เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 เฟยเตียวโจมตี


             เดิมทีเสี่ยวหมี่ยังคาดหวังให้บิดาออกหน้าพูดอะไรหน่อย อย่างน้อยก็ให้เขาได้ลิ้มรสความยากลำบากของชาวโลกบ้าง ใครจะคิดว่าเขาจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ นางจึงรีบเดินขึ้นหน้าไปประคองท่านพ่อไว้ ขณะเดียวกันก็พยายามรั้งเสื้อของพี่รองลู่ที่กำลังจะปล่อยหมัดไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

             คนแซ่ตู้เข้าใจว่าเสี่ยวหมี่กลัวเขาจึงได้ทำเช่นนั้น จึงแสดงท่าทีโอหังยิ่งกว่าเดิม

             “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ภูเขาสองลูกนี้เงินหมื่นตำลึงยังถูกเกินไป ต้องเพิ่มสาวงามมาอีกคนถึงจะใช้ได้”

             เข้าชี้แส้ตรงไปที่เสี่ยวหมี่ ยิ้มอย่างชั่วร้าย “คนสวย กลับไปกับข้า ข้ารับประกันว่าเจ้าจะสุขสบายกว่าอยู่ที่เขาแห่ง...”

             เขายังพูดไม่ทันจบ กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ ถือแส้ไว้ไม่ไหวจนมันร่วงลงบนพื้น

             “อ๊า มือข้า ใครกล้าตีข้า”

             คนแซ่ตู้เจ็บจนต้องประคองข้อมือของตนไว้ เสียงร้องเบาจนแทบไม่ได้ยิน พวกชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าใครลงมือ พวกเขาแค่จ้องชายคนนี้อย่างดุดันเฉยๆ แต่ไม่ได้ลงมืออะไร แน่นอนว่าต่อให้รู้ว่าใครทำพวกเขาก็ไม่คิดจะบอกเจ้าโง่นี่ให้รู้ตัวหรอก

             มีเพียงเสี่ยวหมี่ที่เห็นอย่างชัดเจน กิ่งไม้ในมือของเฝิงเจี่ยนที่เขาควงเล่นมาตลอดทางหายไปแล้ว...

             เป็นนานกว่าที่คนแซ่ตู้จะหายเจ็บข้อมือ ตอนที่คิดจะตะโกนแหกปากต่อไปนั้น กลับรู้สึกคันยุบยิบที่ลำคอ คล้ายว่ามีอะไรร่วงหล่นลงมา

             หรือว่าเป็นฝน?

             ลูกน้องข้างกายเขาก็โดนเช่นกัน จึงพากันเงยหน้ามองท้องฟ้า น่าเสียดายที่ท้องฟ้าไม่มีเค้าลางของเมฆฝนแม้แต่น้อย...

             คล้ายว่าจะมีกลิ่นแปลกประหลาดกำจายอยู่ในอากาศ ชาวบ้านบางคนที่ไวต่อกลิ่น ตั้งใจดมอย่างละเอียด จากนั้นหน้าก็เปลี่ยนสีทันที

             “รีบหนีเร็ว รีบหาที่ซ่อน เฟยเตียว [1] มาแล้ว”

             เมื่อชาวหมู่บ้านเขาหมีได้ยินเช่นนี้ ก็แทบจะสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ คนหนุ่มแบกคนชรา พวกผู้หญิงอุ้มเด็กเล็กๆ รีบวิ่งเข้าไปหลบในบ้านพักทันที

             พี่รองลู่แบกบิดาที่ยังท่าทางคล้ายจะเป็นลมไว้บนหลัง เขาตะโกนไปที่สวนข้าวโพดข้างๆ ว่า “เสี่ยวเอ๋อ หลบให้ดีนะ อย่าออกมาเด็ดขาด”

             ถึงแม้ในแววตาของเฝิงเจี่ยนจะเกิดความสงสัยเช่นกัน แต่เขาก็อุ้มเสี่ยวหมี่ขึ้นมาทันทีแล้วรีบใช้วิชาตัวเบาเร่งรุดเข้าไปหลบในบ้านพัก

             เหลือแต่พวกคนแซ่ตู้ที่ยืนงงอยู่กับที่ จะรุกก็ไม่ได้จะถอยก็ไม่ได้

             ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ยังมีคนนับร้อยยืนประจัญหน้ากับพวกเขาอยู่ เพียงพริบตากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

             หรือว่าคนบ้านนอกพวกนี้เกิดกลัวเขาขึ้นมา?

