เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอแยกกันหลังมาถึงสถานศึกษาสกุลหยวนตอนเยี่ยนเจาเจาอยู่สกุลหยวนถือเป็นหลานสาวที่เขาทั้งรักและเอ็นดูแต่เมื่อมาถึงสถานศึกษาสกุลหยวน ท่าทางก็เปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ผู้อาวุโสหยวนมู่เข้มงวดกับนักเรียนยิ่งนัก ยามอยู่จวนสกุลหยวนเขาตามใจเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอมากเพียงใดเมื่อมาถึงสถานศึกษาเขาก็กวดขันมากเพียงนั้น
ช่วงที่เยี่ยนเจาเจายังมาไม่ถึง ในมุมมองของนางรู้สึกเพียงว่าสถานศึกษาดูธรรมดาแต่พอมาถึงจริงๆ กลับตกตะลึงกับบรรยากาศโอ่อ่าและกลิ่นอายทรงภูมิที่พุ่งเข้ามากระทบใบหน้า
สถานศึกษาสกุลหยวนกินพื้นที่ยอดเขาสิบแห่งตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองซูโจว และยังค่อนข้างใกล้กับเมืองหางโจว [1] ด้วย
บนยอดเขาทั้งสิบนี้เป็นสถานที่ตั้งของสถานศึกษาสกุลหยวน สถานศึกษาและหอพักของลูกศิษย์ซ่อนตัวอยู่ระหว่างหุบเขาเชิงเขามีที่นาอุดมสมบูรณ์นับร้อยหมู่ล้วนเป็นอาณาเขตของสถานศึกษาสกุลหยวนทั้งสิ้น
ที่ดินอุดมสมบูรณ์ตรงเชิงเขาปล่อยให้ชาวนาเช่าด้วยราคาถูกกว่าตลาดห้าส่วน ชาวนาปลูกผักผลไม้ส่งเลี้ยงปากท้องนักเรียนบนเขา โดยใช้เส้นทางตัดสลับในนาด้วยความบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เลยคล้ายเมืองเล็กๆ ที่แยกตัวจากเมืองซูโจวและหางโจว
มีลูกศิษย์และอาจารย์มากมายบนเขาหลักสูตรการสอนนอกจากเนื้อหาที่ต้องวัดตอนสอบเคอจวี่แล้วเด็กนักเรียนทุกคนยังต้องเรียนศิลปะทั้งหกของบุรุษที่ปัจจุบันสถานศึกษาหลายแห่งไม่สอนด้วย
การเล่าเรียนคือปณิธานเดียวของสถานศึกษาสกุลหยวน
จากจุดนี้เลยจะเห็นว่ากฎของสถานศึกษาสกุลหยวนเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง
เพราะอาหารและอาภรณ์สถานศึกษาล้วนมีให้พร้อมทั้งหมด ยกเว้นแต่วันพักผ่อนตามที่สถานศึกษากำหนดไว้นักเรียนไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากเขาโดยพลการ หากโดนจับได้เกรงว่าจะถูกไล่ออก
นักเรียนในสถานศึกษาแห่งนี้มาจากทั่วทุกสารทิศบ้างมาจากตระกูลคหบดีร่ำรวย บ้างมาจากครอบครัวเล็กๆ ในตัวเมืองทั้งยังมีทายาทคนใหญ่คนโตชาติกำเนิดสูงศักดิ์มากมาย
แต่ไม่ว่าพื้นฐานครอบครัวจะเป็นเช่นไรอยู่ที่สถานศึกษาสกุลหยวน ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
อาหารและเสื้อผ้าเป็นแบบเดียวกัน เครื่องแบบเหมือนกันหอพักเหมือนกัน ของกินก็เป็นข้าวหม้อใหญ่ในสถานศึกษาสกุลหยวนหากถูกจับได้ว่าแอบใช้อภิสิทธิ์ จะถูกไล่ออกจากสถานศึกษาทันที
