เวลา 01:47 น.
ณ ลานจอดรถเก็บของกลาง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบมีเพียงสายลมเย็น ๆ พัดเข้ามากระทบที่ิั แต่ก็ชวนให้ขนลุกไม่น้อยเพราะที่นี่ส่วนใหญ่เป็รถที่เกิดจากอุบัติเหตุและแน่นอนว่าต้องมีบางส่วนที่เสียชีวิต เช่นเดียวกับรถสองคันข้างหน้าของผมตอนนี้ คือรถของภัทราวดี และรถที่พบศพของภัทราวดี
ยิ่งอยู่ใกล้หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น ผมหยิบถุงมือยางออกมาสวม สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ ผมค่อย ๆ ยื่นมือไปััหลังคารถที่พบศพของภัทราวดี
โลหะที่เย็นะเืในตอนนี้ ทำเอาขนตามร่างกายของผมลุกไปด้วย
ว่างเปล่า
ไม่มีภาพอะไรเกิดขึ้น
เดี๋ยวดูด้านในรถแล้วกัน ผมเปิดประตูรถฝั่งคนขับ ฉายไฟฉายเข้าไปในรถ ทุกอย่างภายในยังคงสภาพเดิม ข้างในคอนโซลก็ไม่มีอะไร สุดท้ายก็ปิดประตูกลับลงเหมือนเดิม
คันนี้ไม่มีอะไร งั้นก็เหลือรถของภัทราวดี ผมยื่นมือไปจับที่ตัวรถ
ว่างเปล่า
ไม่มีภาพสะท้อนเหมือนตอนนั้นแหะ ไหนลองดูในตัวรถสิ ผมฉายไฟฉายไปรอบในตัวรถ ตรงนั้นไม่มี แล้วตรงที่เหยียบเบรกล่ะ
ผึ่บ!!!
เสียงในหัวดังขึ้น เป็เสียงของผู้ชาย
‘เสียดายที่ชะตาชีวิตของเธอมันสั้น!!!’
มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ‘ไอ้…!?’ เสียงของเธอดูกใอย่างมาก เหมือนกำลังพยายามพูดชื่อของใครสักคน แต่เสียงถูกกลืนหายไป นั่นคือเสียงของภัทราวดี
ผึ่บ!
ทุกอย่างดับวูบไป ผมผละมือออกจากพนักพิงคอโดยอัตโนมัติ หัวใจเต้นแรงเหมือนกำลังจะะเิออกมา
ผมมองไปที่พนักพิงคอของคนขับที่ผมเผลอไปจับยึดกันไว้ไม่ให้ตัวเองล้มขณะก้มไปส่องที่เหยียบเบรก ไม่คาดคิดว่ามันจะทำให้ผมได้ยินเสียงเ่าั้ แต่รอบนี้ไม่มีภาพ
“เสียงนั้นคือใคร” ผมกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เมื่อนึกถึงเสียงของผู้ชายที่น่าจะเป็ฆาตกร
ผมลองแตะไปที่พนักพิงคออีกครั้งด้วยมือที่กำลังสั่น
เงียบ
ไม่มีภาพหรือเสียงดังขึ้นมา งั้นแปลว่าผมสามารถรับรู้สิ่งพวกนี้ได้เพียงครั้งเดียวงั้นเหรอ?
ผมนิ่งคิดอยู่สักพัก ในเมื่อผมััแล้วเจอภาพ หรือเสียงเ่าั้เพียงครั้งเดียว งั้นผมก็มีโอกาสรับรู้สิ่งพวกนั้นได้กับเหยื่อรายอื่น ๆ เหมือนกันน่ะสิ
วันต่อมา เวลา 22:25 น.
