูดน้อย แต่เมื่อเขาออกความเห็นในแต่ละเื่ ก็ทำเอาวรารินหัวเราะจนท้องแข็ง เขาเป็ผู้ฟังที่ดีและก็สร้างมุขตลกหน้าตายได้อย่างร้ายกาจ
หมู่ดาวเคลื่อนคล้อยเปลี่ยนตำแหน่งบนฟากฟ้า โมงยามหมุนซ้ำทับรอบเดิมเป็วัฎจักร ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ความรู้สึกดีๆ ได้ก่อเกิดขึ้น วรารินไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าดวงตาของตนนั้นได้เปล่งประกายเจิดจ้างดงามขนาดไหน ความหวังของการมีชีวิตใหม่สะท้อนแสงดาวเจิดจรัสเปล่งประกายงดงามในทุกท่วงท่าอริยาบท เส้นสายการเคลื่อนไหวเป็ธรรมชาติงามด้วยสามัญจริตของชายผู้หลุดเข้ามาในโลกอันแปลกประหลาด เฉิดฉายความบริบูรณ์พร้อมต่อสายตาของวรินทราผู้ที่ซึ่งกำลังรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับพันบินวนอยู่ทั่วร่าง
“โชคดีที่เ้าข้ามประตูผีเข้ามาได้เสียก่อน” วรินทราเม้มริมฝีปากยิ้มอย่างอ่อนโยน
“และก็โชคดีมากด้วยที่ได้มาเจอท่าน” วรารินพูดหยอดหยอกเย้า
“ข้าก็โชคดีเช่นกัน หากไม่ได้เ้าช่วยไว้ ติรัจฉานคงสังหารข้าไปแล้ว” วรินทรากล่าว น้ำเสียงและแววตาของเขาที่มองมากระตุกหัวใจของวรารินได้อย่างน่าประหลาด
“เล่าเื่ของท่านให้ข้าฟังหน่อยสิ ที่นี่เป็ยังไงทำไมมีปีศาจเยอะแบบนี้” วรารินเปลี่ยนจากนั่งขัดสมาธิมาเป็นั่งชันเข่า เงาของชายชุดขาวสะท้อนเป็ประกายในดวงตาของเขาแจ่มชัดเหมือนดั่งความรู้สึกลึกล้ำซาบซ่านที่ก่อเกิดขึ้นแล้วในหัวใจ
“เมื่อครั้งกาลก่อนโลกแห่งนี้ก็เหมือนโลกที่เ้าจากมา ผู้คนสรรพสัตว์ล้วนดำรงค์อยู่ด้วยความสงบสุข” วรินทราเริ่มพูดพลางใช้ไม้เขี่ยฟืนในกองไฟ
“จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ประตูผีแตก หลายสิ่งหลายอย่างจากทั่วจักรวาลก็ถูกดูดเข้ามาอยู่ที่นี่ รวมถึงพวกกอร์ทิคที่เ้าเห็น”
“ท่านหมายถึงเ้าติรัจฉานอะไรนั่นนะเหรอ”
“ใช่..”
วรารินครุ่นคิดขมวดคิ้วนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วท่านละเป็พวกไหนกัน”
เขารู้สึกมีความกังวลอยู่ส่วนหนึ่งและรู้สึกไม่สะบายใจอยู่เล็กน้อยเมื่อต้องเอ่ยถามคำถามนี้
“เราคือชนชั้นพรมที่มาจากดาวแห่งแสงสว่าง คนส่วนมากเรียกเราว่าเป็ผู้วิเศษเพราะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้” วรินทราพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ส่วนพวกนักเวทย์ที่เ้ากล่าวว่าเห็นในตอนแรก ข้าเดาว่าพวกเขาน่าจะเป็จอมเวทย์กระดูกที่เป็พันธมิตรกับพวกกอร์ทิค”
“มิน่ามันถึงได้ส่งข้ามาหาติรัจฉาน” วรารินกำหมัดแน่น รู้สึกเดือดดาลและคับแค้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกมันทำกับเขา
“ชู..” วรินทราทำท่าจุ๊ปาก บรรยากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนเป็เงียบเชียบเย็นเยือกขึ้นมาทันที
ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนก วรารินสีหน้าเปลี่ยนเป็ซีดเผือดเมื่อสังเกตุเห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนที่อย่างว่องไวไปรอบๆ กองไฟในเงามืด นันย์ตาของเขาเบิกกว้างเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้า สายตาส่ายส่องไปมาอย่าระแวดระวัง
สิ่งมีชีวิตน่าขนลุกรอบตัวพวกเขาเคลื่อนไหวเงียบเชียบราวเสือร้ายติดปีกที่ออกล่องล่ายามค่ำคืน มันเร็วซะจนคล้ายเท้าที่ย่างเหยียบไปนั้นไม่ได้แตะลงถึงพื้นเลย เป็เหมือนิญญาที่แหวกว่ายล่องลายไปในอากาศแต่หนักแน่นและทึบตันยิ่งกว่า
“อะไรนะ” วรารินกระซิบถามพลางถือดาบขึ้นมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม
“ปอบผีฟ้า ” วรินทราตอบด้วยน่้ำเสียงเยือกเย็นราบเรียบดุจผิวน้ำทะเลสาบที่นิ่งสงบ ความเยือกเย็นสุขุมของเขาพลอยทำให้วรารินรู้สึกสงบลงไปด้วย
“แคว๊กกก....เชี่ย!” วรารินสะดุ้งโหยงเมื่อปอบผีฟ้าตนหนึ่งพุ่งจู่โจมจากเงามืดเข้าปะทะด้านหลังของวรินทรา
ขนอันหยาบกร้านบนร่างดำมืดของมันสะท้อนแสงไฟเป็ประกายส้มอ่อน แขนขาลีบเล็กเต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมเหมือนมนุษย์หมาป่าหิวโซแต่หัวนั้นมีลักษณะเหมือนค้างคาวั์ถูกตัดปลายจมูก พุ่งเผยโฉมผ่านแสงไฟหมายตะปบควักเอาหัวใจของชายชุดขาวที่อยู่ตรงหน้า
“ตูม ” ประกายแสงสว่างวูบขึ้นจากแรงปะทะ ของกรงเล็บยาวกับดาบแสง
“ตูม ๆๆ ๆ. ๆ” และอีกหลายครั้ง เมื่อผีฟ้าพวกที่เหลือพุ่งเข้าจู่โจมวรินทราพร้อมกัน
วรารินยืนตัวแข็งทื่อไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาได้แต่เฝ้ามองการต่อสู้ที่ดำเนินไปอย่างดุเดือดนั้นด้วยสมองและความคิดอันตีบตัน
“สุริเยยาตรัม” วรินทราร้องเปล่งอาคมออกมา เกิดเป็ะเิแสงสว่างวาบโดยมีร่างของเขาเป็จุดศูนย์กลาง
คลื่นพลังแผ่ขยายเป็วงกว้างพัดเอาอสูรร้ายร่างดำปลิวกระจัดกระจายออกคนละทิศละทาง
“แคว๊ก..ๆๆๆ” เมื่อรู้ว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งเกินกำลังของพวกตน อสูรร้ายที่รอดตายก็เตรียมจะถอยร่น
มันจ้องมองวารินเป็ทิศทางเดียวกันไม่วางตา ค่อยๆ ขยับขาย่างคลานถอยหลังห่างออกไปช้าๆ อย่างระมัดระวัง
วรารินเห็นวรินทรายืนนิ่งไม่ขยับตัวเขาก็พลอยยืนนิ่งไปด้วย น่าแปลกที่สัญชาตณานของเขาสงบนิ่งต่ออสรูร้ายพวกนั้นอย่างน่าพิศวง ความรู้สึกของวรารินไม่ได้ต่างอะไรมากไปกว่าเห็นฝูงหมาที่เลี้ยงไว้แถวบ้านออกไปกัดกับหมาตัวอื่น
แววตาของวรินทราที่จ้องมองเขาอยู่ตอนนี้เสียอีกที่ทำให้รู้สึกขนลุกยิ่งกว่าความน่าเกลียดน่ากลัวของพวกอสูรร้ายนั่น
“ทะท่าน..เป็อะไรหรือเปล่าว” วรารินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นครือ
ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากฝ่ายตรงข้าม วรินทรายังยืนนิ่งและจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ยากจะหยั่งถึงมันทำให้วรารินรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหยุดหายใจ
ใต้แสงของกองไฟที่กระพริบริบหรี่ ดาบแสงอันเป็อาวุธวิเศษที่เคยช่วยเขาจากเ้าติรัจฉานพุ่งตรงเข้ามาด้วยน้ำมือของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“เปรี๊ย ” วรารินตวัดดาบในมือขึ้นมาปัดโดยอัตโนมัติตามคำสั่งของสัญชาตญาณที่้าให้เขามีชีวิตรอด
แต่ด้วยพลังอำนาจของดาบวิเศษแห่งวังมหาวายุทำให้ดาบเหล็กธรรมดาของเขานั้นกลายเป็ของเด็กเล่น พลังสะท้อนของแสง ผลักมันให้หลุดมือวรารินและปลิวหายออกไปไกลในพงหญ้า
“อย่า..!” วรารินร้องลั่น ก้าวเท้าถอยออกมาไม่เป็จังหวะจนเสียหลักล้มลงไปก้นกระแทกกับพื้น
“โอ๊ย! ซี๊ด..วรินทาท่านเป็อะไรของท่าน” เขาร้องลั่น พยายามถีบเท้าตะกายตัวให้เลื่อนหนีห่างจากชายรูปงามที่ถือดาบจ่อคอของเขาอยู่ตรงหน้า
“เ้าหลอกลวงข้า ไอ้ผีร้าย” เสียงพูดของวรินทราทำให้วรารินหัวใจหล่นวูบ เขารู้สึกสับสน หวาดกลัวและสิ้นหวัง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเกินปัญญาของเขาที่จะอธิบายหรือสร้างคำพูดอะไรขึ้นมาได้ ตัวของเขาสั่นเทาน้ำตาเอ่อล้นร้องไห้แบบไร้สิ้นซึ่งความหวัง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ชายที่เป็มิตรดูอบอุ่นและน่ารักกลับถือดาบขึ้นมาและกำลังจะฆ่าเขา