จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 62 อาจารย์จอมโหด

    หุ่นหมาป่าเทียร์สองขั้นต้นพุ่งออกจากตำแหน่ง กรงเล็บตะกุยพื้นจนเศษดินปลิวกระจายในจังหวะเดียวกัน นิโคลัสชูคทาเวทขึ้นแล้วร่ายเวททันที

    “ไกรธารา เดลฟ์”

    ไม้เท้าเวทส่งแสงเหลืองจาง ก่อนถูกปักลงพื้น แสงเวทพุ่งผ่านผิวดินตรงเข้าหาหุ่นหมาป่าที่กำลังเข้ามาในระยะยี่สิบเมตร

    จอมเวทรอยเห็นคาถานั้นถึงกับส่ายหน้าเบา ๆ

    ‘เจ้าหนูนี่ไม่ยอมเผยเขี้ยวเล็บง่าย ๆ เลย’

     

    “เปิด!”...“ดารัคซ์ ไกรอัน”

    นิโคลัสตวาดพร้อมกับทำให้พื้นดินยุบตัวลง หุ่นซ้อมตกลงสู่หลุมขนาด กว้างยาวด้านละสองเมตรและลึกกว่าสามเมตร

    เวทธาตุดินอีกบทถูกร่ายต่อเนื่อง หอกหินผุดจากทุกด้านแทงร่างหุ่นได้อย่างแม่นยำ

    เขาเก็บไม้เท้า เตรียมหันกลับไปแสดงความเคารพต่อจอมเวทรอย แต่เสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลุม

    “ลูกพี่ช่วยเอามันขึ้นมาให้ข้าด้วย มันหนักนะ ข้ายกไม่ไหว!”

     

    เสียงหัวเราะระเบิดขึ้นจากอัฒจันทร์

    นิโคลัสร่ายเวทดินอีกครั้ง ยกหุ่นขึ้นและกลบดินให้กลับเป็นปกติ แล้วจึงหันไปโค้งให้จอมเวทรอย

    ไม่มีคำชม มีเพียงการผงกศีรษะเล็กน้อยจากอีกฝ่าย

    “เจ้าไปได้แล้ว... คนต่อไป”

    นิโคลัสไม่ได้แปลกใจเลยที่ไม่ได้รับคำชมเช่นเดียวกับคนก่อนหน้า เขาเดินกลับที่นั่งอย่างสงบ

     

    “เจ้าขี้โกงกว่าข้าอีก ไม่ยอมใช้เวทที่ตัวเองถนัดด้วยซ้ำ”

    เสียงขุ่นของเจ้าชายน้ำแข็งดังขึ้นทันทีที่เขานั่งลง เรียกสายตาจากคนรอบข้าง

    “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ถนัดเวทดิน?”

    ชายหนุ่มถามกลับด้วยใบหน้าใสซื่อ

    “จากประวัติศาสตร์สถาบัน ไม่เคยมีนักศึกษาสิบคนแรกใช้เวทดินมาก่อน”

    เฟรเดอริกยังไม่ทันจะพูดจบดี เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งกำลังพุ่งเข้ามาจึงรีบหันไปมอง

    “โอ๊ย!”

    หินก้อนเล็กกระแทกหน้าผากจนเป็นรอยช้ำแต่ไม่มีเลือด แสดงถึงการควบคุมพลังอย่างแม่นยำ

    เมื่อหันไปดูต้นทางก็พบว่า... จอมเวทรอยเป็นคนร่ายเวทนั้น

    “เจ้าผิดแล้ว เขานั่นแหละ นักเวทธาตุดิน ผู้เคยเป็นอันดับหนึ่งของรุ่น”

    นิโคลัสกระซิบเสียงเบา

    “ถ้าอยากรู้อะไรมากกว่านี้ ไปถามพ่อแม่เจ้าจะดีกว่า อย่าถามจากข้า เพราะข้าไม่อยากเจ็บตัว”

    คำพูดนั้นทำเอาเฟรเดอริกเงียบไป ก่อนจะเหลือบมองอาจารย์ที่กำลังตรวจสอบนักศึกษาคนอื่นต่อ

     

    เขาพยายามดึงเรื่องกลับมาคำถามเดิม

    “เจ้าอย่านอกเรื่อง เวทที่เจ้าใช้ ไม่ใช่เวทที่เจ้าถนัดที่สุดใช่ไหม?”

