ตอนที่ 1 พี่ใหญ่เก็บเป็ความลับได้ไหม
“พวกหมาป่าตาขาว ทำไมไม่ไปทำงานทำการ คิดว่าข้าวมันหล่นลงมาจากฟ้าหรืออย่างไร ที่ไม่ทำงานแล้วจะมีข้าวกิน ี้เี บ้านนี้มีแต่ตัวี้เี ไม่รู้ว่าฉันทำเวรทำกรรมอะไรไว้ มีสะใภ้ ก็สะใภ้ี้เีสันหลังยาว มีหลานก็ไม่ได้เื่ เกิดมามีแต่ตัวสิ้นเปลือง...........”
“คุณแม่คะหลินหลินไม่สบายตัวร้อนมาก ฉันจึงต้องอยู่ดูแล เช็ดเนื้อเช็ดตัว ป้อนข้าว ต้มยาให้ดื่ม วันนี้ขอไม่ไปทำงานแค่วันเดียวนะคะ พรุ่งนี้จะไปทำงานปกติค่ะ”
“เธอจะดูแลไปทำไมกันตัวสิ้นเปลืองพวกนี้ ปล่อยให้มันตาย ตายไปซะ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ แถมยังต้องมาเสียเงิน ไปซื้อยามาต้มให้มันกินอีก”
“แต่ที่นางเป็เช่นนี้ก็เพราะ...............”
“อะไร เธอจะมากล่าวหาฉันอีกแล้วใช่ไหม ว่าเป็ข้าที่ทำให้นางต้องป่วย อกตัญญู พวกเ้ามันตัวอกตัญญูทั้งบ้าน ฉันไม่น่าให้ลูกชายมาแต่งงานกับเธอเลย นางตัวดี ฉันไม่มีสิทธิ์ใช้ลูกใช้หลานของฉันเลยหรือยังไง พวกแกมันเป็เทวดามาจากไหน ฉันถึงใช้งานพวกแกไม่ได้ กินอยู่กับข้า แต่ไม่ทำตัวให้เกิดประโยชน์สักคน”
“ไปออกไปทำอาหารได้แล้ว ไม่ต้องมานั่งเฝ้ากันอยู่แบบนี้ทั้งวี่ทั้งวัน ออกไปทำการทำงานอย่าคิดจะมานั่งอยู่นั่งกิน นอนกิน ทำตัวตามสบายกันแบบนี้ได้ ไม่คิดเลยหรือยังไงว่าคนอื่นเขาต้องกินข้าวกินน้ำ ไม่เหมือนพวกเธอที่ไม่ต้องทำอะไรทำตัวตามสบายไปวันๆ”
“ฉันจะออกไปทำอาหารเดี๋ยวนี้ค่ะ “จางซูเจียว
พอแม่สามีของนางออกไปจากห้องของพวกเขาแล้ว ซูเจียวได้แต่มองดูลูกสาวของนางที่กำลังป่วยหนัก เนื่องจากตอนที่ฝนตกหนักแม่สามีได้บังคับให้ลูกสาวของนาง นั่นก็คือมู่หลินไปเก็บผักป่าที่อยู่บนูเาเพื่อนำมาทำอาหาร และหาหญ้าเลี้ยงหมู จึงทำให้ลูกสาวของนางที่ร่างกายอ่อนแอเนื่องจากได้รับสารอาหารในแต่ละวันไม่เพียงพอ จากร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วต้องมาล้มป่วยลง นางและสามีได้ขอเงินแม่สามีเพื่อพาลูกไปหาหมอรักษาอาการป่วย แต่แม่สามีของนางไม่ยอมให้เงินแก่นางเลย
นางจึงได้ดูแลลูกตามมีตามเกิดหาซื้อยาสมุนไพรมาต้มให้ลูกกินเพียงเท่านั้น
“หลินหลินลูกแม่ นอนพักก่อนนะ แม่ออกไปทำอาหารไว้รอคุณพ่อและทุกคนก่อนนะจ๊ะ”
พอนางซูเจียวเดินออกไปจากห้องแล้ว มู่หลินน้อยก็ได้ลืมตาขึ้นมา เธอไม่ได้หลับแต่อย่างใด เธอแค่หลับตาลงเพื่อทบทวนเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองและเื่ราวของเด็กน้อยมู่หลินที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวของเธอ ในตอนที่เธอฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองทะลุมิติมาเมื่อ 3 วันก่อน เธอมีชื่อว่าเ้ามู่หลินเป็นักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จมีธุรกิจมากมายทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร จำนวนหลายสาขา แต่แล้วจู่ๆ เธอก็ทะลุมิติมาเลยเข้าในร่างของหนูน้อยที่กำลังป่วยและมีครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นเป็อย่างมาก
