บทที่ 11 : แล้วแต่ความสามารถของเถ้าแก่
เจียงซูผิงกำลังยืนรอคอยอย่างใจเย็น
แต่คนที่กำลังใจร้อนยืนไม่ติดกลับเป็ ตงเลี่ยงจิง เถ้าแก่ร้านตระกูลตง ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต
เขากำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเองว่า ท้องที่หิวโหยสำคัญกว่า หรือ คำสอนของท่านปู่อดีตเถ้าแก่ร้านจะสำคัญกว่า
ครุ่นคิดหนักอยู่นาน ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกได้ เขาค้อมศีรษะลงอย่างสุภาพ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“ต้องขออภัยจริงๆ ขอรับคุณหนู ร้านเราคงขายราคานั้นให้ไม่ได้ แต่คุณหนูลองเลือกสินค้าชิ้นอื่นดู อาจมีที่ราคาไม่สูงที่ข้าพอจะลดให้ได้”
เจียงซูผิงไม่ได้ผิดหวังในคำปฏิเสธ ตรงกันข้ามนางค่อนข้างพอใจ เพราะสุดท้ายแล้ว เถ้าแก่ยังเลือกรักษาเกียรติของร้านมากกว่าจะยอมขายของเก่ากิน
ถึงกระนั้น นางก็รู้ดีว่าราคาสี่สิบอีแปะ มันเป็ราคาที่น้อยจนน่าเวทนาเกินไป ด้วยเหตุนี้นางจึงเสนออย่างอื่นที่เหมาะสม
“แล้วถ้าข้าใช้สิ่งอื่นมาแลกแทนเงินเล่า”
เจียงซูผิงนำผ้าที่ใช้ห่อสิ่งหนึ่งขึ้นมาวาง เม็ดยาสีเขียวเข้มเพียงเม็ดเดียว แต่มันกลับส่องประกายเรืองรองอย่างแปลกตา พาให้คนเป็พ่อค้าขายสมบัติถึงกับจ้องมองด้วยความสงสัย
“สิ่งนี้คืออะไรหรือขอรับ”
“นี่คือ ยาประสานิญญา”
“ยาประสานิญญา? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“มันเป็ยาหายากที่ปรุงมาด้วยสูตรโบราณ สรรพคุณของมันคือเพิ่มพลังิญญาให้กับผู้ฝึกปราณอย่างถาวร”
“เพิ่มขึ้นได้เท่าไรขอรับ”
“เพียงเม็ดเดียว จากผู้มีปราณต้นกำเนิดก็สามารถเลื่อนขั้นไปสู่ปราณพิสุทธิ์ได้เลย”
เพียงได้ยินฤทธิ์ของยาแทนทีคนฟังจะหูตาวาว กลับเปลี่ยนเป็ถอนหายใจส่ายศีรษะ
“คุณหนูล้อเล่นแล้วขอรับ ยาวิเศษเช่นนั้นจะมีจริงได้อย่างไร”
แม้ปราณต้นกำเนิดจะใช้พลังน้อยในการทะลวงผ่านเลื่อนไปขั้นต่อๆ ไป กระนั้นคงไม่มียาใดบนโลกที่สามารถทำให้ทะลวงข้ามทีเดียวไปจนถึงสองขั้นได้ในพริบตา น้ำคำเกินจริงเอาไปหลอกเด็ก เด็กยังหัวเราะ
เจียงซูผิงก็ทราบดีว่าสิ่งที่นางพูดฟังดูไม่น่าเชื่อถือ หากนางเตรียมแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“ข้าให้ท่านลองนำไปใช้ดูก่อนหนึ่งเม็ดฟรีๆ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาฟังผล”
คำว่าของฟรี ใครๆ ก็ชอบ แต่สำหรับการทดลองยาซึ่งไม่รู้ที่มาที่ไป เป็ใครจะอยากเสี่ยงชีวิต
กระนั้น เมื่อตงเลี่ยงจิงสบตาตรงไปตรงมาโดยของคุณหนูผู้นี้แล้ว เขากลับยอมตอบตกลงโดยไม่มีอะไรจะเสีย
“ได้ขอรับ”
ครั้นเสร็จสิ้นธุระ สตรีบอบบางก็ระบายยิ้มด้วยไมตรีทิ้งท้าย ก่อนเอ่ยคำลา
“เช่นนั้นไว้พบกันใหม่”
แล้วเดินจากไปพร้อมกับบ่าวรับใช้ ปล่อยให้หอการค้าตระกูลตงหวนกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
ตงเลี่ยงจิงยังคงงงงันกับลูกค้าผู้แปลกประหลาด...