สายลมเย็น ๆ พัดผ่าน หลังจากฝนหยุดตกไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ตอนนี้ผมยืนอยู่สถานที่ที่พบศพรายที่ 12 ในมือคือแฟ้มเอกสารและมีรูปถ่ายของศพ
แต่ศพที่ 1-11 ไม่มีพิกัดที่สามารถตามหาได้ เพราะผมเริ่มเขียนนิยายเื่นี้จากศพที่ 12 ดังนั้นศพก่อนหน้านั้น มันเป็เพียงไอเดียคร่าว ๆ เลยทำให้หาจุดพบศพไม่เจอ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยื่นมือแตะไปที่พุ่มหญ้าที่เคยมีศพวางอยู่
ผึ่บ!
ฉึก!
เสียงมีดจ้วงแทง 1 ครั้งอย่างแม่นยำ รุนแรงและรวดเร็ว เหมือนคนที่โกรธแค้นกันมานาน
เสียงผู้ชายดังขึ้น
‘สำส่อน!!!’
ผึ่บ!
ผมสะดุ้ง ลมหายใจขาดห้วง มือทั้งสองข้างยันพื้นเพื่อไม่ให้ล้ม
ศพที่ 13
ฉึก!
‘ไม่มีใครรักผู้หญิงสกปรกแบบแกหรอก!!!’
ผึ่บ!
เสียงนั้นมันเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ศพที่ 14
ฉึก!
‘ทำตัวต่ำ แล้วหวังรักแท้จากคนอื่น น่าสมเพช!!!’
ณ ห้องพักนที
ผมกลับถึงห้องตอนฟ้าเริ่มสาง แสงจากหน้าต่างส่องผ่านมายังพื้นปูนที่ยังหลงเหลือความเย็นอยู่ ผมถอดเสื้อคลุมออก ทิ้งตัวลงที่โซฟาด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและพลังที่ใช้ตอนััสิ่งพวกนั้น
‘สำส่อน!!!’
‘ไม่มีใครรักผู้หญิงสกปรกแบบแกหรอก!!!’
‘ทำตัวต่ำ แล้วหวังรักแท้จากคนอื่น น่าสมเพช!!!’
เสียงพวกนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวของผมไม่หยุด
โอ๊ย!!! ปวดหัวจัง!
ผึ่บ!!
‘ผมกำลังยืนกุมขมับของตัวเองด้วยอาการปวดอย่างรุนแรง เหมือนหัวกำลังจะะเิ ร่างกายทรุดลงกองกับพื้น ปฏิทินตั้งโต๊ะวงกลมเป็หมึกสีแดง 17 สิงหาคม 2568 พร้อมข้อความเด้งขึ้นกลางอากาศ
‘หมดหน้าที่ของนที’
แล้วหัวใจก็หยุดเต้นในวินาทีต่อมา
ผึ่บ!!
ผมสะดุ้ง เหงื่อท่วมไปทั้งตัว ผมรีบกุมมือไปที่อกด้านซ้าย
เฮ้อ...หัวใจยังเต้นอยู่
เมื่อกี้มันคืออะไร ผมฝันไปงั้นเหรอ ผมมองนาฬิกาที่ข้อมือ แต่เวลาเพิ่งผ่านไปแค่ 5 นาทีเองนะ ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูปฏิทิน
18 กรกฎาคม 2568
“...” หรือเมื่อกี้มันคือภาพอนาคตของผมเหรอ นั่นหมายความว่าอีก 1 เดือนผมจะตายใช่ไหม
2 วันต่อมา
เสียงฝนซัดกระจกเบา ๆ ดังเป็จังหวะซ้ำ ๆ ราวกับโลกข้างนอกกำลังปลอบประโลมความสูญเสียในครั้งนี้
อินทรกลับมาทำงานหลังจากเสร็จงานศพของพ่อ เขาวางแฟ้มคดีลงบนโต๊ะเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรกับใคร ร่างสูงของเขาดูเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ใต้แสงไฟสีขาวของห้อง
ผมเหลือบไปมองเขาจากโต๊ะที่อยู่ข้าง ๆ ได้เห็นสีหน้าอินทรที่เต็มไปด้วยความเศร้า ผมอยากเดินเข้าไปหา อยากปลอบ อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่เท้ากลับติดอยู่กับที่
