บทที่ 29 ความจริง (รีไรต์)
“เป็ไปไม่ได้”
ฉินเฉิงอันลุกขึ้นมาร้องอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่รองจำผิดหรือไม่”
ฉินเหล่าเอ้อร์ส่ายหน้า “ข้าจำไม่ผิดแน่ ข้ายังจำได้อย่างชัดเจน ท่านน้าเขียนจดหมายมาบอกว่าเ้าป่วยเป็โรคร้าย เงินเก็บในบ้านใช้หมดแล้ว จึงไม่มีทางเลือกนอกจากมาขอยืมเงินพวกเราห้าสิบตำลึง เพื่อรักษาโรคให้เ้า”
“ตอนนั้นที่บ้านพวกข้าก็ไม่มีเงินห้าสิบตำลึง จึงต้องเอาสร้อยข้อมือของสะใภ้สี่ไปจำนำถึงได้รวบรวมเงินห้าสิบตำลึงได้”
ฉินเหล่าซื่อก็กล่าวเสริม “ใช่แล้ว เงินพวกนั้นข้าเป็คนนำไปส่งเอง”
“ระหว่างทางไปส่งเงิน ข้าก็ได้ช่วยชีวิตฮั่นหลินโดยบังเอิญ ตอนนั้นฮั่นหลินมอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงเป็ค่าตอบแทน ข้ากลัวว่าเงินห้าสิบตำลึงจะไม่พอรักษาโรคให้เ้า จึงเพิ่มเงินอีกยี่สิบตำลึงเข้าไปด้วย”
“ไม่ เป็ไปไม่ได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่”
บรรยากาศเงียบสงัดลง แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยานั่งขมวดคิ้วอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอันใดอยู่
“เหล่าซื่อ เ้าลองนึกทบทวนดูให้ดี ตอนนั้นเ้าได้เจอชุนอวิ๋นหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนั้นข้าอยากจะเข้าไปดูอาการของเฉิงอันสักหน่อย แต่ถูกหยางผิงขวางไว้ บอกว่าโรคของเฉิงอันติดต่อได้ มีเพียงท่านน้าเท่านั้นที่เฝ้าไข้ แม้แต่หยางผิงก็เข้าไปไม่ได้ ข้าจึงได้แต่ยืนมองจากหน้าต่างอยู่ไกล ๆ”
“ตอนนั้น ในห้องมีหญิงผู้หนึ่งกับเด็กหนุ่มนอนอยู่บนเตียงจริง ๆ แต่ว่าอยู่ไกลเกินไป มองไม่เห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้น”
“เพราะว่าต้องรีบเดินทาง ข้าจึงไม่ได้อยู่นานนัก หลังจากมอบเงินให้หยางผิงแล้วก็จากไป”
แม่เฒ่าฉินทำหน้าบึ้งตึง เอ่ยถามฉินเหล่าซื่อ “เช่นนั้นก็เท่ากับว่า เ้าไม่ได้เห็นชุนอวิ๋นและเฉิงอันเลยใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อส่ายหน้า สีหน้าบ่งบอกทุกอย่าง
สีหน้าของทุกคนต่างก็ดูไม่สู้ดีนัก
โดยเฉพาะสวี่ซิ่วอิง นางเดินเข้าไปหยิกฉินเหล่าซื่ออย่างแรง
สร้อยข้อมือเส้นนั้นเป็สิ่งของชิ้นเดียวที่มารดาของนางทิ้งไว้ให้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไถ่คืนมาไม่ได้
คนซื่อบื้ออย่างเขากลับไม่ดูให้ดีเสียก่อน เอาเงินไปให้คนอื่นแล้ว
ส่วนฉินเยาเยาก็ได้แต่พ่นฟองน้ำลายฟองใหญ่ บ่งบอกว่านางชินกับการกระทำของท่านพ่อแล้ว
นับั้แ่ลืมตาดูโลกมา ฉินเยาเยาก็ได้เรียนรู้นิสัยใจคอของคนในครอบครัวนี้เป็อย่างดี
ท่านย่าแม้จะเป็ผู้นำครอบครัวที่เด็ดขาด แต่ก็มีความยุติธรรม เป็เสาหลักของบ้าน
ลุงรองเป็บัณฑิตผู้มีมารยาท อ่อนโยนและละเอียดรอบคอบ
ลุงสามนั้นเฉลียวฉลาด มีไหวพริบเป็เลิศ
ส่วนท่านพ่อของนางนั้น เป็คนซื่อ ๆ ไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยม
สำหรับป้าสะใภ้รองนั้นเป็คนเห็นแก่ตัว ส่วนป้าสะใภ้สามนั้นเป็คนใจร้อน
ส่วนท่านแม่ของนางเป็หญิงที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ เข้ากับท่านพ่อได้ดี และนางมักจะรู้สึกว่าท่านแม่น่าจะมีเื่ราวบางอย่างปกปิดเอาไว้
“เป็เฉียนเหมย หญิงผู้นั้นที่ข้าเห็นต้องเป็นางแน่ ๆ” ฉินเหล่าซื่อกล่าวด้วยความเคียดแค้น แผลเป็บนใบหน้ายิ่งทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้น
“เมื่อห้าปีก่อน หยางเปียวป่วยหนักจริง ๆ ตอนนั้นชาวบ้านต่างก็คิดว่าเขาไม่รอดแล้ว”
ใบหน้าของแม่เฒ่าฉินดูน่ากลัว “เฉิงอัน ผู้าุโสามยังอยู่หรือไม่”
แม้ฉินเฉิงอันจะไม่ทราบว่าเหตุใดแม่เฒ่าฉินจึงไถ่ถามถึงผู้าุโสามขึ้นมา ถึงกระนั้นก็ตอบกลับไป
“ยังอยู่ขอรับ เพียงแต่มีอายุมากแล้วจึงไม่ค่อยออกจากบ้าน”
“เช่นนั้นหรือ ดี!”
บนใบหน้าของแม่เฒ่าฉินปรากฏรอยยิ้ม “เหล่าซาน เหล่าเอ้อร์ พวกเ้าจงนำสิ่งของไปที่อำเภอ ไปที่บ้านหลังสุดท้ายบนถนนตะวันตก หน้าบ้านมีสิงโตที่หูขาดข้างหนึ่ง ไปหาชายที่ชื่อว่า ‘หวังโซ่วเซิง’ บอกเขาว่าสหายเก่ามาเยือน และเชิญเขามาพบปะกัน”
“หากประตูเมืองปิดแล้วก็รออยู่หน้าประตู ประตูเมืองเปิดเมื่อใดก็ให้รีบเข้าไป และเชิญเขามาให้ได้”
“ส่วนคนอื่น ๆ หาที่ปูเสื่อนอน คืนนี้นอนพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้มีเื่ต้องจัดการ”
“ขอรับ”
“เ้าค่ะ”
ทุกคนในตระกูลฉินรับคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่
“ท่านป้า พี่สะใภ้ทั้งหลาย เชิญพวกท่านนั่งพักเถิด ให้ข้าจัดการเอง”
หลิวซิ่วเถาหน้าแดงก่ำรีบเข้ามาห้าม
พวกเขาลำบากเดินทางมาจากแดนไกล นำของมาให้มากมายขนาดนี้ หากยังจะให้พวกเขาลงมือจัดที่นอนเองอีก นางทำใจไม่ได้จริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อขึ้นรถม้าเตรียมตัวออกเดินทาง เฉินฮั่นหลินและหลี่อันก็ะโขึ้นมาบนรถม้าด้วย
“พี่สี่ฉิน ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”
“เื่สนุกเช่นนี้ จะขาดตาแก่เช่นข้าได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อมองหน้ากัน พวกเขารู้ดีว่าทั้งสองคน้าเลี่ยงความวุ่นวาย จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แล้วบังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็พาทุกคนในครอบครัวมุ่งหน้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน
“หยางผิง ท่านคิดว่าขอทานพวกนั้นจะกลับมาก่อเื่วุ่นวายอีกหรือไม่”
เฉียนเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็กังวล ขณะกำลังวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะ
“พวกนั้นดูท่าไม่น่าจะยุ่งด้วยได้ง่าย หากพวกนั้นล่วงรู้ขึ้นมาจะทำอย่างไร”
เมื่อวานนี้ หยางผิงออกไปดื่มสุราจนเกือบสว่าง เช้านี้หัวยังไม่ทันปลอดโปร่งก็ต้องมาฟังเฉียนเหมยกล่าวเพ้อเจ้ออีก ทำให้เขาโกรธจนเืขึ้นหน้า
ปึง!