...ไม่รู้ว่านางเป็ใครมาจากไหน แต่อะไรบางอย่างที่มีอยู่ในแววตาของอีกฝ่าย กลับทำให้เขารู้สึกอยากเดิมพันที่จะลองเชื่อดูสักครั้ง ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าิญญาของท่านปู่จะเมตตา ส่งโชคลาภมาให้เขาบ้าง มิเช่นนั้นอีกไม่นาน ทั้งร้านค้าและชีวิตของเขาต้องถึงคราวดับสูญแน่ๆ
ชายหนุ่มภาวนาอย่างสุดหัวใจ โดยไม่รู้เลยว่า นับั้แ่นี้ พายุแห่งวาสนาครั้งใหญ่จะพัดพาให้หอการค้าตระกูลตงเปลี่ยนไปตลอดกาล
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
วันต่อมา เจียงซูผิงและไป๋หลันมุ่งหน้าไปยังที่ที่นัดหมายเอาไว้อีกครั้ง
ร้านค้าเก่าโทรมยังคงไร้วี่แววผู้คนอยู่เช่นเดิม หากบรรยากาศไม่ได้เต็มไปด้วยความง่วงเหงาอีกต่อไป เพราะทันทีที่เปิดประตูร้าน เถ้าแก่ผู้กำลังขยันปัดกวาดเช็ดถูสินค้า ก็รีบพุ่งเข้ามาหาด้วยความกระตือรือร้นราวกับอดใจรอคอยไม่ไหว
“คุณหนูมาแล้วหรือขอรับ!”
สังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียง ไม่ต้องบอกเจียงซูผิงก็เดาได้ว่าผลลัพธ์เป็เช่นไร แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังเกริ่นถาม
“เป็อย่างไรบ้างเถ้าแก่”
“คุณหนูเม็ดยานั้นเหลือเชื่อเกินไป!”
เถ้าแก่ตงเอ่ยเสียงสูง ก่อนคำสาธยายถึงสรรพคุณจะพรั่งพรูออกจากปาก
“ร่างกายข้ามีปราณสีน้ำเงิน และมันหยุดนิ่งไม่เติบโตขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่พอข้ากินยาเม็ดนี้เข้าไป ลูกไฟในตัวข้าก็ลุกโชนขยายใหญ่ขึ้นจนแทบเผาไหม้ตัว ทำเอาข้าเกือบจะทะลวงปราณได้อีกขั้น มิหนำซ้ำ หลังข้าเดินพลังวัตร แทนทีร่างกายจะอ่อนล้า กลับรู้สึกมีแรง ขนาดกินเข้าไปั้แ่เมื่อวาน จนถึงวันนี้ข้ายังไม่ได้นอนสักงีบ แต่ข้ายังรู้สึกสดชื่นราวกับได้เกิดใหม่ มันเป็เม็ดยาจาก์หรืออย่างไรขอรับถึงได้อัศจรรย์เพียงนี้”
ความปลื้มปิติแสดงผ่านชัดถึงสีหน้าที่ยังคงกระปรี้กระเปร่า แตกต่างจากผู้ที่ง่วงซึมฟุบหลับบนโต๊ะเมื่อวานราวกับเป็คนละคน
เจียงซูผิงแย้มยิ้ม ก่อนเอ่ยทวงในสิ่งที่เคยทำข้อตกลงเอาไว้
