หลายเดือนมาแล้วที่ซานซานตัดสินใจพาลู่หลิ่งออกจากถ้ำแล้วติดตามหลี่กุ้ยเฟยโดยเลือกเป็เพียงนางกำนัลคนสนิท
นางปล่อยอาหู่อยู่ในถ้ำไม่คิดพรากสัตว์ร้ายจากป่าใหญ่ ข่าวที่พระสนมคนโปรดถูกลอบทำร้ายได้รับการสืบสาวไปตามขั้นตอนของวังหลวง ความจริงเป็เช่นใดซานซานไม่รู้แม้แต่น้อย
นางรู้แค่ว่าลู่หลิ่งเป็เด็กฉลาดเรียนรู้เร็ว คุ้นชินกับชีวิตพระราชวังในเวลาอันสั้นก็พูดจากับคนชั้นสูงได้คล่องแคล่วน่าฟัง ได้ร่ำเรียนในสำนักศึกษาของพระราชวังได้กินอิ่มนอนหลับ ได้รับของมีค่า มีเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่ ได้เล่นสนุกซุกซนสมวัย
และที่สำคัญ ตัวนางมียังเบี้ยหวัดเอาไว้ใช้จ่ายชีวิตดูมีความหมายไม่น้อย
ซานซานในชาตินี้ทำตัวดีมีคุณค่ายิ่งนักเพราะมีลูกแล้ว จะกระทำการใด ย่อมต้องคิดให้มาก รอบคอบเข้าไว้
หากมารดาทำตัวไม่ดีชีวิตบุตรสาวย่อมยากจะสงบสุข
อีกอย่างชีวิตในวังหลวงแห่งนี้นับว่าดีมาก หลี่กุ้ยเฟยเอ็นดูลู่หลิ่งไม่น้อยตัวนางเองก็มีสหายหลายคนที่พูดจาถูกคอ หนึ่งในนั้นมีนางกำนัลคนหนึ่ง นามว่าซูเหยา อายุราวสิบเก้าปีนิสัยสัตย์ซื่อ วาจานุ่มละมุน รับหน้าที่เป็แม่นมช่วยเลี้ยงดูลู่หลิ่ง ซานซานกับซูเหยาจึงสนิทสนมกันดุจพี่น้อง
ตำหนักฮุ่ยเยี่ยนคือตำหนักส่วนตัวของหลี่กุ้ยเฟย
ฮ่องเต้ทรงมีสนมนับพันคอยปรนนิบัติรับใช้ไม่ซ้ำหน้าหากไม่รู้ว่าใครบ้างที่ได้รับความโปรดปราน ให้สังเกตจำนวนครั้งที่พระองค์ทรงย่างพระบาทเข้าหาแต่นั่นก็ไม่เสมอไป
ทางที่ดีควรสังเกตชื่อตำหนัก
หากฮ่องเต้ทรงพระราชทานตำหนักที่เป็นามเ้าของเต็มส่วนยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงว่าอยู่ตำแหน่งใดในพระทัย แต่เพราะเป็ที่โปรดปรานตลอดกาลต่างหาก
ถึงแม้จะโปรดปรานสนมอื่นด้วยแต่อาจไม่จีรังเท่าการคงอยู่ของชื่อตำหนัก ต่อให้ฮ่องเต้ไม่เสด็จมาหาแต่กลับแสดงออกถึงความรักใคร่ให้เป็ที่ประจักษ์ได้ไม่ยากเย็น
น่าเสียดายหากสนมคนใดได้รับความรักมากเกินไป ก็มักจะมีถูกปองร้าย อายุสั้นก็มาก ปราศจากความสุขก็ไม่น้อย
แต่นั่นกลับมิใช่ปัญหาสำหรับซานซาน
เมื่อเ้านายเป็ที่โปรดปรานข้าทาสบริวารย่อมได้รับความเป็อยู่ที่ดี ซานซานคิดไม่ผิดจริงๆที่ติดตามหลี่กุ้ยเฟย
แต่นั่นมิใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไปเพราะว่าวันนี้ตำหนักของหลี่กุ้ยเฟยได้รับข่าวดีว่าองค์รัชทายาทเดินทางกลับมาถึงประตูเมืองแล้วก่อนยามเซิน[1]ย่อมถึงประตูพระราชวังแน่นอน งานเลี้ยงต้อนรับถูกจัดขึ้นที่ตำหนักส่วนกลางข้างท้องพระโรง