และมีข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้พาองครักษ์หรือผู้ติดตามมาด้วยเด็กรับใช้หรือสาวใช้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกเหนือจากโรงครัวที่คอยเตรียมอาหารงานอย่างการซักผ้า ทำความสะอาด พวกเขาล้วนต้องทำด้วยตัวเองนั่นลบล้างภาพฝันของเยี่ยนเจาเจาโดยสิ้นเชิง
เพิ่งมาถึงเสาทางเข้าสถานศึกษาสกุลหยวน ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็กล่าวว่าบนภูเขาแห่งนี้เขาคือเจ้าสำนักลูกศิษย์ทุกคนต้องเชื่อฟังเขา นี่แตกต่างจากผู้อาวุโสหยวนมู่ที่จวนสกุลหยวนอย่างกับคนละคน
อาจเพราะเขากลับคืนถิ่นเดิม สถานศึกษาที่เขาบากบั่นเลือดตาแทบกระเด็นหลายปีกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ผู้อาวุโสหยวนมู่เลยมีความมั่นใจมาก
อยู่เรือนใหญ่สกุลหยวน มองไม่เห็นความทระนงที่มีเพียงบัณฑิตจากตัวเขาแต่เมื่อมาถึงสถานที่แห่งนี้ ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็กลับมาองอาจที่สุด เขานั่งเป็นเจ้าสำนักหยวนมู่มีลูกศิษย์มากมาย ทั้งยังเป็นอาจารย์ตัวอย่างของทางใต้
เมื่อเข้าไปในสถานศึกษาเยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าความสง่าผ่าเผยของผู้อาวุโสหยวนมู่นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
นางเคยเล่าเรียนกับราชครูในวังแต่นางกลับไม่เคยรู้สึกเคารพอ่อนน้อมต่อราชครูโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก
กฎของสถานศึกษาสกุลหยวนคือนักเรียนใหม่จะต้องสอบก่อนเข้าเรียนจากนั้นค่อยถูกแยกไปชั้นเรียนต่างๆ ตามช่วงอายุ ระดับการเรียนรู้และผลการสอบซึ่งชั้นเรียนต่างๆ จะมีอาจารย์ผู้สอนต่างกัน
และหลังจบภาคการศึกษาจะมีการสอบทุกปี ทั้งยังมีการสอบใหญ่ทุกๆสามปี คนที่สอบผ่านเท่านั้นจึงจะศึกษาต่อได้ ใครสอบตกจะไม่ได้เรียนต่อ
เยี่ยนเจาเจาตกตะลึง
นางในชีวิตก่อนก็เคยเข้าเรียนในสถานศึกษาชั้นสูงของเมืองเซียงเฉิงเช่นกันแต่แทนที่จะบอกว่าเป็นสถานที่เรียนหนังสือใฝ่หาความรู้สู้บอกว่าเป็นสมาคมให้ลูกหลานขุนนางมาฆ่าเวลา และหาพรรคหาพวกจะดีกว่า
ผลการสอบไม่เกี่ยวอะไรกับคุณหนูชนชั้นสูงหรือคุณชายจากตระกูลใหญ่โตอย่างพวกเขาพวกนั้นเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานคนจากครอบครัวยากจนที่อิงผลการสอบสำหรับทำงานแต่กลับไม่ใช่ตัววัดผลของพวกนาง
พวกเขาคาบช้อนทองมาเกิด ทั้งยังอยู่บนเส้นชัยของผู้อื่นฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องผลการสอบของตนเองตราบใดที่สามารถเล่าเรียนจนจบการศึกษา ได้ทำความรู้จักผูกมิตรกับสหายดีมีหน้ามีตาก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
เยี่ยนเจาเจาอยู่ในสถานศึกษาชั้นสูงเหมือนปลาได้น้ำแต่นางกลับไม่ค่อยชอบมันสักเท่าไรกล่าวได้ว่าสิ่งที่นางเรียนรู้จากที่นั่นมีเพียงการดูทิศทางลมและใช้อำนาจรังแกผู้อื่นไร้ซึ่งความรู้ ไม่สามารถเล่าเรียนอะไรจากที่แห่งนั้นได้เลย
