ฉวนเหลียนเจวียนที่ใจวิตกกังวลมักฝันร้ายเจ็บเกร็งท้องจนเผลอคราง ดึกดื่นคืนนี้ก็เช่นกันฉวนลี่ถิงซึ่งนอนบนเตียงอีกฝั่งของห้อง ได้ยินเสียงสะอื้นมาจากเตียงของพี่สาวนางจึงลุกลงจากเตียง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ พบว่าคนท้องยังนอนหลับตาทว่าหยดน้ำตากลับไหลเป็ทางหญิงสาวกุมมือที่โผล่พ้นผ้าห่มเพื่อปลุกพี่สาวให้ตื่นจากฝันร้าย
“พี่เจวียนเอ๋อร์...”
คนบนเตียงสะดุ้งเฮือกลืมตาตื่น ปลายเสียงสะอื้นหลุดจากริมฝีปากแ่เบา ก่อนขานรับคนเรียก
“ถิงเอ๋อร์”
“พี่ฝันร้ายทุกคืนเลยข้าห่วงพี่รู้ไหม”
แสงจากตะเกียงเ้าพายุที่แขวนไว้หน้าห้องลอดผ่านเข้ามาทำให้คนเป็น้องเห็นริ้วรอยความทุกข์ตรมของพี่สาว ด้วยความเวทนาหยดน้ำใสพลันคลอในดวงตาฉวนลี่ถิง
“พี่มีอะไรจะเล่าให้ข้าฟังหรือไม่”
นอกจากชื่อของเขาคนนั้นพี่สาวก็ไม่เคยปริปากเอ่ยถึงเขาอีกเลย เมื่อบุพการีทั้งสองคาดคั้นถึงที่สุดแล้วนางยังนิ่งเงียบ พวกท่านจึงถอดใจและไม่สนจะไต่ถามใดๆ อีก จากวันเป็เดือน กระทั่งผ่านมาหลายเดือนต่างก็ปักใจไปแล้วว่าเขาคนนั้นจะไม่กลับมารับผิดชอบเด็กในท้องเป็แน่
“ข้าอยากรู้เื่ของผู้ชายที่ชื่อเจิ้งเจี๋ย”
ฉวนเหลียนเจวียนนอนลืมตามองเพดานมุ้งชั่วครู่เมื่อทำท่าจะลุก น้องสาวจึงช่วยประคองให้นั่งพิงหมอน มือนางลูบท้องที่มีผ้าห่มพาดทับให้ความอบอุ่นต่อลูกน้อยในครรภ์
“ข้าเจอเขาครั้งแรกตอนขึ้นเขาไปขอพรตี้หมู่เหนียงเหนียง[1]”
นางกับเพื่อนบ้านไปไหว้ขอพรพระแม่บนเขามิคาด ที่นั่น เพื่อนบ้านได้นัดพบคนรักแล้วแยกตัวออกไปที่คิดว่าท้องฟ้าจะสดใสทั้งวัน จู่ๆ กลับมีเมฆฝนตั้งเค้า นางลงจากเขาอย่างรีบเร่งครั้นลงมาถึงตีนเขา บังเอิญมีรถม้าวิ่งผ่านมาด้วยความเร็ว ทำให้นางใรีบถอยจึงล้มลงข้างทางจนข้อเท้าพลิก เมื่อคนบนรถม้าเปิดม่านมองมานางจึงได้สบตากับดวงตาคู่หนึ่งที่เป็ประกายดึงดูดจนนางราวกับต้องมนตร์ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววอ่อนโยนสะกดตรึงสายตานางยิ่ง
เขาทำท่าจะลงจากรถม้า
‘องค์...เอ่อนายน้อย ฝนกำลังจะตก’ ผู้ติดตามของเขาซึ่งะโลงจากรถม้าก่อนหน้านั้นเอ่ยห้าม
แสงบนฟ้าแลบปลาบฟ้าร้องครืนครั่นก่อนจะผ่าลงในที่ไกลออกไป นางเผลอกรีดร้องด้วยความกลัวจึงหดห่อตัวอยู่บนพื้นไม่อาจจะลุกขยับไปที่ใดและแล้วคนบนรถม้าก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ฝ่ามือใหญ่ฉุดแขนนางให้ลุกขึ้นทว่านางเจ็บขาเกินกว่าจะเดินได้
‘ขออภัยที่ล่วงเกิน’ เ้าของร่างสูงช้อนอุ้มนางขึ้น ในขณะที่ฝนเริ่มกระหน่ำลงมานางถูกอุ้มเข้าไปในรถม้าโอ่โถง และชายหนุ่มก็วางผ้าผืนหนาห่มคลุมลงบนร่างนางร่างบุรุษเพศแผ่ไออุ่นยังคงนั่งอยู่ข้างนางในรถม้า นางตกประหม่าระคนหวาดระแวงที่ตนขึ้นรถม้ามากับเขา