แต่เธอไม่ได้มาตัวเปล่าหรอกนะ ในตอนที่เธอฟื้นขึ้นมาแล้วรู้สึกหิวมาก จึงคิดถึงของกินที่อยากกินนั่นก็คือพิซซ่า แล้วอยู่ๆ พิซซ่าก็ปรากฏออกมาวางอยู่ตรงหน้าของเธอ ทำให้เธอสงสัยเป็อย่างมาก นึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่พอลองหยิบกินแล้วก็กินได้จริงๆ แล้วก็มีรสชาติที่อร่อยกลิ่นที่หอมๆ พอกินแล้วรู้สึกอิ่มท้อง
จึงรู้ว่ามันไม่ใช่เื่ปกติแล้ว จากนั้นก็สำรวจตัวเอง ก็รู้ว่าตัวเองมีมิติ ในห้วงความฝันของเธอได้เข้าไปในมิติ มันเป็ห้างสรรพสินค้าของเธอนั่นเอง มันยกมาทั้งห้างเลยรวมถึงร้านอาหารที่เปิดในห้างของเธอก็มาทั้งหมดด้วย ถือว่าเธอทะลุมิติมาเกิดใหม่พร้อมกับความโชคดี
แต่อาการป่วยของเธอหนักมาก ถึงเธอจะมียาในยุคอนาคตมากินก็ไม่สามารถกินแล้วหายได้ทันที เธอยังคงเป็ไข้อยู่แต่อาการก็ดีขึ้นกว่าตอนที่โผล่มาใหม่ๆ มาก
แต่เธอยังบอกใครในเื่นี้ไม่ได้จึงได้แต่นอนหลับตาให้แม่ของร่างนี้ดูแลเธอต่อไปนั่นเอง
ส่วนคนที่เข้ามาก็มีแต่ด่า ด่า และด่าคนนั้นคือย่าของเธอนั่นเอง จากความทรงจำเดิมย่าของเธอเป็คนที่รักลูกได้ลำเอียงมาก ย่ารักแต่ลูกชายคนโตนั่นก็คือลุงใหญ่ ส่วนลุงรองเป็คนที่ชอบประจบประแจง จึงทำให้ย่าหลงรักด้วยเช่นกัน
ส่วนพ่อของเธอน่าจะเรียกว่าเป็ลูกชังก็ว่าได้เพราะตอนที่พ่อเกิดมา ขณะนั้นปู่ได้เกิดอุบัติเหตุจากการเข้าไปล่าสัตว์ในป่า ทำให้ปู่ต้องรักษาตัวอยู่เป็เวลานานหลายเดือน ย่าจึงคิดว่าพ่อของนางเป็ตัวซวย พอเกิดมาปุ๊บก็ทำให้ที่บ้านต้องมีอันเป็ไปทันที
ซึ่งใน่ที่ปู่าเ็ อาหารการกินอยู่ของบ้านยิ่งอัตคัดมากกว่าเดิม เพราะไม่มีคนหาเงินเข้าบ้าน ลูกๆ ของเธอก็ยังเล็กกันอยู่ทุกคน นางจึงเอาอารมณ์ตรงนั้นมาโกรธเกลียดลูกคนสุดท้องนั่นก็คือพ่อของร่างนี้
แต่ย่าไม่ใช่เพียงไม่รักพ่อของเธอเท่านั้นแต่ย่าก็พาลไม่ชอบลูกสะใภ้และลูกๆ ของพ่อด้วย เพราะคนที่ย่า้าให้พ่อแต่งงานด้วยเป็หลานสาวจากบ้านเดิมของย่า
แต่พ่อก็มีคนที่รักอยู่แล้วนั่นก็คือแม่ของเธอ จึงปฏิเสธการแต่งงานกับหลานสาวของย่า จึงทำให้ย่าโมโหมาก แทบจะตัดขาดแม่ลูกกันไปเลย แต่ที่ย่าไม่ทำ เพราะว่าครอบครัวของเธอเป็แรงงานหลักของที่บ้านนั่นเอง งานในทุ่งนาก็เป็พ่อของเธอทำได้แต้มงานเต็ม10 เยอะกว่าปู่และลุงทั้งสองที่ได้แต้มค่าแรงเพียงแค่ 9แต้ม ป้าสะใภ้ทั้ง 2ก็ได้แต้มค่าแรงที่ 5แต้ม เพราะทำงานได้ช้ามาก แต่แม่ของเธอได้ 9แต้ม เท่ากับผู้ชายของบ้านนี้เพราะแม่ขยันทำงานเป็อย่างมาก
“หลินหลินลูกพ่อ เป็อย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นหรือยังได้กินข้าว กินยาหรือยัง”