             ลูกน้องขี้ประจบบางคนถึงกับขึ้นหน้าไปประจบประแจงว่า “คุณชาย ท่านดูสิคนชั้นต่ำพวกนี้ก็เก่งแค่กับสัตว์ป่าเท่านั้น เมื่อได้เห็นคุณชายแสดงความเด็ดขาดออกมา ก็พากันวิ่งหนีราวกับกระต่าย”

               “ฮ่าฮ่า เจ้าพวก...” คนแซ่ตู้ถูกเยินยอจนหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ข้อมือก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไปแล้ว ตอนที่คิดจะพูดโอ้อวดต่อไปนั้น กลับได้ยินเสียงหวีดแหลมดังมาจากในป่า

               เขาคิดจะหันไปมอง กลับมีกลุ่มสีดำอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากต้นไม้ แล้วร่วงลงมาบนศีรษะเขา จากนั้นศีรษะก็ถูกขยุ้มอย่างหนักหน่วง

                “อ๊าก ช่วยด้วย นี่มันอะไรกัน ข้าเจ็บ”

                คนแซ่ตู้รู้สึกเจ็บปวดทรมาน พยายามจะทึ้งเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่บนหัวให้ร่วงลงมา แต่ไม่สำเร็จเพราะอุ้งเท้าทั้งสองของเจ้าสัตว์ตัวน้อยทึ้งผมหลังศีรษะของเขาไว้ไม่ปล่อย อุ้งเล็บอีกสองข้างที่ว่างอยู่ ใช้วิชา ‘กรงเล็บกระดูกขาว’ ทึ้งหนังศีรษะและใบหน้าที่เคลือบแป้งหนาของเขา

                ไม่ใช่ว่าเด็กรับใช้ที่อยู่รอบๆ ไม่อยากเข้าไปช่วย แต่พวกเขาเองยังเอาตัวไม่รอดเลย

                “อ๊าก ช่วยด้วย”

                “ตาข้า หูข้า ช่วยด้วย”

                นายบ่าวสกุลตู้ที่เดิมทียังแสดงท่าทีโอหังราวกับแม่ทัพใหญ่ที่ชนะศึกกลับมา ยามนี้เอาแต่ส่งเสียงกรีดร้อง ทำทุกวิถีทางเพื่อหลบการโจมตีจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนศีรษะ

                “สมควรแล้ว ข่วนสุนัขพวกนี้ให้ตายไปเลย”

                “นั่นน่ะสิ ใครใช้ให้พวกมันแล่นมาทำชั่วถึงที่นี่ มีชีวิตสุขสบายอยู่ดีๆ ไม่ไปใช้ อุตส่าห์ดั้นด้นมารังแกพวกเรา”

                พวกชาวบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ และหัวเราะอย่างสะใจ “เห็นแก่ที่วันนี้พวกเฟยเตียวมารุมทึ้งพวกมันระบายความโกรธให้เรา วันหน้าข้าจะไม่ล่าเฟยเตียวอีก”

                “ข้าด้วย แต่น่าแปลกยิ่งนัก ปกติเฟยเตียวพวกนี้ไม่มีทางออกจากป่ามาเองง่ายๆ วันนี้เหตุใดถึงวิ่งออกมาได้”

                ชายคนแรกที่บอกทุกคนให้หาที่หลบ เอ่ยว่า “มีคนเอาฉี่ของลูกเฟยเตียวมาสาด พวกเฟยเตียวก็เลยบ้าคลั่งเช่นนี้”

                “มิน่าเล่า ปีๆ หนึ่งเฟยเตียวตัวเมียจะคลอดลูกอ่อนแค่ตัวเดียว เมื่อพวกมันได้กลิ่นฉี่ของลูกอ่อนก็คงคิดว่าพวกสุนัขนั่นทำร้ายลูกอ่อนของพวกมัน หากไม่รุมทึ้งพวกเขาจนตายก็คงไม่ใช่เฟยเตียวแล้ว”

                เสี่ยวหมี่ได้ยินที่ทุกคนพูด ก็แทงศอกใส่เฝิงเจี่ยนเบาๆ ถามว่า “เมื่อครู่ที่เกาเหรินออกไปก็เพื่อไปหาฉี่ของลูกเฟยเตียวมา? เขาไปเก็บมาได้อย่างไรกันนะ...”