แต่ตอนนี้ตนเองมาถึงสถานศึกษาสกุลหยวนซึ่งเป็นสถานศึกษาของสกุลกลับไม่จำกัดแค่เฉพาะคนสกุลหยวน กระทั่งเรียกได้ว่าเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่จัดการเป็นระเบียบเรียบร้อย เทียบกับสถานศึกษาในเมืองเซียงเฉิงแล้วสถานศึกษาสกุลหยวนนั้นแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ผู้อาวุโสหยวนมู่ถึงขั้นเตือนเยี่ยนเจาเจาว่า เข้าไปเรียนหนังสือในสถานศึกษาสกุลหยวนแล้วอย่าได้คิดขี้เกียจสันหลังยาวเด็ดขาดมิเช่นนั้นคนต่อไปที่ถูกเตะออกจะเป็นนาง
ขณะที่กล่าว ก็มีคนผู้หนึ่งที่ลือกันว่าเป็นบุตรชายคนโตของฮูหยินเอกสกุลจ่งตู[2] หูกว่าง [3]เดินแบกสัมภาระลงจากเขาด้วยความสิ้นหวัง ข้างกายไม่มีผู้ปรนนิบัติสักคน
ใช่แล้ว แม้จะพาข้ารับใช้มาด้วยข้ารับใช้ก็ต้องเล่าเรียนอยู่ที่สำนักอวี้เต๋อตรงเชิงเขาด้านล่างมิอาจติดตามขึ้นเขาไปด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่นหงซิ่วของเยี่ยนเจาเจาและหลานเล่อของหนานหมิงเหอที่ถูกขวางไว้ที่หน้าเสาประตู ก่อนจะโดนส่งไปเรียนที่สำนักอวี้เต๋อตรงเชิงเขาแทน
โครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาก็เป็นดังที่หยวนมู่บอกเยี่ยนเจาเจาก่อนหน้านี้ลูกศิษย์ส่วนมากเป็นบุรุษ นักเรียนชายจะต้องศึกษาที่อาคารใต้ขณะที่นักเรียนหญิงมีเพียงชั้นเรียนเดียว สอนโดยอาจารย์สตรีผู้เข้มงวดทั้งสามเล่าเรียนที่อาคารเหนือ
เยี่ยนเจาเจาทราบดีว่าตนเองเจินเจินและอ้ายอ้ายต้องไปที่อาคารเหนือ จึงเอ่ยถามผู้อาวุโสหยวนมู่ด้วยความใคร่รู้ว่าเขาสอนวิชาอะไรแล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่ตนจะได้เล่าเรียนกับผู้อาวุโสหยวนมู่?
ผู้อาวุโสหยวนมู่กลับกล่าวว่าตามทฤษฎีแล้วนางมิอาจทำได้ เพราะผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นเจ้าสำนักขอบเขตการสอนของเขาจึงแตกต่างจากคนอื่น
ผู้อาวุโสหยวนมู่จะชี้แนะด้วยตนเองเฉพาะกลุ่มชั้นเรียนอายุมากที่สุดและวิชาความรู้ลึกซึ้งที่สุด หลังจบการศึกษาจากเขา ก็สามารถเริ่มสอบเคอจวี่เข้าสู่เส้นทางการเป็นขุนนางได้
นอกเหนือจากนี้ สิทธิพิเศษของผู้อาวุโสหยวนมู่ในสถานศึกษาก็คือเขาสามารถมีชั้นเรียนเล็กๆ เป็นของตัวเองได้
ลูกศิษย์ในชั้นเรียนอายุไม่เท่ากันแต่ทั้งหมดล้วนเป็นนักเรียนที่เข้าตาเขาวันธรรมดานอกจากเข้าชั้นเรียนเดิมของตนเองแล้วยังต้องเรียนแยกกับผู้อาวุโสหยวนมู่ด้วย
ก่อนที่เยี่ยนเจาเจาจะมามีนักเรียนหญิงจากอาคารเหนือเพียงคนเดียวที่ต้องตาผู้อาวุโสหยวนมู่และนักเรียนหญิงผู้นี้ยังเก่งกาจมาก
เยี่ยนเจาเจาต้องการทำตามกฎเข้าห้องเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ว่านางจะเป็นเยี่ยนเจาเจาบุตรสาวขององค์หญิงฉงหยาง หลานของฮ่องเต้หญิงหรือเป็นหยวนชิงจ้าวหลานสาวสายตรงของผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ควรทำตามกระบวนการที่ยุติธรรมเหมือนนักเรียนหญิงทุกคน