และหากมีงานเลี้ยงย่อมมีการแสดงของสาวงาม
สตรีหลายนางใช้งานเลี้ยงของพระราชวังไต่เต้าเข้าเป็สนมนางในเป็อนุชายา เป็ภรรยาขุนนาง เป็สตรีชั้นสูงที่สูงยิ่งกว่าเดิมทว่าซานซานกลับคิดต่าง เพราะว่านางอยากได้เงินรางวัลจากการแสดงความสามารถต่างหาก
ภายในห้องพักผ่อนของหลี่กุ้ยเฟยหญิงสาวจึงตั้งใจจัดดอกไม้ใส่แจกันหยกอย่างสวยงามที่สุดเพื่อมอบให้หลี่กุ้ยเฟยหวังประจบเอาใจ หมายมาดขึ้นแสดงเพลงพิณในงานเลี้ยงวันนี้
“เ้าดีดพิณเป็ด้วยหรือ?”
หลี่กุ้ยเฟยถามเสียงเบามากพระนางนั่งอยู่ที่โต๊ะทรงเตี้ยริมหน้าต่างโดยมีเด็กน้อยลู่หลิ่งเล่นจนเหนื่อยฟุบหลับเป็ก้อนกลมอยู่ข้างๆ ใบหน้านุ่มนิ่มแดงเรื่อมีดวงตาที่กำลังหลับพริ้มปากจิ้มลิ้มสีชมพูคล้ายเคี้ยวขนมตุ้ยๆ อยู่ในฝันอย่างมีความสุข จึงไม่ประสงค์พูดคุยเสียงดัง
“หม่อมฉันพอมีฝีมืออยู่บ้างเพคะ”ซานซานตอบกลับเสียงเบาเช่นกันนางนั่งปักดอกไม้ใส่แจกันอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของหลี่กุ้ยเฟย
ยี่ซินที่คอยปรนนิบัติรับใช้หลี่กุ้ยเฟยอยู่อีกฝั่งถามอย่างตรงไปตรงมา“สตรีที่ขึ้นแสดงล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน ตัวเ้ามีลูกแล้วผ่านการมีสามีแล้ว จักขึ้นแสดงทำไม?”
ซานซานตอบกลับเสียงนุ่มซ่อนแววเ้าเล่ห์มิดชิด
“ใบหน้าของข้าอาจไม่งามเท่าใครเขาไม่สูงส่ง ไม่ยั่วยวน แต่ขอแค่ได้ขึ้นแสดงเถิด เงินรางวัลย่อมไม่พลาด ข้าจะนำมาแบ่งปันให้พี่ซินด้วย”
ยี่ซินขมวดคิ้วมุ่น“มั่นใจปานนั้น”
“แน่นอน”
หลี่กุ้ยเฟยอดมิได้จนต้องคลี่ยิ้มออกมาเอ่ยปากอนุญาตในที่สุด “หากเ้ามีฝีมือก็ย่อมได้ ข้าไม่คิดปิดกั้น”
“ขอบพระทัยเพคะ”ซานซานแย้มยิ้มเบิกบาน
จังหวะนั้นนางกำนัลหน้าห้องก็เดินเข้ามายอบกายคารวะแล้วกล่าวรายงาน“ทูลพระสนม องครักษ์อู๋้ามาส่งข่าวขององค์รัชทายาทเพคะ”
“ให้เขาเข้ามา”หลี่กุ้ยเฟยนิ่งคิดชั่วครู่ ดวงตาหงส์ทอดมองลู่หลิ่ง อึดใจก็โบกมือเอ่ยอีกครา
“ช่างเถอะองครักษ์อู๋พูดจาโผงผางเสียงดัง อาจรบกวนการหลับของหลิ่งเอ๋อร์ เ้าเอากระดาษพู่กันให้เขาเขียนรายงานมาแล้วกัน”
“เพคะ”
นางกำนัลล่าถอยออกไปไม่นานก็เดินกลับเข้ามาใหม่ พร้อมกระดาษยื่นส่งให้ยี่ซินนำมามอบแก่หลี่กุ้ยเฟย
ข้อความในกระดาษเขียนว่ารัชทายาทปลอดภัย ไร้ริ้วรอยตำหนิ ไม่าเ็อันใด และกำลังจะเข้าเฝ้าพระมารดาทันที
ซานซานที่นั่งอยู่ทางด้านหลังเห็นกระดาษแผ่นนั้นพลันหรี่ตานิ่งค้างนางมิได้สนใจคำรายงาน หากแต่กำลังสนใจลายมือ
นั่นมิใช่ลายมือเดียวกับจดหมายสะบั้นรักหรอกรึ?
