วันรุ่งขึ้น ภายในวังหลวง เมืองโคกูรยอ
เรือนร่างโปร่งระหงในชุดกระโปรงสีหวาน เดินเยื้องย่างเข้าเขตพระราชฐานด้วยท่วงท่าสง่างาม ผู้ที่เดินอยู่เบื้องหน้าคือ ท่านพ่อและบรรดาภรรยาในชุดออกงานหรูหรา ด้านข้างของนางคือพี่ชาย และบรรดาพี่สาวกับสามีของพวกนาง
วังหลวงวันนี้ถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม ต่างจากสี่วันที่ผ่านมา และยังคึกคักเต็มไปด้วยบรรดาขุนนางมากมายที่พากันมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง ตำแหน่งหญิงงามยอดบุปผา ในปีนี้
ดวงตากลมโตกะพริบมองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งกิริยาสุขุม ทางเดินยาวปูด้วยแผ่นหิน เส้นทางคดเคี้ยววกวน สองข้างทางเต็มไปด้วยการประดับประดาละลานตา ไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็ล้วนแต่งดงาม สมกับเป็งานเลี้ยงของวังหลวงโดยแท้
ในที่สุดทุกคนก็เดินไปถึงสถานที่จัดงาน บริเวณลานกว้างหน้าอุทยานหลวง ที่ๆเคยใช้จัดการแข่งขันนั้นเอง ซึ่งในวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานเป็อย่างมาก จนแทบไม่รู้ว่าเป็ที่เดียวกัน
แน่นอนว่า นางและครอบครัว ซึ่งได้ตำแหน่งยอดบุปผางามและยังเป็ตระกูลแม่ทัพใหญ่ ย่อมต้องได้นั่งโต๊ะแถวหน้าร่วมกับครอบครัวขุนนางชั้นสูง
หญิงสาวย่อกายคารวะขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายด้วยกิริยาชดช้อยไร้ที่ติ บริเวณที่นางเข้าไปร่วมนั่งด้วยนั้น นอกจากคนในครอบครัวของนางก็คือ ครอบครัวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวา ท่านเสนาบดีมีรูปร่างท้วมนิด ๆ ด้วยมีอายุมากกว่าท่านพ่อของนางหลายปี เส้นผมจึงเริ่มมีสีดอกเลาแซม แลดูทรงภูมิน่าเลื่อมใส รอยยิ้มของท่านดูอบอุ่นเหมือนคุณตาใจดี ทว่านางรู้ดีเกินกว่าที่จะหลงไปกับภาพลักษณ์หลอกตานี้ จากคำบอกเล่าของท่านพ่อทำให้นางรู้ว่าภายใต้หน้ากากอันอ่อนโยนของเขานั้นซ่อนไว้ซึ่งความเฉียบขาดและเืเย็น ยามที่ต้องโหด ต้องเด็ดขาด เสนาบดีฝ่ายขวาผู้นี้ไม่เคยมีคำว่าปราณี
เสนาบดีฝ่ายขวาผู้นี้ต่างจากท่านพ่อก็ตรงที่ท่านเป็เสนาฝ่ายบุ๋นโดยแท้ ซึ่งนั้นอาจจะเป็เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่านดูแก่กว่าท่านพ่อของนางมาก คนที่วัน ๆ เอาแต่นั่งอุดอู้อยู่กับงานเอกสาร ที่เน้นสติปัญญามากกว่าพละกำลัง ร่างกายที่ขาดการออกกำลังกายจึงดูไม่แข็งแรงเท่าคนที่ฝึกวิทยายุทธอยู่เสมอ
ส่วนหนุ่มน้อยที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของท่านเสนาบดีฝ่ายขวาก็คือ บุตรชายเพียงคนเดียวของท่าน ชายหนุ่มผู้นี้มีบุคลิกสุขุม สง่างาม สมแล้วกับตำแหน่งจองหงวนซึ่งอายุน้อยที่สุดโดยแท้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกหงุดหงิดก็คือ แววตากรุ้มกริ่มที่มองนาง
ลึก ๆ แล้วนางอยากจะเล่นงานชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างมาก แต่ก็จำต้องอดทนสวมหน้ากากแย้มยิ้มอย่างรักษามารยาท เพื่อรักษาภาพลักษณ์
"ฝ่าาเสด็จ" ขันทีเฒ่าประกาศเสียงกังวาน ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบ เมื่อทุกคนต่างพร้อมใจกันหยุดพูดคุย
งานเลี้ยงดำเนินต่อ เมื่อผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนั่งประจำที่เรียบร้อย