แม้เยี่ยนเจาเจาจะมีเส้นสายที่ “ยิ่งใหญ่”เพราะฝ่าบาทแอบกำชับมาโดยเฉพาะลับหลัง ดังนั้นตามหลักนางจำเป็นต้องเรียนกับผู้อาวุโสหยวนมู่
ตอนแรกผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ค่อยพอใจนักแต่หลังจากพบเยี่ยนเจาเจาตัวเป็นๆ ใจเขายินดีไปแล้วครึ่งหนึ่งแต่ยังต้องให้เยี่ยนเจาเจาสอบเข้าสำหรับนักเรียนใหม่ตามกฎของสถานศึกษาเสียก่อน
มีเพียงติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของการสอบเข้าเท่านั้นจึงจะสามารถทดลองสอบส่วนตัวของผู้อาวุโสหยวนมู่ได้ หากผ่านการสอบครั้งนี้เยี่ยนเจาเจาถึงจะกลายเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหยวนมู่โดยสมบูรณ์ เล่นกลโกงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจามีความหยิ่งทะนงในตนเอง นางเป็นหลานเพียงหนึ่งเดียวขององค์ฮ่องเต้หญิงผู้ทรงเกียรติทั้งยังเป็นธิดาคนเล็กขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ จะธรรมดาได้อย่างไร?
หากทั้งชั้นเรียนนั้นไม่มีนักเรียนหญิงโดดเด่น เช่นนั้นนางก็จะเป็นคนแรก
ผู้อาวุโสหยวนมู่พึงพอใจกับคำพูดของนางจึงจัดแจงให้นางและหนานหมิงเหอพักผ่อนชั่วคราวแล้วปล่อยพวกเขาเตรียมการสอบเข้าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลังอยู่ที่ลานเรือน
คำพูดก็โอ้อวดออกไปแล้ว แต่ใจเยี่ยนเจาเจายังขลาดกลัวเล็กน้อย
กล่าวตามตรง ความจริงชาติก่อนเยี่ยนเจาเจาเรียนค่อนข้างดีมากนางและหนานหมิงเหอล้วนได้รับการสั่งสอนโดยตรงจากเยี่ยนเหิง ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งทุกระดับในการสอบเคอจวี่มันจะแย่ขนาดนั้นได้อย่างไร?
เพียงแต่นางไม่ได้เล่าเรียนจริงจังมาเนิ่นนานจนลืมไปพอสมควร จึงอดขาดความมั่นใจไม่ได้
หนานหมิงเหอมองออกว่านางไม่มั่นใจนักไตร่ตรองดูก็ตระหนักว่าเยี่ยนเจาเจาคงไม่ได้เรียนหนังสือดีๆ มาตลอดสองชีวิต จึงอาสาทบทวนบทเรียนให้เยี่ยนเจาเจาในสัปดาห์นี้นางจะได้คุ้นเคยกับความรู้ขึ้นบ้าง
เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอเรียนด้วยกันตอนนั้นเองที่เยี่ยนเจาเจาค้นพบว่าหนานหมิงเหอเรียนเก่งเข้าขั้นสุดยอดจนต้องรำพันว่าพี่ชายรองช่างไร้เทียมทาน พลางรีบเรียนไปด้วย
หลังท่องจำจนหน้ามืดตามัวมาตลอดทั้งสัปดาห์ในที่สุดการสอบก็มาถึง
ขณะนี้เป็นช่วงรับนักเรียนเข้าใหม่ของปีนี้พอดี มองลานจัตุรัสกว้างใหญ่จากไกลๆจะเห็นนักเรียนนับพันกำลังเข้าร่วมการสอบอยู่
แต่เยี่ยนเจาเจาทราบดี หลังจากเรียนหนักมาเข้าร่วมการสอบสุดท้ายจะรับเพียงร้อยคนต่อปีเท่านั้นส่วนคนที่เหลือจำต้องกล้ำกลืนความเจ็บแค้นจากไปและมาลองใหม่ปีหน้า