“ถ้ามันได้ผลดี ข้าก็ดีใจ เช่นนั้นข้าจะขอแลกกับหม้อสนิมได้ใช่หรือไม่”
เพียงแต่เถ้าแก่ตงกลับเป็ฝ่ายแก้เงื่อนไขใหม่เสียเอง
“คุณหนูจะแลกเม็ดยาล้ำค่ากับหม้อนั้นเพียงหม้อเดียวหรือขอรับ ท่านเลือกสิ่งอื่นไปเพิ่มได้อีก เพราะมูลค่าของยาชิ้นนี้ หากนำไปขายคงมีราคาหลายสิบตำลึงทอง น่าเสียดายที่มีเพียงเม็ดเดียว แล้วข้าก็กินมันไปเสียแล้ว”
ท่าทางก้มหน้าคอตกเสียดายกับวัตถุดิบล้ำค่าอย่างสุดซึ้ง สมกับเป็นิสัยลูกหลานพ่อค้า เพียงแต่ซูผิงไม่ได้ดับความหวังนั้น
“และถ้าข้าบอกว่าไม่ได้มีเม็ดเดียว แต่ข้าจะนำมันมาขายให้ท่านล่ะ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นฉับพลัน ทำตาโตอย่างไม่อยากเชื่อว่าบุญครั้งใหญ่จะหล่นทับตัวเอง
“จริงเหรอขอรับคุณหนู!?”
“จริงสิ” เจียงซูผิงพยักหน้า ซ้ำยังแถมวิธีทำการตลาดเพิ่มเติมให้อีกด้วย
“และถ้าเ้ากังวลว่าจะไม่มีใครซื้อ เ้าสามารถให้ยาฟรีแก่ลูกค้าได้หนึ่งเม็ดเพื่อทดลองสรรพคุณดูก่อน”
“อะไรนะขอรับ!? คุณหนูมียามากเท่าไรกันแน่”
เถ้าแก่ตงลมแทบจับ ยาสูงค่าเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงเม็ดเดียว แต่ยังเหลือมากพอให้ใช้แจกคนทดลองก่อน นับเป็เื่น่าเหลือเชื่อมากเกินไป
หากคู่ค้ากลับตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ต้องกังวล ข้ามีมาให้เ้าได้เรื่อยๆ ไม่ขาด และข้าจะตั้งราคาขายไว้ที่หนึ่งตำลึงทอง ข้าได้แปดส่วน เ้าเอาไปสองส่วน ตกลงหรือไม่”
ราคาหนึ่งตำลึงทองเท่ากับราคาหม้อสนิม ซึ่งเถ้าแก่ตงก็รู้ดีว่ามันเป็ราคาที่ถูกเกินไป แต่หากเป็ความ้าของผู้ที่มานำขาย ซ้ำยังแบ่งส่วนแบ่งให้ เขาก็มีแต่จะได้กำไร
ข้อเสนอแสนยั่วยวนนี้เป็ใครก็อยากตะครุบไว้ ตงเลี่ยงจิงก็เช่นเดียวกัน กระนั้นคำสอนของท่านปู่ก็ยังแล่นวาบเข้ามาในหัว ทำให้เขาไม่คิดผลีผลาม
“ก่อนจะตกลงข้ามีคำถาม”
“ได้สิ”
“ทำไมท่านถึงนำของมีค่าเช่นนี้มาขายในร้านค้าที่แทบจะไร้คนด้วย ท่านไม่กลัวว่าจะขายไม่ออกหรือขอรับ”
คำสอนของท่านปู่มักจะย้ำกับเขาประจำว่า...
