บทที่ 4 เทพธิดาแห่งการฟื้นฟู
ณ สำนักเซียนจง ภายในอาณาเขตของพระราชวังเฉิง
สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมหาเซียนจงหลิง เพื่อถ่ายทอดวิชาและฝึกฝนเหล่าศิษย์ให้ก้าวสู่เส้นทางสายการรักษาเยียวยา เช่นเดียวกับตัวนางผู้ได้รับสมญานามอันเลื่องลือว่า เทพธิดาแห่งการฟื้นฟู
หลิวชิงก้าวเท้าฉับๆ มุ่งหน้าเข้าไปภายในสำนักด้วยท่าทีเร่งร้อน ท่ามกลางเหล่าศิษย์จำนวนมากที่ต่างหยุดชะงักพงกศีรษะน้อมคำนับด้วยความเคารพสูงสุด
"ท่านมหาเซียนหลิวชิง!" เสียงทักทายดังกังวานไปตลอดเส้นทางที่เขาย่างผ่าน
ทันทีที่หลิวชิงผลักบานประตูมหึมาของหอฟื้นฟูให้เปิดออก ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏคือจงหลิงที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางวงล้อมของศิษย์ยอดฝีมือ
นางเร่งโคจรพลังจนบังเกิดรัศมีร่างของ วิหคเพลิงแห่งการฟื้นฟู สยายปีกโอบอุ้มร่างของมหาเซียนทั้งห้าเอาไว้ด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เพื่อยื้อชีวิต
"เกิดเื่อันใดขึ้น จงหลิง!" หลิวชิงโพล่งถามออกไปในทันที ด้วยใบหน้าที่แต้มไปร่องรอยแห่งความวิตกกังวลอย่างปิดไม่มิด
จงหลิงถอนหายใจออกมาด้วยความระคนทุกข์และผิดหวังอย่างปิดไม่มิด "พวกเราทำไม่สำเร็จ... ไม่ว่าจะพยายามฝ่าฟันสักกี่ครา ก็มิอาจก้าวข้ามกำแพง์อันแข็งแกร่งนั้นไปได้เลย ข้าต้องขอโทษเ้าด้วยจริงๆ หลิวชิง ที่ทำให้เ้าต้องผิดหวังในตัวพวกเรา"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวชิงจึงเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อย่าได้กล่าววาจาเช่นนั้นเลย เพียงเห็นพวกเ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าดีที่สุดแล้ว"
สิ้นคำ หลิวชิงก็เร่งโคจรพลังในกายเพื่อช่วยหนุนเสริมการรักษาอีกแรง แม้เขาจะรู้ดีว่าตนอาจมิได้เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาเท่าจงหลิง ทว่าเขาก็พร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อช่วยสหายรักให้ถึงที่สุด
"พี่ใหญ่เฟยหลงได้รับาเ็สาหัสที่สุด... พี่รองเสี่ยซ่านและถังอู่เล่อเองก็อยู่ในสภาพร่อแร่ไม่ต่างกัน ทั้งสามคนต่างทุ่มเทพลังจนถึงขีดสุดเพื่อต้านทานอัสนีบาตเคราะห์์ ทว่าขุมพลังแห่งสรวง์นั้นช่างมากล้นจนเกินจะแบกรับไหว" จงหลิงเอ่ยเสียงสั่นเครือ
"ยังดีที่เย่กู่อี้กับเมิงฉินมิได้หักโหมจนเกินกำลัง จึงได้รับาเ็เพียงภายนอกเท่านั้น ส่วนตัวข้า... แม้จะมิได้พุ่งทะยานเข้าไปในม่านอัสนีบาตโดยตรง ทว่าเพียงแค่สะเก็ดสายฟ้าที่แผ่ซ่านออกมาก็รุนแรงพอจะทำให้ข้าบอบช้ำมิใช่น้อย" นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สวยเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า "โชคดีที่ข้ามีพลังแห่งวิหคเพลิงสถิตอยู่ จึงช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูคืนสภาพได้รวดเร็วกว่าคนอื่น..."
หลิวชิงเดินกลับไปกลับมาอยู่ภายในหอฟื้นฟูด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน เมื่อทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าแสงสุริยาได้ลับขอบฟ้าไปเสียแล้วทว่าเงาแห่งความวิตกกังวลบนใบหน้าเขากลับยังไม่จางหายไป จนกระทั่งจงหลิงที่เฝ้าดูแลอยู่ข้างกายเฟยหลงซึ่งยังคงหมดสติอยู่ เดินตรงเข้ามาหาเขาพร้อมกับเอ่ยปลอบว่า
"เ้าไปพักผ่อนเสียเถิด ยามนี้พวกเขาทั้งหมดพ้นขีดอันตรายแล้ว เพียง้าเวลาพักเพื่อฟื้นฟูอีกไม่นานคงได้สติกลับคืนมา ตัวข้าเองก็จะไปพักผ่อนเช่นกัน เื่หลังจากนี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเหล่าศิษย์เอกของข้าคอยปรนนิบัติดูแลเถิด"
จงหลิงยกมือขึ้นตบไหล่หลิวชิงเบาๆ เป็เชิงปลอบประโลมให้คลายความพะวักพะวน "ไปเถิด..." นางเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลิวชิงลอบถอนหายใจออกมาเพียงแ่เบาพลันพยักหน้ารับ "ข้าทราบแล้ว... ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัว" สิ้นคำกล่าว หลิวชิงก็เดินออกจากหอฟื้นฟู ก่อนที่ร่างของเขาจะทะยานมุ่งหน้าสู่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งเทือกเขาไท่ซวน สถานที่สงบซึ่งเป็เพียงแห่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจอันรุ่มร้อนของเขาให้กลับมาสงบได้อีกครั้ง
หลิวชิงทิ้งกายเอนหลังนอนราบลงบนผืนหญ้าเขียวขจีที่ัันุ่มละมุนดุจปุยเมฆ พลางแหงนหน้าทอดสายตามองหมู่มวลดาราที่พรายแสงระยิบระยับเต็มฟากฟ้า
"แม้แต่มหาเซียนทั้งหก ยังมิอาจผ่านบททดสอบนั้นไปได้... แล้วลำพังตัวข้าเล่า จะมิถูกอัสนีบาตแผดเผาจนมลายสิ้นสูญไปในพริบตาหรอกหรือ?"
หลิวชิงเอ่ยพึมพำกับความมืดมิดเพียงลำพัง ความเหนื่อยล้าและกระแสความคิดอันสับสนเริ่มรุมเร้าจนเปลือกตาหนักอึ้ง ในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไปท่ามกลางความวิเวกของยอดเขาไท่ซวน