เพราะเยี่ยนเจาเจาทบทวนบทเรียนมาแล้ว นางจึงตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วด้วยชาติก่อนนางเคยอ่านฎีกามาไม่น้อย เลยตวัดมือเขียนตัวอักษรบรรจงขนาดเล็กอย่างชำนาญแม้จะฝีมือตกไปหน่อยแต่ก็ยอดเยี่ยมแล้ว
นางเขียนเสร็จ รู้สึกว่าแสงอาทิตย์ปลายเดือนสามช่างร้อนอบอ้าวในลานจัตุรัสกว้างไร้ซึ่งร่มเงา ตากแดดจนรู้สึกเหมือนจะละลายเลยเอ่ยถามผู้คุมสอบว่าสามารถส่งข้อสอบล่วงหน้าได้หรือไม่ เมื่อได้รับอนุญาตก็ส่งกระดาษคำตอบแล้วไปหลบร้อนใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างลาน
ทันทีที่นางส่งกระดาษผู้คนก็ส่งเสียงฮือฮาน่าจะตกตะลึงที่นางส่งข้อสอบเร็วเช่นนี้
เยี่ยนเจาเจายืนอยู่ตรงนั้น มิอาจลบเลือนความงดงามของนางได้เลยนางสวมชุดกระโปรงหรูฉวินสีเหลืองขนห่าน และเสื้อคลุมสีเดียวกันลำคอประดับสร้อยพลอยหยกแวววาว ทั้งที่เป็นการแต่งตัวธรรมดาไร้รสนิยม แต่นางใส่แล้วกลับขับผิวให้เปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลาเป็นที่ต้องตาของผู้คนเป็นพิเศษ
ยิ่งกว่านั้น นางยังส่งข้อสอบเป็นคนแรกท่ามกลางนักเรียนมากมายแล้วตรงไปยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบายๆ จึงได้ยิ่งดึงดูดสายตาคน
อีกทั้งสตรีเช่นเยี่ยนเจาเจาก็มีไม่มาก แม้ตอนนี้ฐานะของสตรีจะสูงขึ้นบ้างแล้วแต่การสอบขุนนางของสตรียังไม่เปิดจึงมีคุณหนูดั้นด้นมาเรียนหนังสือที่สถานศึกษาน้อยส่วนมากล้วนเชิญอาจารย์มาสอนในจวนตนเท่านั้น
ในบรรดานักเรียนนับพันที่มาสอบวันนี้มีสตรีสักสิบคนก็ไม่เลวแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหนึ่งในสิบคุณหนูนั้นมีนางเยี่ยนเจาเจาเจินเจินและอ้ายอ้ายสองคนอยู่ ค่อยรวมคนอื่นอีกสองสามคนใช้แค่สิบนิ้วนับยังเพียงพอ
ชั่วขณะนี้เองที่เยี่ยนเจาเจาทราบว่าเหตุใดจึงมีนักเรียนหญิงในสถานศึกษาสกุลหยวนน้อยนักท่ามกลางแสงอาทิตย์เจิดจ้าของวสันตฤดูมันช่างไม่สบายตัวเอาเสียเลยคุณหนูมากมายต่างถูกเลี้ยงดูอยู่ในห้องหอ จะมาทนรับสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร?
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เมืองหางโจว คือเมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียงเป็นหนึ่งในหกเมืองเก่าแก่ของจีน ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก บนที่ราบน้ำท่วมจนถึงริมฝั่งแม่น้ำแยงซีพื้นที่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา มีทะเลสาบซีหูตั้งอยู่ใจกลางเมือง
[2] จ่งตู หมายถึง ตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลผู้ว่าสองมณฑลและผู้สำเร็จราชการมณฑลในประเทศจีนช่วงราชวงศ์หมิงกับราชวงศ์ชิง
[3] หูกว่าง คือชื่อเรียกรวมมณฑลหูเป่ยและหูหนานในสมัยราชวงศ์หมิง