บทที่ 6 กากเดนในหมู่ผู้เจริญ
ข่าวลือของหนิงเฟิ่งที่เปรียบเสมือนกากเดนในหมู่ผู้เจริญ ถูกแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเฉียงตูหญิงสาวได้แต่นั่งคอตกในเรือนไม่กล้าออกไปไหน ในใจก่นด่าโจรชั่วไม่มีชิ้นดี
ก่อนหน้าวันนี้ในยามเช้าตรู่ เถ้าแก่ที่หอตงฮวาได้ส่งคนมาบอกเลิกสัญญาจ้างการเป็นักเล่าเื่ประจำของนาง ทำให้หญิงสาวกลายเป็คนว่างงานเนื่องจากถูกกดดันจากเหล่าบัณฑิตที่นางใจกล้าไปขัดขาท่านโหวผู้มีบารมีเหลือล้นในเมืองเฉียงตู
นึกแล้วใจก็เริ่มหวาดหวั่นขึ้นมาไม่รู้ว่านี้เป็การกลั่นแกล้งหรือไม่ก็สุดรู้ แต่สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือก้มหน้ายอมรับผลของการกระทำโดยไม่ยั้งคิด
เมื่อเห็นบุตรสาวมีอาการซึม ซินยี่จึงเข้าไปนั่งข้างๆก่อนที่ลูบมือลงที่ไหล่เบาๆ ปัญหาเช่นนี้ใช่ว่านางจะไม่เคยประสบมาก่อนแม้จะเป็คนละเื่ก็ตาม
“ท่านแม่ ข้ากลายเป็คนว่างงานแล้วไม่รู้ว่านับจากนี้ข้าจะหางานได้อีกหรือไม่ ก่อนหน้าข้าคิดจะเลี้ยงท่านให้สุขสบายในยามชรา คิดว่าตอนนี้ท่านคงต้องเลี้ยงข้าไปชั่วชีวิตแล้วล่ะ”หญิงสาวซบใบหน้าลงที่ไหล่ของซินยี่สองมือโอบเอวนางเอาไว้หลวมๆ
“เฟิ่งเอ๋อร์ การที่เ้ามีชื่อเสียงชั่วข้ามคืนน้อยคนนักที่จะเป็อย่างเราสองแม่ลูก นั้นแสดงว่ามีผู้คนสนใจเ้ารู้หรือไม่”
“อย่างไรเ้าคะ?”
เสียงถอนหายใจของซินยี่ดังขึ้น ‘บุตรสาวของนางช่างไร้เดียงสานัก มีเพียงฝึกให้นางแข็งแกร่งจึงจะมีชีวิตรอด ในโลกแห่งนี้’ สองมือยกขึ้นโอบแก้มนุ่มของบุตรสาวไว้พร้อมกับบอกเล่าสิ่งที่นางเคยประสบมาให้บุตรสาวได้ฟัง
“ในอดีต ไม่ใช่ว่าแม่ไม่เคยเผชิญกับคำครหาเหมือนอย่างที่เ้าเผชิญในวันนี้ แต่แม่กลับคิดว่าพวกเขาช่างทุ่มเทอย่างเหลือล้นเพื่อที่จะรู้จักแม่ นี่คือบทพิสูจน์และบทเรียนน้อยคนนักยากที่จะเจอ”
เมื่อได้ฟังคำของมารดาทำให้หนิงเฟิ่งใจฟูขึ้นมาอย่างล้นเหลือแล้วตั้งใจฟังมารดา ก่อนที่จะสักถามด้วยความใคร่รู้
“ท่านแม่จะบอกข้าว่า ผู้คนในเมืองเฉียงตูสนใจข้าใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง ถ้าหากพวกเขาไม่ได้สนใจเ้าจะเสียพลังชีวิตมานินทาว่าร้ายเ้าได้อย่างไรจริงหรือไม่”
“ท่านแม่กล่าวเช่นนี้ ทำให้ข้าภูมิใจในตนเองขึ้นมาบ้างแล้วเช่นนั้น ข้ารออีกสักสอง-สามวันให้เื่เงียบลงกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยๆไปทักทายพวกเขาดีหรือไม่?”