                เฝิงเจี่ยนยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไร แล้วยื่นมือไปดึงหน้าต่างให้ปิดสนิทยิ่งกว่าเก่า พวกเฟยเตียวกำลังบ้าคลั่ง หากมีตัวใดเล็ดลอดเข้ามาได้ คนแรกที่โชคร้ายก็คือเสี่ยวหมี่

                พี่รองลู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างมีท่าทางตื่นเต้น ทำท่าเหมือนจะเปิดหน้าต่างยื่นหน้าออกไป พอได้ยินที่น้องสาวของเขาพูด ก็อดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ “ฮ่าฮ่า ที่แท้เป็นฝีมือเจ้าเด็กเกาเหรินนั่น ประเสริฐนัก เห็นแก่ผลงานของเขาในวันนี้ วันหน้าเวลาแย่งเนื้อกันบิดาจะออมมือให้เขาหน่อยก็แล้วกัน”

                พูดจบ เขาก็ถูกบิดาลู่ที่สีหน้าดำคล้ำตบหลังศีรษะเข้าอย่างจัง “เจ้าเป็นบิดาใคร?”

                พี่รองลู่ลูบหลังศีรษะป้อยๆ ท่าทางราวกับหนูกลัวแมว รีบเข้าไปหลบในกลุ่มฝูงชนทันที

                พวกชาวบ้านเห็นแล้วก็พากันหัวเราะออกมา จากนั้นก็พากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปากว่าเกาเหรินร้ายกาจเพียงใด ไปเรียนวรยุทธ์มาจากไหน ถึงได้เก่งกล้าขนาดนี้ทั้งๆ ที่อายุยังน้อยอยู่เลย

                ภายในบ้านหัวเราะกันสนุกสนานครื้นเครง สนทนากันอย่างปลอดภัยไร้กังวล แต่ด้านนอก นายบ่าวสกุลตู้ถูกเฟยเตียวรุมทึ้งเสียจนไม่เหลือสภาพคนแล้ว

            คนแซ่ตู้พยายามสุดชีวิตเพื่อลืมตาที่เต็มไปด้วยเลือด เขาวิ่งซวนเซไปหาม้าของตนเอง เมื่อพลิกตัวขึ้นบนหลังม้าได้ก็ควบหนีไปอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อนายนำบ่าวก็ตาม บรรดาคนรับใช้ก็พากันวิ่งหนีตามเขาสุดชีวิต

            เฟยเตียวเป็นสิ่งมีชีวิตที่โหดเหี้ยมโดยกำเนิด เป็นสัตว์ป่าอย่างแท้จริง พวกมันไม่ยอมรามือถึงแม้ว่าเหยื่อจะหนีไปแล้ว พวกมันโหนตัวไปกับกิ่งไม้ตามต้นไม้ที่ล้อมรอบอยู่ รวดเร็วราวกับบินได้ก็ไม่ปาน ไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว...

            ในเมืองอันโจว ยิ่งอากาศอบอุ่นขึ้นก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฤดูกาลที่ดีที่สุดใกล้จะมาถึงแล้ว

            บรรดาชาวบ้านแถบชานเมืองหรือบางส่วนที่อยู่บนเขาจะขุดผักป่า จับไก่ป่ากระต่ายป่า หรือหาของป่ามาแลกเงินและของใช้จำพวกเกลือน้ำมันในเมือง

            บางคนถึงกับเข้ามาหาโอกาสรับจ้างในเมืองในช่วงเวลานี้ก็มี

            ส่วนพวกผู้มีอันจะกินทั้งหลายสวมอาภรณ์งดงามหลากสีสัน สวมเครื่องประดับเงินทอง เดินเล่นในตลาดกลางเมืองจนเหนื่อยแล้ว ก็เดินทางออกนอกเมืองไปค้างแรมบนเขาหรือในป่าที่ทัศนียภาพงดงาม เพื่อผ่อนคลายจิตใจและหากิจกรรมใหม่ๆ ทำ

