ตอนที่ 8 ร่างเทวะ (2)
ตามข้อมูลที่เคยได้อ่านบันทึกไว้ว่าร่างเทวะจัดเป็ร่างที่สามารถพัฒนาความแข็งแกร่งทางร่างกายให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด แล้วยังเป็ร่างที่เหมาะกับการผสานอสูรได้ทุกชนิด
ร่างเทวะสามารถดึงพลังและความสามารถของสัตว์อสูรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และสามารถดึงพลังพิเศษหรือพลังแฝงของสัตว์อสูรบางประเภทออกมาได้ง่ายดายอีกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าใช้เวลาศึกษาหสความรู้ความเข้าใจเพียงเสี้ยวเดียวก็สามารถดึงพลังทั้งหมดของสัตว์อสูรออกมาได้เต็มร้อย
"หวังว่าเื่ที่เคยอ่านมาจากในบันทึกโบราณจะเป็เื่จริงนะ"
เอี้ยก้วยที่กำลังทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับร่างเทวะเพื่อพยายามดึงศักยภาพร่างกายนี้ออกมาให้มากที่สุด
"แต่แบบนี้ก็แปลกน่ะสิ มีร่างเทวะยังงี้ ไงเ้าหนูนี้ถึงอ่อนแอปวกเปียกได้กัน แล้วยังโดนรังแกจนถึงตายได้อีก"
เอี้ยก้วยรู้สึกเสียดายกับร่างกายเ้าหนูนี้มาก ทั้งที่ได้ร่างเทวะในตำนาน แต่ดันไม่มีความกล้าออกไปผจญภัยบนโลกกว้างมากกว่านี้ ไม่งั้นป่านนี้เ้าของร่างที่แท้จริงคงได้กลายเป็จอมยุทธอสูรระดับสูงไปเรียบร้อย
เมื่อเอี้ยก้วยวิเคราะห์หาสาเหตุที่ร่างเทวะไม่สำแดงเดชก่อนหน้านี้ บางทีคงเป็เพราะเ้าของร่างคนเก่าไม่เคยได้กินของดีๆอย่างเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงจึงทำให้ร่างเทวะหลับไหลอยู่เรื่อยมาจนเกือบสูญเสียคุณค่าไปแล้ว
โชคดีที่เอี้ยก้วยมาพบเจอและเข้าร่างเทวะนี้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นการสูญเสียร่างเทวะนี้ถือว่าเป็การสูญเสียครั้งใหญ่สุดแห่งประวัติศาสตร์
"เอาละ ตอนนี้เราก็มีร่างเทวะ ที่เหลือก็ต้องคอยนำพลังงานมาเติมเต็มให้ร่างนี้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น"
"ถ้าร่างนี้เป็ร่างเทวะ งั้นสาเหตุที่ทำให้ระดับการฝึกยุทธเพิ่มช้า เพราะเกี่ยวกับเส้นชีพจรลมปราณด้วยงั้นสิ"
เอี้ยก้วยที่พอนึกถึงการดูดซับลมปราณจากแกนอสูรก่อนหน้านี้ จึงเริ่มเข้าใจสาเหตุแล้วว่า ทำไมตัวเองถึงได้เลื่อนระดับลมปราณได้ช้าแบบนั้น
เพราะการมีร่างเทวะและอวัยวะทุกส่วนภายในร่างกายเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน จึงทำให้มีเส้นลมปราณก็ใหญ่และยาวมากเป็พิเศษ จึงรองรับลมปราณได้เยอะกว่าคนปกติทั่วไป ทำให้ส่งผลต่อการเลื่อนระดับลมปราณได้ช้าขึ้น
แต่ทว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับคนระดับผู้ฝึกยุทธที่มีระดับลมปราณเท่ากัน เอี้ยก้วยก็มีสิทธิ์เอาชนะได้อย่างขาดลอยแน่ ด้วยพลังลมปราณที่หนาแน่นและเยอะกว่าคนปกติทั่วไป
แม้ต้องใช้ปริมาณทรัพยากรจำนวนมากกว่าคนปกติ จึงสามารถเลื่อนระดับลมปราณได้ แต่ก็สามารถการันตีได้ว่าจะไม่มีทางแพ้ในขั้นเดียวกันเด็ดขาด
"งั้นวันนี้ต้องเดินสำรวจในป่าลึกขึ้นอีกเพื่อจะได้เจอสัตว์อสูรระดับสูงขึ้น"
เอี้ยก้วยที่กำหนดเป้าหมายได้แล้ว จึงเริ่มมุ่งหน้าเดินเข้าป่าลึกยิ่งขึ้นกว่าเมื่อวาน คราวนี้เอี้ยก้วยสามารถเดินป่าได้อย่างสบายใจระดับนึง เนื่องจากตอนนี้มีดวงจิตของเสือลมกรดคอยสอดส่องภยันตรายภายในห้วงจิติญญาของตนเองเสมือนดวงตาอีกคู่
ฟ่อ
เฟี้ยว
เอี้ยก้วยที่เกือบโดนงูหางไฟลอบทำร้ายจากด้านหลังจัดการเบี่ยงตัวหลบออกไปในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
"ดีมาก" เอี้ยก้วยกล่าวชมเชยเสือลมกรดที่ได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า
"เข้าในป่าลึกไม่นานก็เจอกับงูหางไฟ สัตว์อสูรทองแดงขั้นสี่เลยงั้นรึ"
เอี้ยก้วยสำรวจสัตว์อสูรที่ลอบเล่นงานคราหนึ่ง ก่อนแปลงสภาพมือขวาเป็มือของเสือลมกรด กรงเล็บอันแหลมคมแทงเข้าที่หัวงูหางไฟทันที
งูหางไฟที่ถูกกรงเล็บแหลมคมเจาะกะโหลกเสียชีวิตในพริบตา
เมื่อจัดการงูหางไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอี้ยก้วยมุ่งหน้าเดินทางเข้าป่าลึกต่อไปอย่างรวดเร็ว
เพียงเดินไม่กี่ก้าว สัญชาตญาณของเอี้ยก้วยร้องเตือนขึ้นมาทันควัน
เฟี้ยว
"เกือบไปแล้ว นี้มันเถาวัลย์อสรพิษที่จะไม่หยุดรัดเหยื่อจนจะตายนี้หน่า"
"เอ้ เ้าเสือลมกรดทำไมไม่ส่งสัญญาณเตือนออกมาละ"
เอี้ยก้วยบ่นด้วยความฉุนเฉียว หากเพราะตนเองไม่มีสัญชาตญาณที่แหลมคมจากในอดีต ป่านนี้คงถูกเถาวัลย์เล่นงานไปเรียบร้อยเเล้ว
"จริงสิ มันยังเป็เด็กอยู่สินะ ถึงยังไม่รู้จักความน่ากลัวของธรรมชาติ"
เอี้ยก้วยที่คิดได้แบบนั้นจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอันตรายจากธรรมชาติมากขึ้น เนื่องจากเสือลมกรดจะคอยเตือนเฉพาะสัตว์อสูรที่ลอบทำร้ายเท่านั้น ส่วนภัยอันตรายจากธรรมชาตินั้น เสือลมกรดยังไม่มีความรู้มากนัก จึงไม่ได้สนใจจะร้องเตือนบอกเ้านาย
ระหว่างการเดินทางเมื่อเอี้ยก้วยพบเจอดอกไม้ หรือสมุนไพรที่เป็ประโยชน์ก็จะหยิบเก็บไว้ในกระเป๋าเป้ด้านหลังเสมอ แม้จะไม่ใช่สมุนไพรที่ดีมาก แต่ก็นับว่ามีประโยชน์ในเวลานี้
"แปลกแฮะ วันนี้ไม่ค่อยมีสัตว์อสูรที่น่ากลัวโผล่มาเท่าไหร่เลย พวกมันแอบไปหลบซ่อนตัวที่ไหนกันหมด"
เอี้ยก้วยที่เดินลัดเลาะตามป่าลึกเป็เวลานานจนถึงเวลานี้เพียงพบเจอสัตว์อสูรประปรายแบบเมื่อวานนี้
แม้มีสัตว์อสูรหน้าใหม่โผล่ออกมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็ ตะขาบร้อยขา กิ้งก่าสามสี จิ้งเหลนหางยาว แต่ทั้งหมดเป็เพียงสัตว์อสูรทองแดงระดับสาม,สี่เท่านั้น ซึ่งยังนับว่าต่ำเกินไปกับระยะทางของป่าลึกที่เอี้ยก้วยอยู่ตอนนี้