‘คนเราย่อม้าผลประโยชน์ที่ไม่เป็ฝ่ายเสียเปรียบเสมอ’
ข้อแลกเปลี่ยนนี้มีแต่ทางฝั่งเขาที่ได้กับได้ ตรงข้ามกับอีกฝ่ายที่เขาไม่เห็นว่าการเดิมพันครั้งนี้จะคุ้มทุนอะไร หากสิ่งที่เขาคิดคงต่างจากคู่สนทนา
เจียงซูผิงตอบกลับมาเพียงง่ายๆ
“คำถามแรก ข้ามั่นใจในสินค้าของตัวเอง แต่ร้านค้าใหญ่โตย่อมมีคู่ค้าประจำอยู่แล้ว ทำให้ข้าถูกเอาเปรียบได้ง่าย ตรงข้าม ร้านค้าของท่านข้ายังไม่
เห็นคู่แข่ง จึงอยากทำพันธมิตรเอาไว้เป็เ้าแรกๆ”
มุมมองธุรกิจถูกอธิบายออกมา แม้ในสายตาคนอื่นอาจจะดูเสี่ยงเกินไป หากการค้าย่อมเป็เช่นนี้ ถ้าลงทุนถูกที่ในเวลาเหมาะสมก่อนผู้อื่น ย่อมจะหากำไรเข้าตัวได้มหาศาล
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
เถ้าแก่ตงยอมรับในเหตุผล ก่อนหญิงสาวจะหยิบกระปุกยาขึ้นมาวาง ซึ่งด้านในบรรจุเม็ดยาประสานิญญาไว้เรียบร้อย
“นี่คือเม็ดยาจำนวนห้าสิบเม็ด สำหรับเตรียมนำไปวางขายได้ทันที”
หลังจากนั้นจึงได้เอื้อนเอ่ยต่อ
“ส่วนคำถามที่สอง...จะขายได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับความ สามารถของเถ้าแก่แล้ว”
ความเชื่อใจที่ส่งผ่านมานั้น ทลายข้อกังขาของตงเลี่ยงจิงจนหมดสิ้น เมื่ออีกฝ่ายไม่มีแม้แต่ข้อสงสัย ใยเขาจะต้องคิดอะไรให้มากความอีก
ชายหนุ่มค้อมศีรษะเอ่ยคำมั่น
“ข้าจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวัง”
ประกายไฟหนักแน่นในแววตาของเถ้าแก่ตงผู้แสนเฉื่อยชา ทำให้ซูผิงลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
...ปลูกพืชย่อมหวังผล การลงทุนนี้นางคำนวณไว้ดีแล้ว นอกจากเหตุผลที่บอกเถ้าแก่ตง อีกประการหนึ่งคือ นางคิดว่าตนมองคนไม่พลาด ความมุ่งมั่นที่อยากจะฟื้นฟูร้านค้าให้กลับมาเจริญรุ่งเรือง มีอยู่เต็มหัวใจของชายผู้นี้อย่างแน่นอน
เมื่อบรรลุข้อตกลงกับหอการค้าตระกูลตงเสร็จสิ้นแล้ว เจียงซูผิงก็เตรียมเดินทางกลับไปยังจวนราชครู
ทว่าระหว่างทางกลับ นางได้ยินเสียงเอะอะอะไรบางอย่าง ซ้ำยังมีผู้คนจับกลุ่มมุงดูขวางทางถนน
“มีเื่อะไรกันหรือ”
“ดูเหมือนจะมีคนทะเลาะกันเ้าค่ะ”
ไป๋หลันชะเง้อคอมองพลางคาดเดาสถานการณ์ ซูผิงไม่สนใจเื่ราวของชาวบ้านอยู่แล้ว จึงคิดจะเลี่ยงเดินผ่านไปอีกทาง แต่เสียงะโที่ได้ยินกลับทำให้ฝีเท้าสะดุด
“ไห่เทา! เ้าบังอาจนัก!”
ชื่อของบุคคลคุ้นหู ทำให้คุณหนูใหญ่ถึงกลับเปลี่ยนใจบอกกับบ่าวข้างกาย
“ไปดูกันเถิด”
ꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥꕥ
Writer's Talk
คุณหนูเจียงเข้าสู่เส้นทางการค้าแล้ว
หลังจากนี้จะมีแผนธุรกิจยังไงอีกต้องติดตาม
แต่รับรองว่ามีเื่ที่คาดไม่ถึงโผล่มาเรื่อยๆ อีกแน่ค่ะ