อินทรก้มหน้าลงเล็กน้อย เอามือข้างหนึ่งกดที่หว่างคิ้ว ราวกับจะบรรเทาอะไรบางอย่าง
เราทั้งคู่ต่างทำงานกันอย่างเงียบ ๆ จนถึงเวลาเลิกงาน อินทรวางมือจากแฟ้มเอกสาร เขาเอนหลังไปกับพนักพิง หลับตาลงเงียบ ๆ
ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม ถึงแม้จะเลิกงานแล้วก็ตาม ผมเหลือบมองเขาเป็ระยะโดยไม่ได้พูออะไร ไม่อยากให้อินทรเศร้าแบบนี้เลย
“ขอบใจนะ ที่อยู่เป็เพื่อนฉัน” จู่ ๆ อินทรก็เอ่ยขึ้น ทั้งที่ยังหลับตาอยู่
“...” ผมนิ่งงัน ลมหายใจสะดุด
อินทรค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขาหันมามองผม“เลิกงานแล้ว กลับไปพักเถอะ”
อินทรลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินออกจากห้องไป
ตึก ตัก ตึก ตัก
ผมยกมือขึ้นทาบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองที่ตอนนี้กำลังเต้นแรง
2 วันต่อมา
อินทรยังจมอยู่กับความเศร้า จนผมอดไม่ได้ที่จะพูดออกไป
“ผู้หมวดครับ ผมมีเื่อยากบอก”
อินทรเงยหน้าขึ้นมา แล้วหันมามองผม
“ผมไปที่รถของภัทราวดีมาครับ”
“...” แววตาเขาเศร้าลง
“ผมได้ยินเสียงผู้ชายดังขึ้นมาในหัว”
“...” เขาเงียบ แล้วฟังต่อ
ผมก้มหน้าลง แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่น
“เสียงนั้นพูดว่าเสียดายที่ชะตาชีวิตของเธอมันสั้น!!!”
“...” อินทรนิ่ง
ผมกลืนน้ำลาย ไม่แน่ใจว่าอินทรยังจะเชื่ออยู่ไหม แต่ผมต้องพูดต่อให้จบ
“แล้วก็มีเสียงของภัทราวดีดังตามมาว่า ‘ไอ้…!?’ เป็น้ำเสียงใครับ”
มือของอินทรเริ่มกำแน่นขึ้น
“แล้วผมก็ไปจุดที่เจอศพรายที่ 12, 13, 14 ผมแตะมือไปที่พุ่มหญ้านั้น แล้วก็ได้ยินเสียงมีดแทง และมีเสียงผู้ชายพูดว่า
สำส่อน!!!
ไม่มีใครรักผู้หญิงสกปรกแบบแกหรอก!!!
ทำตัวต่ำ แล้วหวังรักแท้จากคนอื่น น่าสมเพช!!! ”
“เราต้องจับมันให้ได้ ก่อนที่มันจะฆ่าคนอื่นอีก!” อินทรกำมือแน่นจนเห็นเส้นเืที่แขน
“ครับ” ผมพยักหน้า
แต่มีเื่หนึ่งที่ผมยังไม่ได้บอกเขาคือภาพอนาคตที่ผมเห็น ผมจะตายในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ถ้าถึงตอนนั้นจริง ๆ ผมก็ควรจากไปแบบเงียบ ๆ แต่ก่อนไป ผมต้องหยุดยั้งการตายจากฆาตกรต่อเนื่องให้ได้เสียก่อน อย่างน้อยอินทรจะได้ไม่ต้องสูญเสียใครไปอีก
1 สัปดาห์ต่อมา
เราทั้งคู่แทบไม่ได้แยกจากกันเลย เพราะต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือจับตัวฆาตกรให้ได้
ครืด.....
เสียงโทรศัพท์ของอินทรดังขึ้นในความเงียบ เขากดรับสาย
“ครับ คุณเก่ง”
ผมนั่งฟังเงียบ ๆ
“ว่าไงนะ! ระบบโดนแฮกอีกแล้วเหรอ?”