เสียงตะเกียบกระทบโต๊ะดังลั่น
“บัดซบ! เ้าเอาแต่เอ่ยถึงเื่นี้อยู่ได้ พวกมันก็แค่ขอทานชั้นต่ำ จะไปน่ากลัวอันใด หากเ้ากลัวนักก็เก็บข้าวของกลับบ้านเ้าไป!”
เมื่อเห็นว่าหยางผิงโกรธ เฉียนเหมยจึงรีบพูดเสียงอ่อนลง
“หยางผิง ท่านอย่าโกรธไปเลย ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
หยางผิงด่าทออีกสองสามคำจึงยกชามข้าวขึ้น ทว่ายังไม่ทันได้ตักเข้าปากก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เฉียนเหมยจึงรีบไปเปิดประตู
“พวกเ้ามาอีกทำไม! สามีข้าบอกว่าตัดขาดจากครอบครัวนี้แล้ว!”
“พวกเ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสามีข้าทั้งนั้น รีบไสหัวไปให้พ้น มิเช่นนั้นข้าจะแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน”
“พวก...พวกเ้าจะทำอันใด! หยางผิง ท่านรีบมาเร็วเข้า!”
“ขอทานชั้นต่ำพวกนั้นมาอีกแล้ว!”
ผู้ที่อยู่นอกประตูคือคนในตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินกำลังจะเข้าประตูมา
เฉียนเหมยเพิ่งถูกหยางผิงด่าอย่างรุนแรง ตอนนี้เมื่อเห็นพวกเขา นางจึงระบายความโกรธทั้งหมดไปลงที่พวกเขา พยายามขัดขวางไม่ให้พวกเขาเข้ามาอย่างสุดกำลัง
แม่เฒ่าฉินไม่สนใจนาง ผลักนางออกไปแล้วก้าวเท้าเข้าประตูมา
“พวกเ้าจะทำอันใด ฉินชุนหลาน ข้าบอกเ้าแล้วว่า เราตัดขาดจากกันแล้ว”
“คนตายแล้วก็ตัดขาดกัน ฉินชุนอวิ๋นตายไปแล้ว เหตุใดเ้าจึงยังมาบ้านข้าอีก”
“รีบออกไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
หยางผิงได้ยินเสียงวุ่นวายจึงโยนชามตะเกียบลงบนโต๊ะแล้วเดินออกมาดู เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินเข้ามาในบ้านแล้ว เขาก็คว้ามีดฟันฟืนที่วางอยู่ข้าง ๆ ชี้ไปที่พวกเขาอย่างดุร้าย
แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงเ็า “ตัดขาดกันก็ดีแล้ว ข้ากลัวแต่ว่าพวกเ้าจะยังไม่ตัดขาด”
“นี่เป็บ้านของเ้าหรือ เ้าดื่มสุราจนเมายังไม่สร่างหรือว่าเป็ไข้จนสมองเท่าเม็ดงาของเ้าถูกเผาไปแล้ว”
“อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่นของที่นี่ล้วนเป็สิ่งที่ท่านพ่อของข้าจ้างคนมาสร้างด้วยเงินก้อนโต เขาดูแลบ้านหลังนี้ด้วยตนเองทุกอย่าง และที่นี่คือบ้านของข้า เ้ามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?!”
แม่เฒ่าฉินมองดูหยางผิงอย่างดูแคลนแวบหนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “วันนี้ข้าจะเอาบ้านคืนให้ได้ ถ้าพวกเ้ารู้ความก็จงย้ายออกไปเอง หากไม่รู้ความ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยพวกเ้าย้ายออกเอง!”