เสียงเพลงบรรเลงขับขาน นางรำโฉมงามร่ายรำกรีดกราย แต่ละนางล้วนแต่งกายประณีตงดงาม ท่วงท่าอ่อนหวานชดช้อย เรือนร่างเย้ายวนบิดกายเต้นตามจังหวะดนตรี
นางกำนัลทยอยลำเลียงอาหารเลิศรสมากมายเข้ามาในงาน อาหารทุกจานล้วนแต่ดูน่าทาน ฮายอนได้ลองชิมก็รู้ว่าอาหารเหล่านี้รสชาติดีไม่แพ้หน้าตา สมแล้วที่เป็ถึงอาหารชาววัง ทั้งสีสันและรสชาติล้วนแต่ชั้นยอด
หญิงสาวค่อย ๆ ลิ้มชิมรสอาหารเบื้องหน้าอย่างช้าๆ ยามที่ออกงานเลี้ยงใหญ่โตในฐานะบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ นางสามารถวางตัวได้ดังนางหงส์ผู้สูงศักดิ์ก็ไม่ปาน รอยยิ้มบางถูกแต่งแต้มบนใบหน้างดงามอยู่เสมอ ทำให้ใบหน้าที่ในยามปกติก็ถือว่าสวยสะดุดตาอยู่แล้ว ยิ่งเปล่งประกายดึงดูดสายตายิ่งขึ้น
เมื่อหมดอาหารคาว ก็ต่อด้วยอาหารหวาน
การแสดงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง...การแสดงหลากหลายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเรื่อยไป แม้การแสดงแต่ละอย่างล้วนแต่ตระการตาน่าชม แต่เมื่อต้องนั่งชมนานเข้า ผู้ชมอย่างนางก็เริ่มเบื่อ หญิงสาวละสายตาจากการแสดง ก่อนจะหันมาคุยกับพี่ชายแก้เบื่อแทน
ทันใดนั้นเรียวคิ้วงามก็เลิกขึ้นอย่างแปลกใจ หลังจากที่ได้ยินขันทีประกาศเรียกชื่อนางดังขึ้น
ซอฮายอนสับสนมึนงง แต่ก็ทำได้เพียงลุกขึ้นยืน และก้าวเดินออกไปด้านหน้าโอรส์ จากนั้นก็คุกเข่าลงอย่างมีมารยาท ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
"ทำตัวตามสบายเถิด" โอรส์กล่าวด้วยน้ำเสียงอารี
"เพคะ" หญิงสาวตอบรับด้วยความสุภาพอย่างสงวนถ้อยคำ
“คุณหนูตระกูลซอ ผู้นี้มีความสามารถเก่งกาจนัก เราเห็นควรว่าจะต้องประทานรางวัลให้เสียหน่อยกระมัง” โอรส์เอ่ยวาจาประหนึ่งหยอกล้อไปให้กับพระมเหสีอินฮอน
“ควรจะประทานรางวัลให้จริง แท้เพค่ะฝ่าา สตรีผู้นี้มิเสียแรงที่เป็ถึงบุตรสาวของท่านแม่ทัพซอ” พระมเหสีอินฮอน พยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่แววตานั้นช่างขัดแย้งกับใบหน้าเสียจริง
“ดียิ่ง ขันทีหม่า นำของรางวัลมามอบให้นาง” ใบหน้าของโอรส์เองก็ประดับด้วยรอยยิ้ม
ซึ่งรางวัลที่นางได้รับก็คือปิ่นประดับหยกลวดลายดอกโบตั๋น เพียงมองแวบแรกนางก็รู้ว่าของชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาลเพียงไหน ไม่จำเป็ต้องเป็ผู้เชี่ยวชาญก็รู้ได้ หยกเนื้อละเอียดคุณภาพชั้นเลิศถึงเพียงนี้คนธรรมดาย่อมไม่มีวาสนาที่จะได้
"ขอบพระทัยเพคะ" เมื่อได้รับของพระราชทาน ฮายอนก็เอ่ยกับโอรส์ด้วยน้ำเสียงหวานใส
ชั่วขณะหนึ่งที่นางบังเอิญสบตากับพระมเหสีอินฮอน นางรู้สึกว่าสายตาของพระนางช่างไม่น่าไว้ใจนัก คล้ายกับว่านางกำลังคิดวางแผนอะไรอยู่ในใจ แม้จะไม่รู้ว่าพระนางมีแผนจริงหรือเปล่า แต่นางรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ภายใต้หน้ากากที่ฉาบด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน และทีท่าที่ดูอ่อนโยนใจดีของพระนาง ใครเล่าจะรู้ได้ว่าซ่อนอะไรไว้บ้าง
นางย่อกายคารวะทั้งสองพระองค์อีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับโต๊ะ ทว่าแม้ในขณะที่ก้าวออกห่าง นางก็ยังอดหวนคิดถึงแววตาที่พระนางใช้มองนางเมื่อครู่ไม่ได้
พระองค์กำลังวางแผนสิ่งใดกัน?