อินทรกดวางสายแล้วหันไปหาก้องภพ “ตรวจสอบระบบฐานข้อมูล DNA ให้หน่อย”
ก้องภพนิ่งไปหนึ่งวินาที ก่อนจะขานรับสั้น ๆ “ครับ”
ผมมองแผ่นหลังของอินทรที่เต็มไปด้วยความกดดัน ก่อนจะหันไปมองก้องภพชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญระบบ นิ้วเขายังกดแป้นพิมพ์อย่างต่อเนื่อง
แววตาในการจ้องหน้าจอกำลังดูเคร่งเครียด แต่แววตานั้น! มันคล้ายกับแววตาของฆาตกรที่ผมเคยเห็นในภาพสะท้อนจริง ๆ นะ
แต่เสียงดันไม่ใช่เสียงเดียวกันแฮะ เพราะเสียงของฆาตกรที่อยู่ในหัวผมเป็เสียงทุ้มต่ำ และเ็า แต่ก้องภพเสียงจะแหลมกว่า
เวลา 19:25 น.
ไฟในห้องเก็บแฟ้มถูกเปิดไว้เพียงดวงเดียว อินทรยืนพิงชั้นเอกสาร และผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างกันไม่ถึงสองก้าว
“เราลองไปที่เกิดเหตุอีกครั้งดีไหม” เสียงเขาเต็มไปด้วยความลังเล
“...”
“เผื่อว่าถ้านายจะััอะไรได้อีก นายอาจจะเห็น หรือได้ยินอะไรที่ยังตกหล่นอยู่”
“...” ใจหนึ่งก็อยากตอบตกลง แต่อีกใจกลับเต้นแรง เพราะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“ผมเคยลองแล้วครับ แต่พอผมกลับไปแตะมันอีกครั้ง ก็กลายเป็ว่างเปล่า”
อินทรถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวัง “อื้ม ไม่เป็ไร” แล้วเดินออกไป
“...” ผมมองตามแผ่นหลังของเขาที่ไกลออกไปเรื่อย ๆ จนลับสายตา
ณ ห้องพักใหม่ของนที
ผมไขกุญแจห้องช้า ๆ บานประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นห้องพักเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมปิดประตู เดินตรงไปที่เตียง ทิ้งตัวลงนอนโดยไม่เปิดไฟ ต่อจากนี้ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่คืนนี้ผมขออยู่เงียบ ๆ ไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว
หลายวันต่อมา
ณ สถานีตรวจห้วยเส้นขนาน
แสงไฟสีขาวบนเพดานสว่างจ้า แต่กลับรู้สึกเหมือนโลกกำลังหม่นลงอินทรนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผม โต๊ะไม้ยาวคั่นกลางระหว่างเราสองคน กองแฟ้มคดีวางกางอยู่ระหว่างแขนทั้งสองข้าง นี่เป็คืนที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เราอยู่ด้วยกันจนดึกดื่น
“นที”
ผมเงยหน้าขึ้น “ครับ?”
เขาสบตาผมนิ่ง ๆ ก่อนจะหลบตา “…ไม่มีไร”
“...” และนั่นไม่ใช่ครั้งแรก แต่หลายวันที่ผ่านมา เขาก็ทำแบบนี้มาตลอด ผมไม่เข้าใจว่าอินทร้าอะไร แต่สังเกตว่าเขาเริ่มมองผมบ่อยขึ้น ผมไม่อยากคิดไปเองว่าเขากำลังมีใจให้ เพราะเขาไม่ได้ชอบผู้ชาย
เวลา 22:15 น.
หลายชั่วโมงแล้ว ที่อินทรยังไม่ได้ลุกไปไหน แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ เขาเอาแต่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสาวถึงฆาตกร
“ผู้หมวดครับ”
เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “หืม?”
“พักก่อนไหมครับ ผู้หมวดดูเพลียมากตอนนี้”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนลังเลอะไรบางอย่าง ก่อนจะตอบเสียงอ่อนกว่าปกติเล็กน้อย
“ไม่เป็ไรครับ”
“…” ครับเหรอ? เขาไม่เคยพูดเพราะกับผมแบบนี้มาก่อน
วันต่อมา เวลา 13:28 น.
