ในตอนนั้น...ฉันไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ ราวกับหัวใจถูกบีบจนเกือบแตกสลายแต่ฉันยังหวังให้นายน้อยยังปลอดภัย
ฉันจึงวิ่ง...วิ่งอย่างที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนในชีวิต ไปยังที่ที่จะมีคนช่วยเหลือนายน้อยกิ่งไม้เกี่ยวเสื้อผ้าจนขาดวิ่น รองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่งแต่ฉันไม่สนใจลมหายใจหอบถี่จนปอดแทบฉีก ะโก้องขอความช่วยเหลือแข่งกับเสียงลม
"ช่วยด้วย!!ใครก็ได้!! นายน้อยคีลตกหน้าผา!!"
โชคยังเข้าข้างที่ฉันไปเจอกลุ่มอัศวินลาดตระเวนที่ชายป่าพวกเขาจำฉันได้ว่าเป็คนของตระกูลเนมูเรียและบางคนเคยเป็ทหารเก่าที่เคารพท่านแม่ของนายน้อยพวกเขาจึงเชื่อคำพูดของเด็กสาวตัวมอมแมมอย่างฉันทันทีโดยไม่ซักไซ้
เราใช้เวลาค้นหากันเกือบชั่วโมง...ในที่สุดแสงไฟจากคบเพลิงก็สาดส่องไปพบร่างร่างหนึ่งที่นอนพาดอยู่บนโขดหินริมลำธารก้นหุบเหว
ภาพที่เห็นทำเอาเข่าฉันทรุดลงกับพื้นร่างของนายน้อยแน่นิ่ง... ผิวขาวซีดจนเขียวคล้ำ ตัวเย็นเฉียบราวกับศพลมหายใจรวยรินแ่เบาจนแทบััไม่ได้ และที่น่ากลัวที่สุด...อัศวินที่มีความสามารถในการตรวจสอบเวทมนตร์ได้ส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวัง
"แกนเวทมนตร์...หายไปหมดสิ้นแล้ว" สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงร่างเนื้อที่ว่างเปล่า เหมือนตะเกียงที่ไร้น้ำมัน
..................................................................................
ฉันถูกพาตัวกลับคฤหาสน์เพื่อสอบสวนต่อหน้าผู้ดูแลตระกูลและตัวแทนจากสภาขุนนาง ฉันเล่าทุกอย่างที่เห็นเล่าความจริงด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่น เล่าว่า 'อาเรน' ทำร้ายนายน้อยยังไงเล่าว่าเขาใช้ผลึกสีดำนั่นขโมยมานาของนายน้อยไป
ฉันคิดว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้น...ฉันคิดว่าคนผิดต้องถูกลงโทษ แต่โลกความจริงมันโหดร้ายกว่านั้น
อาเรนถูกเรียกตัวมาสอบสวน...เขามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่าทางสุภาพนอบน้อมเหมือนเดิม ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาด้วยน้ำเสียงที่น่าเชื่อถือ
"ข้าเปล่านะครับ...ข้าไม่ได้ไปที่หน้าผานั่นเลย"
"โกหก!!"ฉันะโทั้งน้ำตา "ฉันเห็นแกกับตา!"
"แล้วเ้ามีพยานหลักฐานอื่นไหมนอกจากคำพูดของสาวใช้คนนี้?"ผู้คุมกฎเอ่ยถามเสียงเย็น
และในตอนนั้นเอง...พยานปากเอกก็ปรากฏตัวขึ้น "ท่านหญิงเซเลน่า โวราลิส"เธอเดินเข้ามาในห้องสอบสวนด้วยท่วงท่าสง่างาม ยืนเคียงข้างอาเรนแล้วเอ่ยคำพูดที่กรีดแทงหัวใจฉันที่สุด
"อาเรนพูดความจริงค่ะ...เพราะใน่เวลาที่เกิดเหตุ เขากำลังช่วยฉันค้นคว้าวิจัยอยู่ที่ห้องสมุดส่วนตัวของตระกูลโวราลิส"
ฉันอ้าปากค้าง...มองหน้าผู้หญิงที่งดงามราวกับนางฟ้าคนนั้นด้วยความไม่อยากเชื่อ โกหก...เธอกำลังโกหกหน้าตาย! ทั้งที่เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำแต่เธอกล้าเอาเกียรติของตระกูล 'โวราลิส' (ตระกูลเหยี่ยวเ้าสมุทร)มาค้ำประกันให้ชู้รักสามัญชนคนนี้
คำให้การของสาวใช้ผู้ต่ำต้อย...จะไปสู้อะไรกับคำยืนยันของบุตรสาวตระกูลใหญ่ น้ำหนักของความจริงถูกถ่วงดุลด้วย"อำนาจ" ตระกูลเนมูเรียรู้ดีว่าการกล่าวหาอาเรนที่มีเซเลน่าหนุนหลังจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสองตระกูลใหญ่ (เนมูเรีย vs โวราลิส)ซึ่งอาจลุกลามเป็ความบาดหมางระยะยาวได้
เหล่าผู้ใหญ่กระซิบกระซาบกัน...ตกลงกันด้วยสายตาที่เ็า และสุดท้าย... คำตัดสินก็ถูกประกาศออกมา
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายน้อยคีล...ให้ถือว่าเป็ 'อุบัติเหตุ' จากการพลัดตกหน้าผาระหว่างฝึกซ้อม"
"ส่วนเื่แกนเวทที่หายไป...ให้สรุปว่าเป็ผลกระทบจากการาเ็สาหัส"
แค่นั้น ไม่มีคนผิดไม่มีคนรับโทษ มีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สูญเสียทุกอย่างและถูกตราหน้าว่าเป็คนโชคร้ายที่ประมาทจนทำตัวเองพิการ
..................................................................................
"...หลังจากนายน้อยฟื้นขึ้นมาในสภาพที่แกนเวทหายไปโลกทั้งใบก็หันหลังให้ท่านทันทีเ้าค่ะ"
เบลเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเ็ป
"ทางวิทยาลัยส่งจดหมายไล่ออกมาแทบจะทันที...ชื่อของ 'คีล เนมูเรีย' ถูกขีดฆ่าออกจากทำเนียบผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลกลายเป็เพียงเด็กชายที่มีนามสกุลเนมูเรียแปะท้ายไว้เท่านั้น... ไร้ยศ ไร้ศักดิ์ไร้อนาคต"
ชีวิตในคฤหาสน์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังเท้าข้ารับใช้บางคนที่เคยประจบสอพลอ เริ่มมองท่านด้วยสายตาเหยียดหยามบางคนถึงขั้นแกล้งทำอาหารหกใส่ หรือเดินชนแล้วหัวเราะเยาะลับหลัง
ส่วนท่านไคอัส...ผู้เป็พ่อ ท่านทำเพียงแค่เมินเฉย ราวกับนายน้อยเป็อากาศธาตุที่ไม่มีตัวตนในบ้าน
"สิ่งที่ทำให้นายน้อยมีชีวิตอยู่ต่อไปได้...คือ 'การกิน' เ้าค่ะ"เบลมองดูมือของคีล "ท่านกินเพื่อถมช่องว่างในใจกินเพื่อให้มีความสุขแม้เพียงชั่วครู่... จากเด็กหนุ่มรูปร่างสมส่วนก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามความเศร้าที่สะสม"
"แต่ที่แย่กว่านั้นคือโลกภายนอก...บางครั้งนายน้อยพยายามออกไปเดินเล่นในเมืองเพื่อคลายเครียดแต่กลับไปเจอพวกอดีตเพื่อนร่วมชั้น หรือพวกที่เคยอิจฉาในพร์ของท่านเข้า...แม้แต่ถูกลักพาตัวก็นับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งด้วยเหตุผลบางอย่าง ท่านไคอัสมักจะนำเงินประกันไปให้พวกมันด้วยความหัวเสีย"
ภาพจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในหัวเบลนายน้อยที่ตัวเปื้อนฝุ่นเดินกะเผลกกลับมาที่เรือนเล็กพร้อมรอยฟกช้ำดำเขียวและแผลแตกตามตัวพอเธอถามด้วยความใว่า "ท่านโดนพวกมันทำร้ายมาหรือคะ!?"นายน้อยก็จะยิ้มเศร้าๆแล้วตอบแค่ว่า "ฉันซุ่มซ่ามหกล้มเอง... ไม่มีอะไรหรอก"
ไม่มีใครปกป้อง...ไม่มีใครทวงความยุติธรรมให้ ความเ็ปทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความตายทางใจ
"และนั่นนำไปสู่...ความพยายามที่จะจบชีวิตตัวเองเ้าค่ะ" เบลเงยหน้าสบตาคีล น้ำตาไหลอาบแก้ม"นายน้อยพยายามจะจากโลกนี้ไปหลายครั้ง... ทั้งพยายามแขวนคอทั้งพยายามกรีดข้อมือ แต่ดิฉันก็ไปช่วยไว้ได้ทันทุกครั้ง... จนกระทั่งเมื่อ 5เดือนก่อน"
"ในวันที่ฝนตกหนักพายุโหมกระหน่ำ...นายน้อยหายตัวไปจากห้องนอน ดิฉันออกตามหาแทบพลิกแผ่นดินร้องเรียกชื่อท่านแข่งกับเสียงฟ้าผ่า... จนกระทั่งไปพบท่านยืนอยู่ที่ขอบระเบียงของ'หอนาฬิกา' เก่ากลางเมือง"
วินาทีนั้น...นายน้อยหันมามองดิฉันด้วยแววตาที่ว่างเปล่าที่สุดก่อนจะทิ้งตัวลงสู่ความเวิ้งว้างเบื้องล่าง...
"ดิฉันคว้าท่านไว้ไม่ทัน..."เบลสะอื้นฮัก
เธอปาดน้ำตาแล้วจ้องมองคีลด้วยสายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว"ในวันที่รู้ว่าท่านยังหายใจอยู่... ดิฉันสาบานกับตัวเองหน้าเตียงคนไข้ว่า 'ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตดิฉันจะไม่มีวันยอมให้เื่แบบนั้นเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด' ...ดิฉันจะปกป้องนายน้อยไม่ว่าจะจากศัตรู หรือจากตัวท่านเองก็ตาม"