    นิโคลัสยิ้มมุมปาก

    “แล้วข้าจะให้เจ้ารู้จุดแข็งของข้าทำไม ข้าเองก็ไม่อยากแพ้ แม้จะเป็นแค่การซ้อมมือ”

    เฟรเดอริกอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ

    “แล้วอาจารย์นั่น... ยังไม่ได้บอกชื่อเลยไม่ใช่หรือ?”

    “ท้ายคาบเจ้าก็ถามเอง เขาบอกแน่ ข้าคงไม่ยุ่งด้วย”

     

    การทดสอบยังดำเนินต่อ หุ่นเริ่มใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะลำดับเกินหกสิบไปแล้ว ระยะที่หุ่นซ้อมเข้ามาใกล้มากจนต่ำกว่าสิบเมตรและอันดับที่หนึ่งร้อยแทบจะเข้าถึงตัวนักเวทฝึกหัด จนกระทั่งห้าอันดับสุดท้าย ไม่มีใครหยุดหุ่นได้ ต้องวิ่งหนีแล้วยอมแพ้ไป

     

    การทดสอบรอบแรกสิ้นสุดหลังจากผ่านไปสองชั่วโมง

    อาจารย์เวทยืนขึ้น กวาดตามองนักศึกษาทั้งหมด ก่อนชูเอกสารที่ใช้จดบันทึกตลอดการทดสอบ แล้วกล่าวเสียงต่ำ

    “ข้าหายไปไม่กี่ปี เด็กใหม่ตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

    น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจและแรงกดดัน

    “นักเวทฝึกหัดไม่ควรหยุดพัฒนาตนเองแม้แต่วันเดียว การสร้างวงแหวนมานา คือหัวใจสำคัญของพวกเจ้า แต่ดูสิ มีเพียงกลุ่มผู้นำสิบกว่าคนที่ทำสำเร็จ”

    เสียงตวาดดังลั่น สนามเงียบสนิท แม้แต่นิโคลัสยังต้องตั้งใจฟัง

    “กลุ่มระดับกลางสูง เกือบสร้างวงแหวนได้ในช่วงสอบ แต่ครึ่งเดือนที่ผ่านมาพวกเจ้าทำอะไรกันอยู่? แล้วพวกท้ายแถวแค่ดีใจที่สอบติดจนหมดไฟกันแล้วหรือไง?”

     

    นักศึกษาหลายคนก้มหน้าด้วยความละอาย

    “ดีใจได้ แต่ห้ามละเลยการฝึกฝน ถ้าใครยังทำตัวเป็นภาระ ข้าจะไม่เสียเวลาอีก หนึ่งเดือนนับจากนี้ ข้าจะทดสอบอีกครั้ง ใครไม่คืบหน้า... เตรียมหาสาขาอื่นได้เลย”

    จากนั้นเขาหันไปทางกลุ่มผู้นำ

    “ส่วนพวกที่สร้างวงแหวนมานาได้แล้ว ข้าจะดูที่ความละเอียดในการใช้มานา รวมถึงการประยุกต์เวทตามสถานการณ์ ใครยังอยู่กับที่... รอรับโทษได้”

    เฟรเดอริกหันมามองชายหนุ่มข้างตัว นิโคลัสไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ บนใบหน้า ต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง

    ‘เขาต้องรู้จักอาจารย์คนนี้แน่ แม้แต่ข้ายังประหม่า แต่เจ้านี่... นิ่งเกินไป’

     

    จอมเวทรอยหันไปทางจุดหุ่นฝึกซ้อมก่อนตะโกนออกคำสั่ง

    “เตรียมหุ่นนักธนู ปรับให้ปล่อยลูกธนูทุกสามวินาที สี่ครั้งติดต่อกัน และหลังจากนั้น ยิงต่อเนื่องสี่ดอก รวมแปดดอกต่อรอบ”

    เสียงอื้ออึงดังจากเหล่านักศึกษา นักเวทส่วนใหญ่รู้ดีว่าแพ้ทางนักธนู หากไม่มีหน่วยคุ้มกันก็ไม่ต่างจากเป้านิ่ง

    “เงียบ!”