นางรู้ว่าเหล่าผู้สูงศักดิ์มักจะเห็นผู้คนที่ด้อยกว่าเป็ประหนึ่งตัวหมาก ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกระแวงเมื่อเห็นสายตาที่ยากจะอ่านออกของพระมเหสี เพราะตัวนางนั้นเป็เพียงหญิงสาวที่ไร้ซึ่งอำนาจ ถึงจะมีบิดาเป็แม่ทัพใหญ่ ทว่าจะใหญ่แค่ไหนก็เป็ได้เพียงข้ารองบาทของพระองค์อยู่ดี หากพระองค์คิดจะทำอะไรนางจริงๆ นางหรือจะเอาสิ่งใดไปสู้ได้เล่า
เมื่อกลับมาที่นั่ง นางก็สลัดความคิดนั้นทิ้งลง เพราะคิดไปก็มิมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเหตุการณ์ยังไม่เกิด นางจึงหันไปชวนพี่ชายคุยเื่นู้นเื่นี้แทนอย่างสนุก
หลังจากที่โอรส์และเชื้อพระวงศ์เสด็จออกจากงานเลี้ยงแล้ว เหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลายยังคงสนุกกับงานเลี้ยงต่อ พวกเขาค่อยๆทยอยลุกจากที่นั่งเพื่อจับกลุ่มดื่มสุราและสนทนากัน อย่างครื้นเครง
ดูเหมือนว่าการแข่งขันครั้งนี้นางจะได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด ทำให้ตอนนี้นางถูกรุมล้อมด้วยเหล่าบุรุษมากมาย ทว่านางกลับรู้สึกเบื่อหน่าย ดังนั้นหลังจากที่ทนฉีกยิ้มคุยกับพวกเขาได้สักระยะนางก็สะกิดให้พี่ชายช่วยดึงความสนใจจากบรรดาบุรุษเ่าั้ เพื่อที่นางจะได้รีบหลบออกมา!
นางเดินหลบเข้าไปในเขตอุทยานหลวง ซึ่งร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากชนิด ดอกไม้สีสวยพากันเบ่งบานประชันความงาม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้หอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ บริเวณนี้มีต้นไม้ดอกไม้ซึ่งช่วยบดบังสายตาของผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เป็อย่างดี นางจึงเลือกนั่งลงบนหินที่ถูกทำเป็ม้านั่งตัวยาวสำหรับนั่งพักผ่อน ในบริเวณนั้น
"เฮ้อออ...เมื่อไหร่ท่านพ่อและทุกคนจะกลับนะ" ฮายอนนั่งถอนหายใจ อย่างเบื่อหน่าย
"อากาศดีเหลือเกิน" ฮายอนปิดเปลือกตาลงเพื่อพักสายตา บรรยากาศช่างผ่อนคลาย มีลมเย็นพัดมาเป็ระยะ ปะทะใบหน้าและลำตัว
"ทำไมเ้าถึงหลบมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวเล่า?" ฮายอนพลันลืมตาขึ้น ด้วยความใ เมื่อได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษแปลกหน้า
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือบุรุษหนุ่มร่างสูง สวมชุดผ้าไหมสีเหลืองลออ ผิวกายขาวผ่อง แต่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง บุคลิกสุขุม ดูสง่างามและสูงส่ง ใบหน้าหล่อเหลา ั์ตาคมเข้ม แต่แฝงด้วยความเ้าเล่ห์และซุกซน ริมฝีปากบางๆ งดงามราวคันศร ท่าทางของเขาดึงดูดใจผู้พบเห็นยิ่งนัก
"ท่าน เป็ใครกัน..." คิ้วเรียวขมวดนิด ๆ ขณะที่พยายามนึกว่าผู้ชายคนนี้เป็ใคร
"ข้าหรือ ก็เป็แขกคนหนึ่งในงานนะสิ" บุรุษผู้นั้นกล่าว ด้วยความขบขันเล็กน้อย
"ฮายอน อยู่ที่นี้เอง พี่ตามหาเ้าซะทั่ว ถึงเวลากลับจวนแล้ว ไปกันเถอะ" ซอชอลซูค่อยๆเดินเข้ามาหาน้องสาว
ฮายอนหันไปมองพี่ชายตนตามเสียงเรียก ก่อนจะหันกลับมาเพื่อเอาคำตอบจากบุรุษหนุ่มผู้นั้นต่อ แต่คนผู้นั้นกลับหายตัวไปเสียแล้ว นางจึงต้องตัดใจและเดินตามพี่ชายกลับจวนไป พร้อมความสงสัยในตัวบุรุษผู้นั้น
ลับหลังเมื่อซอฮายอนเดินออกไป บุรุษหนุ่มผู้นั้นจึงปรากฎตัวออกมาจากมุมมืดที่ซ่อนตัวอยู่
"องค์ชายรอง พะยะค่ะ องค์ชายวังวอนรออยู่ที่ตำหนักพะยะค่ะ" องครักษ์ประจำตัวองค์ชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
แท้จริงแล้ว บุรุษผู้นั้น หาได้เป็แขกธรรมดาในงานไม่ แต่พระองค์คือ องค์ชายวังจินซอง ซึ่งเป็โอรสองค์ที่สอง ในพระเ้าวังซุกจง นั่นเอง