เขายื่นมือมาจับที่ข้อเท้าของนางแม้นางพยายามจะชักกลับ
‘ข้าทำให้เ้าาเ็’
‘มันเป็อุบัติเหตุ’
น้ำเสียงอ่อนนุ่มความสุภาพที่ส่งเสริมหน้าตาหล่อเหลาทำให้นางอดที่จะช้อนสายตาขึ้นมองเขาอีกครั้งไม่ได้และตอนนั้นก็มีแสงฟ้าแลบลอดผ่านเข้ามาข้างในรถม้า ในระยะใกล้ดวงตารียาวใต้แพขนตาส่งเสริมวงหน้าคมคายให้ยิ่งดูดีดั่ง์สรรค์สร้างใจนางเต้นไม่เป็ส่ำ ทว่ามิได้รู้สึกว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยเลยสักนิดความอุ่นที่จับอยู่บนข้อเท้าแล่นปราดขึ้นมาแทรกซึมไปทุกอณูเนื้อของหัวใจ
‘มันเป็อุบัติเหตุที่ข้าไม่อยากให้เกิดขึ้นกับสตรีบอบบางเช่นเ้าเลยสักนิดหากล้อของรถม้าทำอันตรายเ้ามากกว่าที่เป็อยู่ ข้าคงไม่ให้อภัยตัวเอง’
‘ทะ...ท่านกล่าวเกินไป’
‘กลับไปกับข้า’
นางมองเขาอย่างตื่นตะลึงอย่างไม่เข้าใจความหมาย
‘ให้ข้าได้รักษาเ้าหลังจากนั้นข้าสัญญาจะส่งเ้าให้ถึงบ้าน อยู่กับข้า รับรองเ้าจะปลอดภัย’ แล้วเขาก็วางเท้านางลงบนหมอนรองอย่างทะนุถนอมยิ่ง
เล่ามาถึงตอนนี้พี่สาวหยุดลูบท้องตัวเอง มีรอยยิ้มเมื่อคิดถึงเขาในตอนนั้น
“เพราะเขาพี่ก็เลยปฏิเสธคุณชายเฉิง” ความสวยของพี่สาวเป็ที่หมายปองหนึ่งในนั้นคือเฉิงหงิ ลูกชายของผู้ว่าการเมืองซานเทียน
ฉวนเหลียนเจวียนพยักหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เมื่อเ้าได้สบตาใครสักคนแล้วความรู้สึกข้างในมันบอกว่าใช่เขาคนนั้นที่เ้าเฝ้ารอหัวใจเ้าก็จะไม่เผื่อที่ให้ใครอีก”
ในตอนนั้นรถม้าได้พานางไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกเมืองฝนหยุดตก คล้ายมีการส่งคนมาจัดเตรียมที่ทางไว้ล่วงหน้านางถูกเขาอุ้มแนบอกเข้าไปในตัวเรือนด้านในได้สักพัก หมอท่านหนึ่งก็มาถึงการรักษาผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ นางแค่ข้อเท้าแพลง ไม่นานก็คงหายเมื่อหมอจากไปแล้ว คนของเขาก็ปลีกตัวออกไปกันหมด ในห้องจึงเหลือนางกับเขาสองคน
‘เจิ้งเจี๋ยขออภัยกับอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ทราบว่าแม่นาง...’
‘เรียกข้าว่าเหลียนเจวียน[2]’
‘ชื่อเหมาะกับตัวยิ่ง’
ใบหน้าสวยสะคราญระบายรอยยิ้มเอียงอาย‘ท่านกล่าวเกินไปแล้ว หญิงบ้านนอกเช่นข้า ไหนเลยจะกล้ารับคำชมเกินตัว’
‘ในป่าห่างไกลแต่ข้ากลับพบนางหงส์ ข้าเห็น ข้าพบ จึงพูดตามจริง’
นางช้อนสายตามองเขาด้วยความเขินอายยิ่งฝนก็เลิกตกแล้ว ข้อเท้าก็รักษาแล้ว ขืนอยู่ต่อ เกรงเขาจะว่านางไร้ยางอายจึงได้เอ่ยปากขอตัวกลับ เขาก็ให้คนไปส่ง เพียงแต่ก่อนจะส่งนางขึ้นรถม้าเขาได้เอ่ยว่า
‘ไม่อยากให้การพบกันเป็วาสนาอันแสนสั้นจะรังเกียจข้าหรือไม่ ที่อยากทำความรู้จักกับเ้าให้มากขึ้น...เจวียนเอ๋อร์’
คำเรียกขานราวสนิทสนมทำให้นางใจสั่น
‘ข้า...เอ่อ’