ยังเป็บุตรสาวของนางที่ปราดเปรื่องซินยี่ยิ้มอย่างภูมิใจก่อนที่จะโอบกอดบุตรสาวเอาไว้ ภายหน้าจะเป็เช่นไรก็ช่างนางจะต้องฝึกฝนให้บุตรสาวรับมือกับทุกเหตุการณ์ให้ได้ ไม่ใช่ให้มองโลกในแง่ดีหรือร้าย แต่ให้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตตนเอง
เวลาสามวันเลยผ่าน
นับจากวันที่เกิดเื่ ตงตงเฉียนยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในจวนปล่อยให้ข่าวลือทำงานไปทั่วเมืองเฉียงตู ‘ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกจะหลบหน้าผู้คนได้นานเท่าใดหรือบางทีอาจจะหลบหนีออกจากเมืองเฉียงตูนี้แล้วก็ได้’
สีหน้าของตงตงเฉียนผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน ตงตงหลัวหลบอยู่หลังประตูโผล่ใบหน้าออกมาเฝ้าดูพี่ชายตนเองสักพัก จึงค่อยๆถอยห่างออกไป
“อาหลัว เ้าคัดตำราเสร็จแล้วหรือ”ฝีเท้าชะงักค้าง ก่อนที่จะหันหลังกลับไปตอบ
“เสร็จแล้วขอรับ ท่านพี่ตงเฉียนข้าอยากจะออกไปเที่ยวข้างนอก อยู่แต่ในจวนอุดอู้นักท่านพี่พาข้าออกไปเดินเที่ยวได้หรือไม่”
เด็กน้อยเปลี่ยนเื่ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าพี่ชายจะยินยอมไปด้วย เพราะทุกครั้งที่เขาขอร้องให้ตงเฉียนพาตนไปเดินเที่ยวมักจะได้รับคำปฏิเสธทุกครั้ง
เมื่อคิดแล้ว เด็กน้อยก็มีท่าทีห่อเหี่ยวใจไม่น้อย ที่ตนเองเกิดช้าไปหลายปีมิเช่นนั้นคงได้เกิดเป็พี่ชายของตงตงเฉียน และไม่ต้องถูกบังคับให้อ่านตำราคัดอักษร จนปวดหัวอย่างเช่นทุกวันนี้
ชายหนุ่มยืดตัวตรง เมื่อเห็นสีหน้าน้องก็นึกโทษตนเอง ที่ละเลยน้องชายไปมากเห็นทีเขาจะต้องรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเพื่อที่ตงตงหลัวจะได้ไม่ก่อเื่ขึ้นมา
“ย่อมได้ อีกครึ่งก้านธูปไปรอข้าที่หน้าประตู”
“ท่านจะพาข้าไปเที่ยวหรือ?”
“รึเ้าไม่อยากไป”
เด็กน้อยสิ่งยิ้มตาหยี ก่อนที่จะหันหลังให้กับพี่ชาย ที่หลบเข้าไปหลังฉากม่านการที่ตงตงเฉียนออกไปข้างนอกกับเขา จะต้องมีจุดประสงค์ร้ายแน่ หรือว่า้าไปถากถางพี่สาวนักเล่าเื่ผู้นั้นให้อับอาย
จะว่าไปก็เป็เพราะเขาที่ทำให้ท่านป้าและพี่สาวเดือดร้อนบางทีก็ควรจะไปขอโทษนางสักหน่อยแต่ทว่าหลายปีแล้วที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายตงตงเฉียน เห็นทีจะต้องหาโอกาสทำความรู้จักพี่สาวนักเล่าเื่อย่างเป็ทางการเสียแล้ว
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น. )
แม้ว่าจะถูกนินทากล่าวร้ายและเผชิญสายตาที่เหยียดหยามหนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจเท่าใดนักเพราะนั้นนางได้รับกำลังใจเต็มเปี่ยมจากมารดาหญิงสาวเดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนสายหลักของเมืองเฉียงตู
“เฟิ่งเอ๋อร์” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น
“เฉียนเฉียนเ้านั้นเอง”
เฉียนเฉียนเป็บุตรสาวอนุ แต่กลับไร้ตัวตนในจวน ด้วยฐานะมารดาต่ำต้อยนางจึงถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอและเื่ที่นางคบหาหนิงเฟิ่งเป็สหาย ถูกพี่สาวต่างมารดาร่วงรู้ จึงทำให้นางถูกกักขังอยู่ในเรือนอยู่หลายวัน
วันนี้มีโอกาส นางจึงรีบออกมาถามไถ่สหายเพียงคนเดียวเฉียนเฉียนลากจูงอีกฝ่ายมาที่ตรอกไร้ผู้คน
“อาเฟิ่ง หลายวันมานี่ข้าถูกท่านพ่อขังไว้ให้อยู่แต่ในเรือนนอน จึงไม่ได้ออกมาพบปะเ้า ว่าแต่เ้าเป็อย่างไรบ้างแล้วเื่ที่ข้าได้ยิน เื่จริงเป็เช่นไร”