    เสียงเดียวของจอมเวทรอยทำให้ทั้งสนามเงียบสนิท ออร่าที่ปล่อยออกมาเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอจะสะกดพวกเขาไว้

    “ข้ามาที่นี่เพื่อสอนพวกเจ้าให้เป็นนักเวท ไม่ใช่คุณหนูที่รอการเอาใจ หากใครไม่พอใจก็เชิญไปร้องเรียนได้”

    เขาเหลือบมองไปยังหุ่นซ้อมอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมตัวเกือบเรียบร้อย

    “การทดสอบต่อไป เป็นการฝึกป้องกันและโต้กลับ รับลูกธนูให้ได้ครบแปดดอก หากป้องกันได้ถือว่าผ่าน หากโต้กลับได้ถือว่าดี ข้าให้เวลาพักสิบห้านาที กลับมาตรงเวลา”

    จบคำ ร่างของจอมเวทรอยเลือนหายไป ไม่มีใครกล้าพูดสักคำ

     

    “ไปกันเถอะ”

    นิโคลัสกล่าวกับเฟรเดอริก ก่อนทั้งสองลุกจากอัฒจันทร์ คนอื่น ๆ จึงเริ่มขยับตัวตาม

    เมื่อออกจากสนามซ้อม เสียงบ่นระงมแทบไม่หยุด นักศึกษาหลายคนแสดงความไม่พอใจต่ออาจารย์ใหม่ บางคนถึงขั้นพูดถึงอาจารย์เก่าที่ใจดีกว่า และเริ่มหาข้อมูลว่าทำไมถึงถูกเปลี่ยนตัว

     

    เฟรเดอริกมองชายหนุ่มข้างกายที่ยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการใด ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น

    “ข้าไม่อยากรู้เรื่องอื่น แต่อยากรู้ว่าเขา... สอนเก่งไหม?”

    คำว่า 'สอน' ถูกเน้นชัด เพราะนักเวทบางคนแม้จะเก่ง แต่ไม่ถนัดถ่ายทอดความรู้

    “ต้องให้ข้าบอกด้วยหรือ? แค่ดูเจ้าก็น่าจะรู้ได้แล้ว”

    นิโคลัสตอบเรียบ ๆ ก่อนจะพูดต่อเสียงดังกว่าเดิม

    “อย่ามัวแต่พูด รีบคิดแผนรับมือไว้ให้ดี เขาให้พักไม่ใช่เพราะใจดี แต่ให้เวลาเราเตรียมรับมือต่างหาก”

    เสียงนั้นดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน หลายคนชะงัก หยุดบ่น และเริ่มคิดตาม บางคนเริ่มรวมกลุ่มหารือเรื่องเวทและแผนรับมือการทดสอบ

    “เจ้านี่ใจดีเสมอเลยนะ”

    เฟรเดอริกเอ่ยขึ้นจากใจ

     

    นิโคลัสไม่ตอบ เพียงหาที่นั่งแล้วเริ่มวางแผนในใจ โดยไม่คิดใช้เวทที่ตนถนัด เขายังคงพิจารณาเวทดินและเวทไม้เป็นตัวเลือกหลัก

    แต่เสียงข้าง ๆ ก็แทรกขึ้น

    “เจ้าเห็นเวทน้ำแข็งของข้าไปแล้ว แต่ข้ายังไม่เห็นเวทที่เจ้าถนัดเลย แบบนี้ข้าเสียเปรียบนะ เจ้าไม่ต้องปิดบังหรอก เวทดินกับไม้ไม่มีทางเป็นเวทของผู้นำได้ และข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะระดับอาจารย์หรอกนะ”

    นิโคลัสหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วถามกลับ

    “มีอะไรจะแลกเปลี่ยนไหม?”

    “เจ้าอยากได้อะไรล่ะ? แต่อย่าขอมากเกินไปนะ”

    นิโคลัสหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูด

    “แค่เคล็ดลับการฝึกเวทน้ำแข็งก็พอ ข้าใช้ได้ แต่มันยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

    เขาหยิบไม้เวทขึ้นแล้วร่ายเวทน้ำแข็งลงพื้น เหมือนตอนที่ใช้ตอนออกจากโรงแรมมายังสถาบัน เขารู้ดีว่าตัวเองใช้มานาสิ้นเปลืองเกินจำเป็น และยังไม่สามารถร่ายเวทสร้างศรน้ำแข็งได้

    แทนที่คำตอบ เขากลับได้สายตาแปลกใจจากเจ้าชาย

    “นี่เจ้าร่ายเวทน้ำแข็งได้ยังไง?”