ผมนั่งติดกับก้องภพที่โต๊ะมุมห้อง เรากำลังดูข้อมูลย้อนหลังในการเข้าระบบที่อาจเชื่อมโยงกับคดีของภัทราวดี
ผมแอบสังเกตแววตาของก้องภพอยู่บ่อย ๆ อยากให้แน่ใจอีกครั้ง เอาจริง ๆ ก็ไม่คล้ายฆาตกรขนาดนั้นนะ
“นที สรุปแฟ้มปี 67 ให้หน่อย” จู่ ๆ เสียงอินทรก็ดังขึ้น จนผมสะดุ้ง
“...” ผมเงยหน้าไปมองเขา ไม่รู่ว่าเขามายืนอยู่ด้านหน้าผมั้แ่ตอนไหน เขายื่นแฟ้มมาให้ เหมือน้าให้ผมลุกจากตรงนั้น ผมรับแฟ้มมา แล้วย้ายกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
อินทรยกเก้าอี้ของตัวเองมานั่งข้าง ๆ ผม พร้อมกับย้ายแฟ้มมาทำงานที่โต๊ะผมด้วย
2 สัปดาห์ต่อมา
(วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นทีเหลือเวลาอีกแค่ 4 วันบนโลกใบนี้)
ทุกครั้งที่ผมจะเดินไปนั่งใกล้ ๆ ก้องภพ ไม่รู้ทำไมอินทรมักจะหาอะไรมาดักผมไว้ก่อนเสมอ
“มาดูนี่หน่อย”
“ช่วยหาข้อมูลตรงนี้ให้หน่อย”
“แก้ตรงนี้ให้หน่อย”
“มาสรุปนี่ให้ฉันหน่อย”
มันเป็จังหวะพอดิบพอดีเกินไปทุกครั้ง เหมือนเขารู้ว่าผมจะไปหาใคร ผมรู้สึกว่าอินทรเริ่มชวนผมคุยบ่อยขึ้น หรือบางครั้งเขาจะเรียกชื่อ
“นที” แล้วหยุดแค่นั้น
พอผมหันไป เขาก็ไม่พูดอะไรต่อ แค่สบตานิ่ง ๆ แต่แววตานั้นอ่อนโยนกว่าเมื่อก่อน ผมไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ใจผมกลับเต้นแรงทุกครั้งที่เขาเรียกชื่อผมแบบไม่มีเหตุผล
หลังเลิกงาน พวกเราสองคนเดินไปที่โรงจอดรถเพื่อกลับที่พักของตนเอง
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมหันไปบอกอินทร
“อื้ม” เขาพยักหน้าให้ผม
ผมเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่ง เตรียมจะปิดประตู
ผึ่บ!
อินทรจับประตูรถผมไว้ “เดี๋ยวนที!”
“ครับ?” ผมเลิกคิ้ว
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น
“กลับไปอยู่บ้านฉันเหมือนเดิมได้ไหม” แววตาเขาไม่ได้แข็งกร้าว
“...” หัวใจผมกระตุกโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกตอนนี้มันทั้งแปลกใจ อบอุ่น และสับสน
“ได้ไหม..” เขาถามย้ำอีกรอบ
“ผู้หมวดไม่กลัวเหรอครับ ถ้าต้องอยู่ด้วยกันแบบสองต่อสองอีก”คำถามของผมลอยอยู่ในอากาศ
“...” อินทรเงียบ
ความเงียบที่ยาวนานนี้ มันแน่ชัดอยู่แล้วว่าเขายังรังเกียจผมอยู่
ผมออกแรงดึงประตูเพื่อจะปิด
ผึ่บ!
อินทรยังรั้งไว้ไม่ให้ปิด “ไม่กลัว!!
“...” ผมสบตากับเขาอีกครั้ง
เขาพูดต่อ ”แล้วถ้าเรามีอะไรกันอีกล่ะ นายโอเคหรือเปล่า?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“...”