“เ้าไม่ต้องกังวล คำพูดคนเชื่อได้ที่ไหนกันเื่ไร้สาระทั้งนั้น ทำสิ่งใดข้าไม่ได้หรอก ดีเสียอีกเป็ที่สนใจของผู้คน”
“ชื่อเสียงเ้าเสียหายเพียงนั้น ยังจะนิ่งนอนใจอยู่อีกหากเป็เช่นนี้จะส่งผลต่อการเลือกคู่ครองในอนาคตนะ”
เป็ธรรมดาของสตรีที่อยู่ในกรอบจารีตประเพณี และถูกเลี้ยงมาให้เชื่อฟังดังนั้นเื่ใหญ่ของเฉียนเฉียนคือการแต่งงานกับคนดีๆสักคนเพื่อที่จะได้นำพาชีวิตของนางให้หลุดพ้น
สำหรับอีกคนกลับคิดต่างออกไป คำว่าเลือกสามีผิดคิดจนตัวตายยังมีอยู่ในหัว
“เฉียนเฉียนข้าไม่อยากให้เ้าเอาแต่พึ่งพิงบุรุษอีกอย่างพวกเขาไม่ได้นำพาชีวิตเ้าของเ้าให้ดีขึ้นหรอกนะแต่เป็ตัวเ้าเองต่างหาก ที่นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่ตน ดูอย่างท่านแม่ข้าสิผลสุดท้ายก็ต้องพึ่งขาตนเอง”
“แต่การมีบุตรสักคนก็ยังต้องพึ่งบุรุษน่ะ”
คำกล่าวของสหายทำให้หนิงเฟิ่งอยากเอาหัวโขกกับกำแพงซักหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การเปลี่ยนความคิดของใครสักคนนับเป็เื่ที่ยากเกินกำลังจริงๆ
หนิงเฟิ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อก่อนที่จะนำยาแก้ฟกช้ำพร้อมกับผงชาดแดงแป้งผัดหน้าที่รวมกันอยู่ในถุงส่งให้สหาย อีกทั้งเงินจำนวนหนึ่ง
“ผงแป้งและยาแก้ฟกช้ำมอบให้เ้าและนี่เงินจากการขายผ้าเช็ดหน้า”
“หนิงเฟิ่ง ขอบใจเ้ามากที่รับซื้อผ้าเช็ดหน้าของข้า”
“ไม่เป็ไร กลับจวนได้แล้ว เดี๋ยวบิดาจอมตระหนี่มีคุณธรรมเหลือล้นจะรู้ว่าเ้าแอบออกมาพบข้า”
เฉียนเฉียนขอบคุณสหายด้วยความทราบซึ้งใจก่อนที่จะมอบห่อผ้าเช็ดหน้าที่ปักด้วยมือส่งให้หนิงเฟิ่ง เพื่อนำไปขายหลังจากแยกย้ายไป หนิงเฟิ่งจึงตรงไปที่ร้านขายผ้าเช็ดหน้า ที่นางส่งขายเป็ประจำขณะที่เถ้าแก่รีบออกมารับด้วยตนเอง เพื่อที่จะขอดูลายปักใหม่ๆ
“ข้านึกว่าเ้าจะไม่กล้ามาขายผ้าเช็ดหน้าเสียแล้ว”เถ้าแก่กล่าวขึ้น
“เหตุใดจะไม่มาเล่า? เื่เงินทอง ของจำเป็ต้องใช้”
เถ้าแก่ได้ยิ้ม สตรีที่คิดได้เช่นนี้มีไม่มากคิดว่าเมืองเฉียงตูนี้คงมีแต่หนิงเฟิ่งเท่านั้น ที่หน้าหนากว่าบุรุษ
ห่อผ้าถูกส่งให้ก่อนที่เถ้าแก่จะสั่งเพิ่มไปอีกหลายผืนแม้ว่าผ้าเช็ดหน้าของหนิงเฟิ่งจะขายไม่ได้ที่เมืองเฉียงตู แต่ทว่าที่เมืองอื่นๆกลับขายได้ดีกว่าที่นี่หลายเท่า
หลังจากขายผ้าเช็ดหน้า นางจึงเดินเตร็ดเตร่ ดูสิ่งของที่นำมาวางขายแต่สายตาเ้ากรรมกลับสะดุดเข้ากับตัวปัญหาเข้าจนได้
หญิงสาวเบะปากนึกก่นด่าในใจ ‘โจรชั่วในคราบคนดี สักวันเถิดผลกรรมจะต้องตามสนองเ้า’
“ไม่นึกว่าจะได้เจอเ้าอีก แม่นางหนิงเฟิ่ง”
ไม่ทันที่นางจะหลบเลี่ยง ชายหนุ่มเริ่มทักทายก่อนสีหน้าของเขายังคงยิ้มแย้มเช่นเคย สำหรับนางแล้ว คนผู้นี้จงใจหาเื่..
“นับว่าเป็การเจอโจรชั่วในทางแคบโดยแท้”
นางพึมพำเบาๆ ในใจคอยย้ำเตือนไม่ให้เข้าใกล้เมื่อเห็นใบหน้าเ็ายกยิ้มเหี้ยมเป็การข่มขู่ ทำให้นางนึกถึงเื่บนเขาขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งใจ
จากที่กินดีหมีหัวใจเสืออยู่เป็นาน เริ่มคิดได้ จินตนาการอันกว้างไกลไม่มีที่สุดได้เริ่มคิดขึ้น ‘มองหน้าข้า เหมือนกับ้าฆ่าข้าเสียอย่างนั้นหรือว่าเขาคิดจะฆ่าข้ากับท่านแม่’
หญิงสาวก้าวถอยหลังทีละก้าว เตรียมตัวจะวิ่งหนีไปให้ไกลหรือบางทีการย้ายถิ่นฐานอาจจะเป็หนทางสุดท้ายที่จะต้องเลือกทำเพื่อมีชีวิตรอด