พ่อของร่างเดิมเข้ามาในห้อง ตอนนี้น่าจะเป็เวลาพักเที่ยงของงานในคอมมูนแล้ว พ่อของเธอจึงได้กลับมาบ้านเพื่อกินข้าวเที่ยง
พูดถึงคอมมูนนั่นก็คือนางโผล่มาในปี 1976 ซึ่งเป็ปีการปฏิวัติของประเทศจีนในยุคโบราณทุกคนต้องทำงานในคอมมูนเพื่อแลกแต้มพอถึงเวลาสิ้นปีก็จะแจกจ่ายอาหารตามแต้มที่ตัวเองทำงานได้
“หนูดีขึ้นแล้วค่ะ อีกไม่กี่วันก็น่าจะหายค่ะ พ่อไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวจะได้พักก่อนไปทำงานต่อในรอบบ่าย เดี๋ยวจะไม่มีแรงไปทำงานนะคะ
“เด็กดี งั้นพ่อไปกินข้าวก่อน แล้วก็จะนอนพักที่ข้างนอกสักพัก ลูกก็นอนพักเถอะนะ จะได้หายเร็วๆ พ่อไปแล้ว”
ก่อนออกไป พ่อของเธอก็ได้เอามือมาลูบหัวเธอ และพูดด้วยเสียงอ่อนโยน
“มู่หลิน น้องเป็อย่างไรบ้าง เห็นพ่อบอกว่าอาการของน้องดีขึ้นแล้วใช่ไหม รีบหายเร็วๆ นะ พี่ชายคนนี้เป็ห่วงน้องมาก”
เมื่อพ่อออกไปข้างนอกแล้วพี่ใหญ่ของเธอก็เดินเข้ามาถามอาการของเธอ ด้วยสีหน้าเป็ห่วง
ร่างเดิมมีพี่น้องอยู่ทั้งหมด 3 คน เธอเป็ลูกคนกลาง มีพี่ชายคนโตชื่อ มู่เจียวลู่ อายุ 15 ปีเรียนจบชั้นประถมก็ได้ออกมาทำงานในคอมมูนช่วยพ่อแม่เก็บคะแนน และมีน้องชายคนเล็กชื่อมู่เจียวมิ่ง อายุ 8 ปี กำลังเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนในตำบลข้างๆ
ที่พี่ชายคนโตของเธอเรียนจบแค่ประถม เพราะย่าไม่ให้เงินเรียนต่อ ไม่รู้น้องชายคนเล็กพอเรียนจบชั้นประถมแล้ว จะได้เรียนต่อหรือเปล่า เพราะย่าไม่ชอบครอบครัวของพวกเธอเลย แต่ครอบครัวอื่นหลานของย่าทุกคนได้เรียนต่อในชั้นมัธยมทุกคน
ส่วนเ้าของร่างมู่หลินน้อย ย่าก็ให้เรียนแค่ 2 ปี ยังไม่จบประถมด้วยซ้ำย่าก็ไม่ให้เรียนอีก เพราะให้เหตุผลว่าเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างไร ก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่ดี ให้อยู่ช่วยทำงานที่บ้านและเก็บผักไปแลกแต้มให้คอมมูนยังมีประโยชน์มากกว่า ทั้งที่ครอบครัวของเธอเรียนเก่งกว่าหลานคนอื่นๆ ของย่าซะอีก
“หนูใกล้หายแล้วล่ะพี่ใหญ่ อีกสัก 2-3 วันก็น่าจะหายค่ะ พี่ใหญ่รีบไปกินข้าวเถอะเดี๋ยวข้าวหมดจะไม่ได้กินนะ”
“เห้อออออ พี่ใหญ่ชินแล้วล่ะ ไปกินข้าวตอนนี้ก็แทบจะไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว เพราะส่วนแบ่งของครอบครัวเรามีแค่นิดเดียว ให้พ่อกับแม่กินเถอะ เพราะพวกท่านทำงานหนักกว่าพี่แค่นี้พี่ทนได้ เดี๋ยวค่อยกินทีเดียวตอนเย็น”
เมื่อหลินหลินน้อยได้ฟังอย่างนั้น เธอก็รู้สึกสงสารพี่ชายขึ้นมาทันที ต้องทำงานหนักๆ กลางแดด แต่ไม่มีข้าวให้กินแล้วจะมีแรงไปทำงานได้อย่างไร อีกสักหน่อยร่างกายพี่ใหญ่คงจะทนไม่ไหวเข้าสักวัน
“ถ้าหนูมีของจะให้พี่ใหญ่ จะเก็บเป็ความลับได้ไหม”