ด้วยไม่มีความลับปกปิดทั้งยังเคยเล่าสู่กันฟังโดยละเอียด ซานซานจึงล้วงเข้าไปในสาบเสื้อหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
ของแทนใจจากสามีซานซานทำลายไปหมดแล้วก็จริง แต่กระดาษแผ่นนี้กลับเก็บไว้อย่างดีเป็ที่สุด
หญิงสาวส่งให้ยี่ซินช่วยพิสูจน์
ยี่ซินรับไปดูยังไม่ลืมส่งให้เ้านายร่วมประเมิน เมื่อเห็นข้อความทั้งหลี่กุ้ยเฟยและยี่ซินต่างพากันมีสีหน้าเศร้าใจตัดพ้อไม่หยุดว่าเป็ถ้อยวาจาที่โหดร้ายยิ่งนัก ตัดสายใยรักได้สะบั้นสิ้นเป็ชายแบบใดกันถึงได้ใช้วิธีต่ำช้าเยี่ยงนี้ โหดร้ายที่สุด
ซานซานจึงหรี่ตาบอกเสียงเนือยว่า
“ทุกท่านช่วยดูลายมือได้ไหม? ความหมายของประโยคที่ใช้ตัดรอนข้าอย่างไร้เยื่อใยเยี่ยงคนไร้ค่านั่นโปรดละทิ้งไปเถิด...”
ถึงแม้ว่าผิวเนื้อกระดาษจะต่างกันหากแต่ลายมือเหมือนกันยิ่ง
“ไม่ผิด! ลายมือเดียวกัน”
หลี่กุ้ยเฟยกับยี่ซินเอ่ยปากพร้อมเพรียงยามนี้ไม่มีใครสนใจคำรายงานบนกระดาษเื่รัชทายาทเลย
ซานซานเอ่ยพึมพำแววตาคมกริบ สาดประกายข่มขวัญ “ที่แท้ เหย่หนิวของข้า ก็คือองครักษ์ของรัชทายาทรึ?”
“เขาคงปลอมตัวไปทำภารกิจลับกระมัง”ยี่ซินช่วยพินิจ
“เป็ไปได้...”หลี่กุ้ยเฟยยังร่วมวิเคราะห์
ซานซานได้ข้อสรุปทันที
“เป็ถึงคนสนิทของรัชทายาทสกุลย่อมใหญ่โตไม่ธรรมดา เบี้ยหวัดยิ่งได้มากโข จะเลี้ยงดูภรรยาสักคนมิได้เชียวรึ? จำต้องทิ้งลูกเลยหรือไร? ข้าขอไปดูหน้าสักหน่อยเถิด”
จบคำก็ลุกขึ้นทันใดยังไม่ลืมทำความเคารพหลี่กุ้ยเฟย แล้วเดินออกจากห้องไปเลย
เพราะที่ผิงเหยียนสามีใช้วิชาแปลงโฉม ซานซานจึงไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาครานี้นับเป็โอกาสอันดี
ได้เห็นหน้าชายชั่วเต็มสองตา!
ท่าทางตรงไปตรงมาและไร้จริตมารยาของซานซาน แม้จะแตกต่างจากมารยาทอันพึงปฏิบัติของข้าหลวงในวังไปบ้างทว่าหลี่กุ้ยเฟยไม่เคยถือสา ทั้งยังชมชอบที่นางเป็เช่นนี้
หากเปรียบเทียบระหว่างสนมของฮ่องเต้คุณหนูสูงศักดิ์ หรือใครก็ตามที่มีอำนาจคอยบีบบังคับ ซานซานก็นับได้ว่าเป็สตรีที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจระดับหนึ่งไม่ต้องพึงระวังตัวเฉกเช่นอยู่ต่อหน้าสตรีนางอื่น
ฝีมือหรือก็ฉกาจมีลูกก็กล้าหาญน่ารัก สรุปแล้วซานซานคือหยกงามในป่าใหญ่ ลู่หลิ่งยิ่งเป็เทพธิดาตัวน้อยที่หลี่กุ้ยเฟยมีวาสนาได้พบพาน
นางเอื้อมมือนุ่มลงมาลูบเบาๆบนศีรษะเล็กๆ ของลู่หลิ่ง ซึ่งไม่ต่างจากองค์หญิงน้อยที่กำลังนอนหลับตัวกลมอยู่เบื้องหน้า
“พระสนมจะให้หม่อมฉันตามซานซานไปหรือไม่เพคะ” ยี่ซินถามขึ้นด้วยเห็นถึงอารมณ์เดือดดาลของซานซาน จึงเกรงว่าอีกฝ่ายจะก่อเื่รุนแรงในตำหนัก
หลี่กุ้ยเฟยเพียงแย้มยิ้มแล้วเอ่ย“ปล่อยสามีภรรยาเขาคุยกันเองเถิด หากฝ่ายชายผิด ฝ่ายหญิงมีสิทธิ์จัดการได้เต็มที่อะไรที่เสียหายค่อยซ่อมแซมภายหลัง”
นี่คือความรู้สึกแท้จริงของสตรีผู้หนึ่งที่มีสามีมากรักหลี่กุ้ยเฟยนึกอิจฉาซานซานยิ่งนัก ที่แสดงอารมณ์เยี่ยงนั้นได้
หน้าประตูเรือนรับรองภายในตำหนักฮุ่ยเยี่ยน
อู๋เจี๋ยส่งข่าวเสร็จแล้วแต่ยังคงไม่ไปไหนเขากำลังยืนคุยอยู่กับซูเหยา ซึ่งเป็หญิงสาวคนรักั้แ่นางเข้าวังมา
ชายหนุ่มเกิดตระกูลใหญ่ฝั่งหลี่กุ้ยเฟยซึ่งนับเป็ญาติฝ่ายมารดาของรัชทายาทจ้าวเหว่ยจึงได้ติดตามอีกฝ่ายั้แ่เยาว์วัยส่วนซูเหยาเป็หลานสาวของยี่ซินคนสนิทของหลี่กุ้ยเฟย สกุลไม่นับว่าด้อย ทั้งสองจึงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยๆกระทั่งใกล้ชิดสนิทสนม กลายเป็คู่หมาย อยู่ในสายตาเ้านาย
ต้าถังให้อิสระเื่ระหว่างชายหญิงพระราชวังยิ่งไม่เคยปิดกั้นเื่หัวใจระหว่างบ่าวรับใช้ อู๋เจี๋ยให้รู้สึกดียิ่งนัก
ขอเพียงซูเหยาอายุครบยี่สิบตามกฎนางกำนัลที่สามารถขอปลดตนเองออกไปแต่งงานได้เขาจะส่งเกี้ยวแปดคนหามไปรับนางเข้าจวนทันที
“เหยาเอ๋อร์ข้ามีของมาฝากเ้าด้วยนะ”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบปิ่นไม้ออกมา เป็ปิ่นไม้ที่เขานั่งสลักเป็เพื่อนองค์รัชทายาทเมื่อหลายคืนก่อนยามที่พระองค์ทรงคิดถึงภรรยา
อู๋เจี๋ยยิ้มกว้างั์ตากรุ่มกริ่มยามบรรจงปักปิ่นลงบนเรือนผมดำขลับของซูเหยา เขาเอ่ยเสียงเบาทว่าหนักแน่น
“วันหน้าข้าจะมอบปิ่นหยกให้เ้านะ”
ซูเหยาก้มหน้าหลุบตาเขินอายที่สุด “ขอบคุณเ้าค่ะ”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนมโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามุมหนึ่งไม่ไกลกำลังมีมหันตภัยคืบคลาน
ซานซานกำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นดังกร๊อบโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แววตาเต็มไปด้วยไอสังหาร ไฟโทสะลุกโหมท่วมตัว
ภาพหนึ่งผุดขึ้นจนเต็มสมองครานั้นเหย่หนิวก็ปักปิ่นไม้ให้นางเช่นนี้ บอกว่าคราวหน้าจะมอบปิ่นหยกให้เช่นกัน
ที่แท้เหย่หนิวก็มิได้มีนางคนเดียวแต่เขากลับมีคนรักรออยู่ที่วังหลวงแห่งนี้
ทั้งคนทั้งคำสัญญานั่นบัดซบสิ้นดี!
ซานซานตัดสินใจปรากฏกายคำรามลั่น
“เหย่หนิว!”
ผลที่ได้คืออู๋เจี๋ยหันตามเสียงนั้นเมื่อเขาเห็นเป็ซานซาน ก็แตกตื่นเบิกตาโพลง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่ใอย่างที่สุด อุทานเสียงหนึ่ง
“ชิงหลิน!”
ท่าทางตื่นตระหนกสีหน้าซีดเผือด ยังเรียกนามถูกต้อง ยิ่งตอกย้ำกับซานซานอย่างยิ่ง
นางเข้าใจไม่ผิดจริงๆ
ตำหนักหยางซิน
หลังจากมอบหมายให้อู๋เจี๋ยไปส่งข่าวต่อพระมารดา จ้าวเหว่ยก็พาร่างสูงในชุดเกราะปีกเหล็กสีดำเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวขันทีคนสนิทนามอู๋เจิ้งพลันถลันตามเข้ามาอย่างรู้หน้าที่
อู๋เจิ้งคือน้องชายของอู๋เจี๋ยทั้งสองคือบ่าวคนสนิทของจ้าวเหว่ย คนหนึ่งติดตามนอกวัง คนหนึ่งดูแลรับใช้ในตำหนัก คอยสืบข่าวความเคลื่อนไหวต่างๆภายในราชสำนัก
เมื่อนายเหนือหัวพาร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในตำหนัก อู๋เจิ้งก็รีบเดินตามทุกย่างก้าวยังไม่ลืมนำม้วนกระดาษภาพบรรดาสาวงามที่ได้รับจากมหาขันทีประจำองค์จักรพรรดิมาคลี่อย่างถนอมแล้วเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อกางออกเบื้องหน้ารัชทายาทให้อีกฝ่ายได้เลือกเฟ้นถนัดถนี่
อู๋เจิ้งรู้ดี ไม่ว่าจะเลือกมาเป็แค่สาวใช้อุ่นเตียงหรือเป็อนุชายาเคียงหมอนไม่เคยอยู่ในความคิดของรัชทายาทหนุ่ม เขาแค่ทำหน้าที่คลี่ม้วนกระดาษและบรรยายสรรพคุณก็เท่านั้น
ขันทีกล่าวนอบน้อม“ในบรรดาสาวงามเหล่านี้ยังได้รับสิทธิ์ในการขึ้นแสดงความสามารถอันสูงส่งแห่งค่ำคืนต้อนรับพระองค์ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะทุกคนล้วนเป็คุณหนูสกุลใหญ่ทั้งนั้น มีพร์ รูปโฉมโดดเด่น เป็ที่เลื่องชื่อระบือไกลเป็ดรุณีวัยแรกแย้มราวดอกไม้เบ่งบานสะพรั่ง อย่างคุณหนูนางนี้ดุจดอกไม้หลากสีสันคุณหนูนางนี้ดั่งดอกพุดตาน คุณหนูอีกคนไม่ต่างจากเบญจมาศอีกนางยังคล้ายดอกกล้วยไม้ยังมีที่แข็งแกร่งอ่อนหวานราวดอกเหมยแยกกลีบกลางหิมะโปรยอ่า...คุณหนูผู้นี้ประหนึ่งกระต่ายน้อยแสนซน อีกคนยังคล้ายม้าน้อยแสนพยศ โอ้...สตรีผู้นี้เขียนเอาไว้ว่าตนเองเปรียบประดุจดอกท้อซึ่งกลายร่างเป็ผลท้อแล้วโดยสมบูรณ์กำลังสุกพอดิบพอดีพร้อมกิน”
ยิ่งอ่านยิ่งสนุกสนานอู๋เจิ้งให้รู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจ สีหน้ายิ่งนานยิ่งเหมือนงิ้วเข้าไปทุกที
และยังคงอีกเช่นเคยที่จ้าวเหว่ยไม่แม้แต่จะชายตาแล
ใบหน้าคมคายยังคงเรียบเฉยเนตรัคมเข้มมิได้ฉายแววอารมณ์อันใดออกมาเลย
ทุกคราที่จ้าวเหว่ยกลับเข้าวังเสด็จพ่อก็มักจะสรรหาสตรีเอาไว้รอต้อนรับเช่นนี้โดยมิได้บีบบังคับเขาให้ต้องแต่งชายา นับเป็ข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าระหว่างเขากับเสด็จพ่อ
หลังจากอ่านรายนามพร้อมสรรพคุณของสาวงามเสร็จ ก็เข้ามาถึงห้องด้านในพอดี อู๋เจิ้งนำภาพวาดของมวลบุปผาไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจแล้วหันมาถอดชุดเกราะให้นายเหนือหัวเพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์ พร้อมรายงานข่าวคราวการเคลื่อนไหวต่างๆของพระราชวังไปด้วยอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม ท่าทางตั้งอกตั้งใจสีหน้าจริงจังไม่เหมือนงิ้วเช่นคราแรก
ในบรรดาข่าวทั้งหลายเื่ของมารดาสำคัญที่สุด และเพื่อมิให้ข่าวสำคัญของหลี่กุ้ยเฟยกลบข่าวอื่นๆ จนหมดอู๋เจิ้งจึงเรียงลำดับรายงานเื่ของพระนางเอาไว้หลังสุดเสมอ
“ครั้งนี้ฝ่าามิได้เสด็จไปด้วยเนื่องจากสนมที่กำลังมอบความโปรดปราน บังเอิญไม่สบาย เกรงว่าครรภ์จะมีปัญหาพระสนมหลี่กุ้ยเฟยจึงเดินทางไปไหว้พระขอพรให้รัชทายาทเพียงผู้เดียว เหตุการณ์ลอบสังหารถูกสืบสาวจนจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้วพบว่าเป็คนของพระสนมฟู่ที่กำลังตั้งครรภ์นาง้าความโปรดปรานเพียงผู้เดียว ทว่ายามถูกลงทัณฑ์นางกลับปฏิเสธจนวาระสุดท้ายพ่ะย่ะค่ะ”
ร่างสูงยืนฟังด้วยท่าทางนิ่งขรึมพลางวิเคราะห์เสียงเรียบ“เป็ไปได้ว่าคนร้ายตัวจริงมิใช่นาง”
“หลักฐานล้วนชี้ชัดว่าเป็นางพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเหว่ยรับฟังอย่างมีสติมิได้เชื่อถือทั้งหมด“บางทีคนร้ายอาจใช้แผนยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัวกระมัง หมากตานี้ตายไปหนึ่งยังนับว่าคุ้มค่า”