    “พี่สาวข้าสอน”

    “ข้าไม่ได้ถามว่าใครสอน แต่เวทน้ำแข็งต้องมีความสัมพันธ์กับธาตุน้ำแข็งถึงจะร่ายได้”

    นิโคลัสเลิกคิ้วก่อนถามกลับ

    “ทำไมต้องเฉพาะนักเวทน้ำแข็งล่ะ? น้ำแข็งก็คือน้ำที่เย็นจัดจนแข็งตัวไม่ใช่หรือ?”

    พูดจบ เขาร่ายเวทน้ำสร้างลูกบอลน้ำ จากนั้นร่ายเวทไอน้ำแข็งให้น้ำเย็นลงจนเริ่มจับตัวเป็นก้อน

    “เห็นไหม น้ำที่เย็นจัดก็กลายเป็นน้ำแข็งได้”

     

    เฟรเดอริกถึงกับอึ้ง ความรู้ของเขามีเพียงว่า การร่ายเวทน้ำแข็งต้องอาศัยความสอดคล้องกับธาตุน้ำแข็งโดยตรง มิฉะนั้นจะเปลืองมานาและใช้เวลาร่ายนานมาก

    แต่นิโคลัสร่ายได้ง่าย ๆ แม้จะไม่สมบูรณ์นักก็ตาม

    “เจ้าไม่สะดวกจะบอกหรือ?”

    นิโคลัสถาม

    เฟรเดอริกส่ายหน้า

    “เคล็ดลับทั่วไปข้าสอนให้ได้ แต่ของตระกูลข้า... ข้าสอนไม่ได้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจนะ ต้องหลังประลองของเราเท่านั้น ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง ข้าจะสอนให้”

    “แค่นั้นก็พอแล้ว…ตกลง”

    นิโคลัสพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนโน้มตัวกระซิบใกล้หู

    “อาจารย์คนนี้ชอบทดสอบพวกที่ดูเก่งเป็นพิเศษ ระวังให้ดี ผู้นำอย่างพวกเราอาจต้องเจอกับความท้าทายแน่นอน”

    คำเตือนนั้นทำให้เฟรเดอริกสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที

    เมื่อใกล้ครบเวลาพัก นักศึกษาทุกคนทยอยกลับเข้าที่ ไม่มีใครมาสายแม้แต่คนเดียว

    ร่างของอาจารย์รอยปรากฏขึ้นจากพื้นที่ว่างเหมือนเดิม แม้ทุกคนจะรู้ว่าเป็นเวทลวงตา แต่ก็ไม่มีใครทันสังเกตได้เลย

     

    “รอบนี้ ข้าจะให้สอบพร้อมกันสี่คน โดยเริ่มจากท้ายก่อน สี่คนท้ายออกมาได้แล้ว ส่วนสี่คนถัดไปเตรียมตัวไว้”

    “อ๊า!”

    เสียงร้องไม่ได้มาจากอัฒจันทร์ หากแต่มาจากฝั่งหุ่นซ้อม เหล่านักศึกษาที่มาสายซึ่งรับหน้าที่ซ่อมหุ่นพากันโอดครวญ

    “พวกเจ้าจะร้องไปทำไม! มีสักกี่คนกันที่โต้กลับได้? ใช้หัวคิดหน่อย เตรียมลูกธนูให้พอ ถ้าไม่พอรีบไปเอามาจากสนามข้าง ๆ เดี๋ยวนี้!”

    นักศึกษาคนหนึ่งรีบวิ่งไปที่สนามติดกัน แล้วกลับมาพร้อมลูกธนูจำนวนมาก

    “ใครใช้ธาตุลมได้ มายืนตรงนี้ คอยเก็บลูกธนูส่งกลับ”

    หนึ่งในแปดคนชูมือขึ้นก่อนร้องเสียงดัง

    “ข้าเป็นนักเวทธาตุลม...แต่ข้าทำไม่ได้ขอรับ!”

    จอมเวทรอยจำได้ดี เจ้าเด็กคนนี้อยู่อันดับเกินร้อย ไม่มีทางควบคุมลมได้แม่นพอ

    เขาหันไปทางอัฒจันทร์ ตะโกนเสียงเรียบ

    “สามสิบอันดับแรกของธาตุลม มีใครจะลงมาช่วยข้าเก็บลูกธนูไหม?”