            แต่วันนี้บรรดาคนที่เดินเข้าออกเมืองกันอย่างขวักไขว่ กลับแตกฮือราวกับฝูงผึ้ง

            พวกเขาเห็นจากที่ไกลๆ ว่ามีม้าเจ็ดแปดตัววิ่งเข้าเมืองมาอย่างบ้าคลั่ง คนบนม้าสีหน้าน่าสยดสยอง มือไม้ปัดป่ายอยู่ไม่สุข ราวกับคนโดนของก็ไม่ปาน

            คนที่เดินอยู่บนถนนถึงกับถูกเตะจนล้มคว่ำ บางคนวิ่งหนีหลบจนตกคูน้ำข้างทางก็มี รถม้าคันใหญ่ที่วิ่งอยู่ก็หักหลบจนเกือบจะพลิกคว่ำอยู่หลายคัน

            เสียงก่นด่าดังระงมไปทั่ว

            ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองตกตะลึงอยู่เป็นนานกว่าจะดึงสติกลับมาได้ วิ่งวุ่นหาท่อนไม้และมีดดาบที่ยามปกติโยนทิ้งส่งๆ ไว้ด้านข้าง เรียกพลังใจสร้างความฮึกเหิมให้ตน จากนั้นจึงเข้าไปเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้น

            ในที่สุดขบวนม้าพิสดารนั่นก็วิ่งมาใกล้ คนบนหลังม้าร่วงลงมา นอนแผ่หลาบนถนน “เจ้าพวกสุนัข ตีเจ้าสุนัขพวกนี้ให้ตาย”

            มีทหารยามบางคนที่สายตาดีตั้งใจมองอย่างละเอียดแล้วจึงตะโกนออกมาว่า “นี่ไม่ใช่คุณชายตู้หรอกหรือ?”

            “อะไรนะ คุณชายตู้”

            เมื่อทุกคนได้ยิน ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ศัตรูหรือโจรป่า ก็พากันล้อมเข้ามา แล้วถึงได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างกำลังทรมานคุณชายตู้อยู่

            เฟยเตียวตัวสีดำสนิทราวเส้นผมตัวหนึ่ง กำลังวาดกรงเล็บไปบนตัวเขา กรงเล็บพวกนั้นย้อมสีแดงฉานของเลือดปะปนกับเส้นผมเป็นกระจุก ทั้งร่างของตู้โหย่วไฉเต็มไปด้วยรอยข่วน

            “รีบตีมันให้ตาย ช่วยคุณชายตู้เร็วเข้า”

            พวกทหารยามเริ่มเอะอะ พวกเขาเตรียมยกกระบองในมือขึ้น

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยามปกติพวกเขาไม่ได้ฝึกฝนเกินไปจนไร้ฝีมือ หรือเพราะมีบางคนที่แอบไม่พอใจนิสัยของตู้โหย่วไฉเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้กระบองพวกนั้นครึ่งหนึ่งไม่โดนตัวเฟยเตียว แต่กลับกระแทกอย่างแรงลงบนร่างของตู้โหย่วไฉ

            “อ๊าก ใครตีข้า ข้าเจ็บๆ”

            ตู้โหย่วไฉสูญสิ้นแล้วซึ่งศักดิ์ศรีใดๆ สองมือยกขึ้นกุมศีรษะ ถูกตีจนร้องโอดโอย

            ทหารยามบางคนยังตะโกนว่า “คุณชายตู้ไม่ต้องกลัว พวกเรากำลังตีเจ้าสัตว์ประหลาดสีดำนี้ให้ท่านอยู่ อีกเดี๋ยวมันก็ตายแล้ว”

            อาจเพราะเฟยเตียวเห็นคนมารุมกันมากมาย และมันก็นับว่ารุมทึ้งจนพอใจแล้ว หลังจากถูกตีไปสองสามที ในที่สุดก็วิ่งหนีหายไปในพุ่มไม้ด้านข้าง

            เมื่อมีตัวแรกนำ ตัวอื่นๆ ก็ทำตาม เพียงพริบตาเดียวพวกเฟยเตียวก็ราวกับกองทัพของเทพสงครามที่โจมตีอย่างดุดันแล้วหายไปในกลีบเมฆอย่างไร้ร่องรอย