อู๋เจิ้งไม่กล้าออกความคิดเห็นเพียงถอดชุดเกราะออกจากร่างแกร่งแล้วรายงานต่อ
“เื่ราวยังสืบจนพบว่าเชื่อมโยงกับองค์ชายรองหลักฐานแ่ายากปฏิเสธ องค์ชายรองเองก็ยอมรับเสียงแข็งทั้งยังประกาศกร้าวว่าตนเหมาะสมกับบัลลังก์ทองฝ่าาทรงพิโรธหนักถึงขั้นถอดยศองค์ชายรองแล้วสั่งเนรเทศให้ไปชายแดนตะวันตกพร้อมตระกูลฝั่งมารดาทั้งหมดยังผลให้องค์ชายที่เหลือพากันสงบเสงี่ยมเก็บตัวเงียบเชียบนับแต่นั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเหว่ยได้ฟังพลันหรี่ตา“เห็นได้ชัดว่าผู้ร้ายตัวจริง้าล้างกระดานหมากเพื่อต่อกรกับข้าอย่างเปิดเผยในไม่ช้า”
เดิมทีองค์ชายรองจ้าวหยาง เป็คู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับจ้าวเหว่ยมาโดยตลอดองค์ชายที่เหลือก็ใช่ย่อย มิรู้ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็เสือหมอบัซ่อน
อู๋เจิ้งบรรจงถอดชุดเกราะอย่างพินอบพิเทา
“วันที่พระสนมถูกล่อหลอกให้ออกจากที่พำนักไปไกลห่างวัดหลายลี้หมายทำร้ายที่กลางป่าลึกลับโชคดียิ่งนักที่ได้รับความช่วยเหลือจากเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง”
เรียวคิ้วจ้าวเหว่ยเลิกขึ้นเล็กน้อย“เด็กหรือ?”
อู๋เจิ้งถือชุดเกราะที่ถอดออกจากร่างใหญ่นำไปขึงบนแท่นไม้อย่างนุ่มนวลเป็ระเบียบแล้วนำชุดสีน้ำเงินเข้มประคองกลับมาสวมใส่บนกายสง่าพลางเอ่ยปากรายงานต่อ
“แท้จริงเป็บุตรสาววัยสี่ขวบของจอมยุทธ์หญิงเร่ร่อนคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะมารดาของแม่นางน้อยมีฝีมือฉกาจมาก สังหารนักฆ่าจนหมดสิ้น ช่วยชีวิตพระสนมเอาไว้ได้พระนางจึงเมตตาให้ติดตามเข้าวัง ทั้งแม่ทั้งลูกพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเหว่ยรับฟังด้วยท่าทางเรียบเฉยใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเคย เขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะมุมห้อง อู๋เจิ้งรีบตามมารินน้ำชา
กระแสเสียงของรัชทายาทหนุ่มยังคงเนิบช้าหาได้ใส่ใจ
“จอมยุทธ์หญิงผู้นี้เป็ใครมาจากไหนไว้ใจให้อยู่ข้างกายเสด็จแม่ได้หรือไม่?”
อู๋เจิ้งส่งถ้วยชาอุ่นให้เ้านายดื่มก่อนค้อมกายตอบคำ “นางมีนามว่าซานซานมาจากหมู่บ้านผิงเหยียนพ่ะย่ะค่ะ”
พรวด! จ้าวเหว่ยถึงกับสำลักน้ำชา
อู๋เจิ้งยกชายผ้าขึ้นซับใบหน้าตนเองที่เปียกชุ่ม
[1]ยามเซิน คือเวลาประมาณ 15.00-16.59 น.