     

    สายตาทั้งสนามพุ่งไปยังเหล่าผู้นำ โดยเฉพาะ ไคลอา เอเธริออส

    สาวน้อยหน้าแดงจัด เมื่อกลายเป็นเป้าสายตา เธอลุกขึ้นขอโทษทันที

    “ข้าฝึกแต่เวทโจมตี ไม่เคยฝึกเวทลมพัดพาเลย...ข้าทำไม่ได้จริง ๆ อาจารย์”

    จอมเวทรอยไม่ได้ตำหนิ กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

    “พวกเจ้าอย่ามัวแต่สนใจแต่เวทโจมตี เวทพื้นฐานประเภทลมพัดพา อาจดูไม่โดดเด่น แต่ประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ฝึกไว้เถอะ มีประโยชน์แน่”

    เขากวาดตามองไปรอบสนาม พูดต่อ

    “ไม่มีใครช่วยข้าเลยหรือ? ถ้าอย่างนั้น ใครทดสอบเสร็จ ก็ช่วยกันเก็บลูกธนูส่งคืนไปด้วยแล้วกัน”

    ขณะพูด สายตาเขาเหลือบไปทางนิโคลัส หยุดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนมองผ่านเลยไป

     

    การกระทำนั้นแม้จะไม่เปิดเผย แต่ก็ชัดเจนพอให้ ‘ใครบางคน’ สังเกตเห็นได้

    “ทำไมอาจารย์ต้องมองเจ้าด้วยล่ะ?”

    เฟรเดอริกเอ่ยถามพลางจ้องหน้าชายหนุ่ม

    นิโคลัสถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นยืน

    “เจ้าบอกว่าอยากเห็นเวทที่ข้าถนัดใช่ไหม? งั้นดูให้เต็มตา”

    เขาเดินลงไปข้างสนาม ตรงจุดเดียวกับที่ผู้ทดสอบยืนอยู่ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากทั้งเขาและอาจารย์รอย

     

    “ประจำที่!”

    นักศึกษาทั้งสี่คนยืนเรียงห่างกันประมาณห้าเมตร กระชับคทาในมือแน่น

    “เตรียมตัว...เริ่มได้!”

    สิ้นเสียงสั่งการ หุ่นนักธนูทั้งสี่ปล่อยลูกศรออกมาพร้อมกัน

    ศรที่ถูกฝนจนไร้คมพุ่งใส่เป้าหมายอย่างรวดเร็ว เวทที่พวกเขาร่ายอยู่แตกกระจายด้วยความตื่นกลัวต้องกระโดดหลบแทบไม่ทัน ตั้งแต่ศรดอกแรกถึงดอกสุดท้าย ไม่มีใครร่ายเวทได้แม้แต่บทเดียว

    ลำตัว แขนขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และเหนือกว่าบาดแผลภายนอก...คือความจริงที่ต้องยอมรับ

    ‘โหดมาก’

    คือคำเดียวที่ผุดขึ้นในใจทุกคน

     

    ในขณะที่สี่คนนั้นเดินคอตกออกจากสนาม นิโคลัสเริ่มบทบาทของตนเอง

    “ซิลวาร่า ฟอซ”

    เวทลมพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกธาตุลม ใช้ปัดเป่าฝุ่น หรือคลายหมอก

    สายลมหมุนขนาดเล็กเกิดขึ้นรอบตัวเขา เศษใบหญ้าบนพื้นเผยให้เห็นทิศทางการหมุนวนของลม

    กระแสลมหมุนพุ่งเข้าหาลูกธนูแต่ละดอกทีละดอก รวมไว้ภายใน ก่อนลอยไปเก็บดอกถัดไป

    เมื่อครบสี่ดอก เขาส่งมานาบังคับทิศทางลม เปลี่ยนกระแสให้พุ่งขึ้นสู่ฟ้าแล้วสลัดลูกธนูทั้งหมดออกไป ก่อนจะโค้งและตกลงเบื้องหน้ากลุ่มซ่อมแซมหุ่นซ้อมที่อยู่ห่างออกไปสามสิบเมตร

     

    “เวทนี้ใช้งานแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”

    เสียงอุทานจากนักศึกษาคนหนึ่งดังขึ้น

    คนอื่นต่างตะลึง แม้จะเป็นเพียงเวทพื้นฐาน แต่การควบคุมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

    ‘ใครจะไปเสียเวลากับเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ถ้าไม่บ้า’

    ความคิดผุดขึ้นพร้อมกันในหัวนักเวทลมหลายคน มันชวนให้นึกถึงการฝึกคัดลายมือให้วิจิตร ทั้งที่เขียนให้อ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว

     

    “กลุ่มต่อไป เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ต้องรอคำสั่ง หากเสร็จแล้วให้เดินออกมาได้เลย”

    จอมเวทรอยหันไปมองนิโคลัสอีกครั้ง

    “ส่วนเจ้า เก็บลูกธนูต่อไป...จนกว่าจะมีคนอาสาใหม่”

    เสียงโอดครวญระลอกใหม่ดังขึ้น

    สิบรอบแรก ไม่มีใครร่ายเวทสำเร็จแม้แต่บทเดียว

    ในรอบที่สิบเอ็ด เริ่มมีบางคนกันศรดอกแรกได้ แต่ยังพลาดจากลูกถัดไป เพราะหุ่นเปลี่ยนมุมยิง ทำให้เวทป้องกันไร้ผล

    รอบที่สิบห้าเป็นต้นไป มีบางคนป้องกันได้ถึงดอกที่สามหรือสี่ แต่เมื่อถึงช่วงยิงต่อเนื่อง ศรก็ยังพุ่งเข้าเป้าเต็ม ๆ ลูกศรจากหลายทิศทางพุ่งมาแทบพร้อมกัน ยากจะต้านทาน

     

    นิโคลัสยังคงร่ายเวทลมเก็บลูกธนูอย่างต่อเนื่อง สีหน้าเรียบเฉย แม้จะเริ่มมีแววเบื่อหน่ายปรากฏเล็กน้อย

    จนกระทั่งเหลือเพียงนักศึกษาสิบหกคนสุดท้าย การแสดงจึงเริ่มน่าจับตามอง

    บางคนใช้เวทไฟสร้างกำแพงล้อมรอบ แม้จะไม่โต้กลับได้แต่ยังป้องกันตัวเองได้ตลอดแปดดอก แม้มานาจะหมดเกลี้ยง

    นักเวทธาตุอื่นต่างก็เน้นการตั้งรับ ไม่มีใครโต้กลับได้เลย

    แต่กลุ่มผู้นำลำดับห้าถึงแปด เริ่มแสดงศักยภาพ

    อันดับห้า: เซราฟีน ดราโกเวล นักเวทหญิงแห่งตระกูลมังกรสายฟ้า ป้องกันได้หมดทั้งแปดดอก และโจมตีสวนกลับได้ แม้ไม่รุนแรงนัก

    อันดับหก: วินเซนต์ อัลเดอร์ครอส นักเวทไฟจากกิลด์ฮันเตอร์ชั้นสูง การควบคุมไฟของเขาเปรียบได้ดั่งศิลปินกำลังวาดภาพ แต่ยังขาดพลังทำลาย

    อันดับเจ็ด: เซราฟ ดราโกเวล แฝดผู้น้องของเซราฟีน นักเวทลมที่สมดุลทั้งความเร็วและพลังโจมตี แต่ยังควบคุมทิศทางได้ไม่เฉียบคม

    อันดับแปด: ไอรีน เวสทริดจ์ นักเวทสาว ธาตุน้ำเพียงคนเดียวของกลุ่มผู้นำ ผู้สามารถโจมตีด้วยธาตุน้ำแม้ว่าไม่มีพลังทำลายเช่นธาตุอื่น

     

    และแล้วก็มาถึงกลุ่มสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย จตุรเวทแห่งชั้นปีหนึ่ง

    “ระหว่างลูคัสกับเจ้าชายเฟรเดอริก ใครจะแสดงได้ดีกว่ากัน?”

    เสียงอื้ออึงดังทั่วอัฒจันทร์ บ้างก็เอ่ยถึงไคลอา เอเธริออส สาวน้อยนักเวทลม

    แต่ท่ามกลางเสียงพูดคุย ไม่มีใครเอ่ยถึงชายหนุ่มผู้กำลังร่ายเวทลมเก็บลูกธนูอยู่เลย

    นิโคลัสเผยรอยยิ้มบางขณะเก็บลูกธนูอย่างเงียบงัน

    ‘ข้าทำขนาดนี้...แต่ชื่อเสียงยังสู้พวกนั้นไม่ได้? ท่านตาคงต้องมีแผนอะไรเพิ่มมาอีกแน่’

    เขาเหลือบมองอาจารย์จอมเวทด้วยแววตาตัดพ้อปนขบขัน