            พวกทหารยามถึงได้เก็บกระบองในมือ กระแอมเบาๆ สองเสียง ตะโกนว่า “คุณชายตู้ ลุกขึ้นมาได้แล้วขอรับ ไม่เป็นไรแล้ว”

            ตู้โหย่วไฉค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ เขาเห็นแค่ทหารยามและคนเดินถนนที่เข้ามาดูเพื่อความครื้นเครง รวมถึงลูกน้องที่นอนโอดโอยอยู่ข้างๆ ไม่เห็นพวกสัตว์ประหลาดสีดำอีกต่อไป ก็ถอนใจโล่งอก

            จากนั้นก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดทั่วทุกอณูบนร่าง ทั้งแผลขีดข่วนจากเฟยเตียว และแผลฟกช้ำจากการถูกไม้กระบองตี ทำให้เขาต้องร้องโอดโอยออกมา

            “อ๊า เจ็บจะตายแล้ว พวกสุนัขรับใช้ ยังไม่รีบส่งข้ากลับไปอีก หมอ รีบตามหมอ”

            พวกทหารยามถูกดุด่า พวกเขารู้สึกเสียใจยิ่งนักที่เมื่อครู่นี้ไม่ตีให้หนักกว่านี้ แต่หากจะเปลี่ยนใจมาตีเอาตอนนี้ก็คงต้องผูกพยาบาทเป็นศัตรูกับตู้โหย่วไฉแน่แล้ว จึงรีบไปหารถม้า ช่วยลำเลียงตู้โหย่วไฉกลับจวน

            พวกคนเดินถนนที่เข้ามาชมเรื่องสนุกเมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ก็พากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์

            “เกิดอะไรขึ้น อันธพาลตู้ไปล่วงเกินสิ่งมีชีวิตน่ากลัวพวกนี้มาจากไหน?”

            “นั่นน่ะสิ พวกมันลงมือโหดเหี้ยมนัก ข้าเห็นว่าบนร่างของอันธพาลตู้ไม่มีตรงไหนที่เป็นเนื้อดีๆ เลย หากไม่เห็นตอนถูกโจมตี ข้าคงคิดไปว่าเขาแอบปีนหน้าต่างห้องหญิงหม้ายคนไหนเข้าแล้วถูกอีกฝ่ายรุมทึ้งแล้วจับโยนออกมา”

            “ฮ่าฮ่า นั่นน่ะสิๆ”

            แน่นอนว่ามีบางคนที่รู้เรื่องมากกว่านั้น จึงอดแสดงความสามารถให้คนอื่นๆ เห็นว่าข่าวเขาว่องไวแค่ไหนไม่ได้ เล่าออกมาเสียงเบาว่า “พวกเจ้าไม่รู้อะไร เรื่องในวันนี้ไม่แน่อาจเป็นเพราะอันธพาลตู้หาเรื่องใส่ตัวก็เป็นได้ เพื่อนบ้านของหลานสาวฝั่งมารดาของป้าสะใภ้ของบ้านท่านยายสามของข้าทำงานอยู่ที่ศาลาว่าการ ได้ยินมาว่าอันธพาลตู้เข้าไปแย่งที่บนหุบเขาหมี เดิมทีผู้อื่นได้จ่ายเงินมัดจำไว้ก่อนแล้ว รอมาจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อแลกโฉนดแดงกลับไป สุดท้ายเจ้าอันธพาลตู้กลับตัดหน้าซื้อไปก่อน”

            “หา นิสัยเขานี่มันอันธพาลชัดๆ เลย”

            “ใช่แล้ว หมู่บ้านเขาหมียากจน แสดงว่าคนซื้อจะต้องเป็นสกุลลู่แน่”

            “ใช่แล้ว” คนผู้นั้นยิ้มกว้างพลางปรบมืออย่างชอบใจ “ได้ยินว่าคนสกุลลู่โกรธมาก เถ้าแก่ของร้านขายผ้าเฉินจี้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางเองก็โกรธมากเช่นกัน ข้ายังคิดอยู่เลยว่าคนสกุลู่จะทำอย่างไร พวกเขาจะไปแจ้งทางการหรือว่ายอมอดทนไปก่อน คิดไม่ถึง...ฮี่ฮี่”

            เชิงอรรถ

            [1] เฟยเตียว(飞貂)ตัวมิ้ง

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน