สองปีให้หลัง หลันินัดแลกเปลี่ยนความรู้เื่ยากับสหายต่างเมืองจำต้องเดินทางจากบ้านรอนแรมไปสักระยะ หลันซิ่วจูเพิ่งสร่างไข้ด้วยเหตุว่านางได้าแเพราะแอบไปเล่นสนุกนอกบ้านเกรงกลัวบิดาจะรู้จึงบิดบัง จนเมื่อปวดระบมแผลติดเชื้อเข้าขั้นต้องนอนซมหลันิรู้เข้าจึงถือโอกาสทำโทษเอ่ยปากไม่พานางติดตามไปด้วยและการไปพบปะสหายครั้งนี้จุดประสงค์หลักก็คือการขึ้นเขาอ๋วงซานค้นหาสมุนไพรหายากที่ได้เคยอ่านพบแต่ในตำรา
ก่อนถึงกำหนดการหลันิส่งจดหมายไปหาเถียนเยวี่ยที่สำนักบ้านกระบี่ไผ่หอมหมอหนุ่มขอร้องแกมบังคับให้ชายหนุ่มเห็นแก่สัมพันธ์ลงเขามาอยู่เป็เพื่อนลูกสาวของตัวเองสักระยะพร้อมกับสัญญามั่นเหมาะว่าจะหาพี่เลี้ยงมาอยู่เป็เพื่อนหลันซิ่วจูในอนาคตอันใกล้
เมื่อเถียนเยวี่ยตอบรับ เขาก็เก็บสัมภาระท่ามกลางเสียงร้องไห้คร่ำครวญต่อว่าบิดาของทายาทสกุลหลันไม่ขาดปากด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
จะว่าไปนิสัยทำอะไรตามใจตัวของหลันซิ่วจูถอดพิมพ์มาจาก หลันิผู้เป็พ่อไม่ผิดเพี้ยนด้วยบุญคุณครั้งเก่าก่อนเถียนเยวี่ยจึงกลับมารับหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กด้วยความจำเป็อีกครั้ง
ทุกปีที่ต้องพบพาน จำนวนวันมากบ้าง น้อยบ้าง ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยให้กันเป็อย่างดีหลันซิ่วจูในวัยเจ็ดปียังคงร่างกายสมบูรณ์มีน้ำมีนวล ใบหน้ากลมรับดวงตาสุกใสยามแย้มยิ้มเกิดเป็รอยบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง ส่วนเถียนเยวี่ยที่รูปร่างสูงโปร่งเพราะเคี่ยวกรำเชิงยุทธ์ร่างกายจึงประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อได้ส่วนสัดความสุขุมเยือกเย็นของวัยผู้ใหญ่ฉายชัดขึ้นั์ตาสีดำสนิทดูเข้มลึกตัดกับสีของอาภรณ์ที่ยังคงเป็สีเขียวใบไผ่เช่นเดิม
สองอาหลานต่างสายเือาศัยร่วมบ้านกันอย่างราบรื่นคนภายนอกต่างรับรู้ฐานะของเถียนเยวี่ยว่าคือน้องชายผู้เป็ญาติห่างๆ ของหลันิ
แม้หลันซิ่วจูอายุเจ็ดปี แต่เด็กหญิงทำอาหารเป็เถียนเยวี่ยกินอยู่เรียบง่ายจึงไม่เป็ปัญหาในจุดนี้หาก้าอาหารมื้อพิเศษนางจะชักชวนเขาให้ออกจากบ้านไปที่โรงเตี๊ยมบนถนนหลงอู่บิดาทิ้งเงินไว้ให้จำนวนหนึ่ง นางมีหน้าที่จัดสรรให้เพียงพอสองปากท้อง อย่างน้อยก็คงระยะสองฤดู[1]กว่าบิดาจะกลับบ้านมาพร้อมยาและสมุนไพรตัวใหม่ที่จะช่วยรักษาผู้คนและเป็รายได้ให้บ้านสกุลหลันอีกทาง
หลันิไม่อยู่บ้าน ใช่ว่าหลันซิ่วจูจะขายยาไม่ได้หากเป็อาการเล็กน้อย ป่วยไข้หรือาแธรรมดาหมอหนุ่มก็เตรียมการพร้อมจัดแจงห่อยาไว้สำหรับให้ลูกสาวขายเมื่อมีคนมาขอซื้อรายได้ยังมีเข้าบ้านทุกวันเพราะขายยาถูกกว่าเ้าอื่นและชาวเมืองก็เชื่อมือหมอเทวดาเช่นเขา
ใกล้เที่ยง หลันซิ่วจูยังสาละวนอยู่ในครัวของบ้านสกุลหลันเด็กหญิงเก็บผักที่แปลงปลูกมาได้หนึ่งตะกร้านางกำลังลวกบะหมี่และจะผัดผักเป็อาหารมื้อเที่ยง ในครัวไม่ได้มีเพียงนางบนโต๊ะเตรียมของมีเสี่ยวเถานั่งพิงตะกร้าสานมองดูนางอยู่
บะหมี่ถูกลวกแล้ว น้ำต้มกระดูกหมูก็ต้มแล้วเด็กหญิงจัดแจงแบ่งบะหมี่สีเหลืองนวลใส่ชามสองใบตักน้ำต้มกระดูกหมูใส่ชามอีกสองใบแล้ววางบนถาดไม้ นางยกไปที่โต๊ะอาหารในห้องโถงพลางร้องเรียกท่านอาเถียนของนาง หากเขาอยู่ในบริเวณนี้ก็คงได้ยิน...
ไม่รอเขาขานรับ นางเดินกลับเข้าครัว วางกระทะบนเตาไฟเพราะศีรษะนางโผล่พ้นเตาแค่หนึ่ง่ศอกนางจึงต้องนำตั่งไม้ตัวเล็กมาวางแล้วขึ้นไปยืนบนนั้น เมื่อกระทะร้อนน้ำต้มกระดูกหมูถูกราดลงกระทะจนเสียงดังฉ่า นางก็เทผักที่หั่นเตรียมไว้ลงไปจนหมดนับไปหลายอึดใจจึงราดซีอิ๊วลงข้างกระทะให้มันไหลลงไปไหม้ใต้ผักกลั้นใจรออีกสักพักพอได้กลิ่นหอมก็ตลบพลิกผักอีกสองสามครั้งก่อนยกกระทะมาเทผัดผักใส่จานใบเขื่อง
ที่ประตูครัวเถียนเยวี่ยมายืนมองกิริยาคล่องแคล่วของเด็กหญิงอย่างพินิจพิจารณาเมื่อไรไม่รู้ได้
‘กับข้าวของเสี่ยวจูหอมจนเรียกท่านอาบุกมาถึงครัวเลยใช่ไหม’เด็กหญิงยิ้มแฉ่ง นางมั่นใจว่าผัดผักของนางทั้งหอมทั้งอร่อย ผักสดๆจากแปลงปลูกของนางจึงไม่เคยเหลือติดจานเลยสักใบเมื่อทำเป็อาหาร
‘เ้าก็รู้ดีนี่ว่าท่านอาของเ้าคนนี้เป็คนกินง่ายอยู่ง่าย ขอแค่ไม่ใช่ของมีพิษ’
เด็กหญิงทำหน้ายู่ จะชมนางสักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไรผิดกับบิดานางนักเชียว ถ้าท่านอยู่ร่วมโต๊ะ ท่านต้องเอ่ยปากชมนางไม่ขาดปากแน่
‘ท่านมาก็ดีแล้ว ยกกับข้าวช่วยเสียวจูด้วย’ หลันซิ่วจูหันกลับไปวางกระทะไว้ข้างเตา เด็กหญิงดับไฟฟืนที่ยังลุกไหม้รอกินเสร็จนางถึงจะกลับเข้ามาจัดการทำความสะอาด
หลังมืออาหาร จัดการเก็บกวาดครัวแล้ว นางก็เข้าไปทำความสะอาดห้องบิดานางไม่อยากให้ท่านกลับมาแล้วเจอฝุ่น จึงตั้งใจปัดกวาดเช็ดถูทุกสองวัน
ลมหอบใหญ่พัดมา ท้องฟ้ามืดครึ้มเห็นแต่ไกลออกจากห้องบิดาแล้วก็ไปที่ห้องของเถียนเยวี่ย หลันซิ่วจูเคาะประตูไม่มีเสียงตอบรับ แสดงว่าท่านอาออกไปข้างนอกอีกแล้ว เด็กหญิงอดทำหน้ายู่ไม่ได้
ทำไมไม่ชวนนางไปด้วยนะ คอยดูเถอะ ถ้ากลับมาไม่มีของฝาก นางโกรธเขาแน่
หลันซิ่วจูหิ้วถังน้ำและผ้าเข้าไปในห้อง จัดแจงเช็ดพื้น บนโต๊ะขอบหน้าต่าง เก็บเสื้อผ้าที่ท่านอาถอดพาดไว้ให้เข้าที่เข้าทางลมหอบใหญ่พัดเข้ามาในห้องจนต้องปิดหับหน้าต่างลง ความมืดโรยตัวอย่างเงียบเชียบเมื่อไรไม่รู้ได้ที่นางพบว่าห้องกำลังเข้าสู่ความมืดเพราะฝนกำลังจะตกทั้งที่เพิ่งผ่านเที่ยงวันมาได้ไม่นาน
เพราะเหนื่อยล้ากับงานบ้านสารพัดที่โหมทำเพื่อแสดงให้เขาคนนั้นเห็นว่านางดูแลตัวเองได้ไม่ใช่เด็กน้อยที่คอยแต่จะร้องไห้เมื่อบิดาไม่อยู่บ้าน หลันซิ่นจูหาวออกมาหวอดใหญ่บิดร่างหวังไล่ความง่วงงุน ทว่าร่างทั้งร่างเหมือนถูกแรงดึงดูดจากเตียงใหญ่และผ้าห่มผืนหนาให้เข้าไปใกล้
นางน่าจะจัดการเตียงนี้ก่อนทำงานอย่างอื่น แล้วกลับห้องของตัวเองไม่น่าปล่อยมันให้เย้ายวนนางในยามนี้เลย
เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาคล้ายเพลงขับกล่อมหลันซิ่นจูหักห้ามความง่วงตัวเองไม่อยู่ นางตัดสินใจปีนขึ้นเตียงใหญ่ ล้มตัวลงนอนไม่ลืมที่จะสอดตัวลงใต้ผ้าห่ม ขอนางพักสายตาสักนิดเถอะตื่นขึ้นมาจะต้มข้าวทำเป็มื้อค่ำ
[1] ตามปฏิทินหนงลี่หนึ่งปีจะแบ่งเป็๒๔ ฤดู