‘สาบานต่อฟ้าดินว่าข้ามิได้มีเจตนาร้าย’ รอยยิ้มเปิดเผย วาจาหนักแน่นกล่าวไม่สะดุด ‘อีกเจ็ดวันข้างหน้าข้าจะไปรอเ้าที่ทางขึ้นเขา ข้ามีธุระผ่านทางมาที่เมืองนี้ ยังท่องเที่ยวไม่ทั่วอยากได้รับคำแนะนำจากเ้า หากเ้าอภัยให้แก่ความเลินเล่อของข้าแล้ว ข้าหวังจะได้พบเ้าที่นั่นนะเจวียนเอ๋อร์’
นางไม่ถือโทษเคืองโกรธเขาสักนิดและนั่นก็เป็จุดเริ่มต้นที่นางกับเขาได้ทำความรู้จักกันเพราะถูกเฉิงหงิตื๊อไม่หยุดนางจึงปิดเื่การได้พบกับเจิ้งเจี๋ยเป็ความลับก่อนใจนางหวั่นไหวให้คนแปลกหน้าเช่นเขาอย่างง่ายดาย เกิดความรู้สึกแน่ชัดว่าเขาใช่คนที่นางเฝ้ารอมาเนิ่นนานปี
หลังจากพบกันครั้งแรกครั้งที่สองที่สามก็ตามมา กระทั่งนางรู้จักเขาได้สองเดือนในค่ำคืนหนึ่งซึ่งนางลอบออกจากบ้านไปกับเขาทางประตูหลังด้วยเื่ด่วนที่เขาให้คนแอบส่งจดหมายมาตอนรับผ้าทอที่สั่งเป็ส่วนตัวไว้ก่อนหน้า
‘ท่านจะกลับถูหยางแล้วหรือ’ น้ำเสียงนางแ่ปลาย ใจหายกับ่เวลาแสนสั้นระหว่างเขากับนาง
เขาดึงนางเข้าไปกอดแนบอกเหมือนเช่นทุกครั้งที่ลอบพบกันแม้ลมพัดมาให้เย็นกายแต่ใจนางยามนี้ร้อนรุ่มเกรงระยะทางห่างไกลจะทำให้สัมพันธ์ที่เริ่มสร้างสะบั้นลงนางยอมให้เขาขนาดนี้ ยอมเปิดเผยด้วยการกระทำอย่างหญิงใจง่ายออกมาพบเขาเขาก็น่าจะรู้แล้วว่านางรักเขาเหลือเกิน
‘ข้ามีธุระด่วนทางบ้านต้องจัดการบ่าวรับใช้มาส่งข่าวว่าบิดาข้าป่วยหนัก...’
เื่คอขาดบาดตายของบุพการีมีหรือนางจะกล้ารั้งเขาไว้
‘ข้าจะขอพรให้ท่านเดินทางปลอดภัย’
‘จะไม่รั้งข้าไว้สักหน่อยหรือเจวียนเอ๋อร์สักหนึ่งชั่วยามก็ยังดี ให้ข้าได้ใช้เวลาอยู่กับเ้านานที่สุด’ เขาเชยคางนางขึ้น แล้วประทับจูบลงแ่เบาซ้ำรอยรักที่เคยได้ตราประทับไว้หลายครั้ง ความหวานซึ้งซึมซาบอาบหัวใจหญิงเขารุกเร้าทว่าไม่เร่งรัด รอจังหวะให้นางโอนอ่อนพร้อมใจเอง
‘ข้าหรือจะสามารถรั้งตัวท่านไว้ได้ตัวท่านเหมือนแสงอาทิตย์ จะถามหาในตอนค่ำคืนได้อย่างไร’ ร่างบอบบางอ่อนนุ่มแนบอิงกับอกเขา ที่ทุ่งหญ้านอกเมือง มีดาวมีเดือนเป็เพื่อน อย่างน้อยนางกับเขาก็ยังได้ล่ำลากัน
‘แล้วถ้าหากเป็ข้าที่รั้งเ้าไว้กับตัวเล่า’
นางเงยหน้ามองเขาเขาจะรั้งนางอย่างไร จะแต่งกับนางหรือ
‘หลังจากจัดการเื่ทางบ้านข้าจะส่งคนมารับเ้า รอข้าได้หรือไม่’
นานเท่าไรที่เขาจะให้นางรอ
‘หัวใจข้ามีเ้าแล้วคงมินานนักหรอก เพราะการห่างเ้าก็เท่ากับเป็การทรมานข้าเช่นกัน’ ชายหนุ่มกระชับวงแขนโอบร่างหอมจรุง แล้วจรดจูบบนหน้าผากนางก่อนเลื่อนมาที่ริมฝีปาก รสจูบครั้งนี้หนักหน่วงจนนางหายใจติดขัดแสงจันทร์คืนเพ็ญทำให้เห็นดวงหน้านวลใยงามล้ำเลิศเกินหาใดเปรียบ
‘เจวียนเอ๋อร์รู้ตัวหรือไม่ว่าเ้าช่างงามนัก’ เขาจูบนางอีกครั้งมือไม้เริ่มคืบคลานไปตามเนื้อตัวใต้ผืนผ้าที่รุ่มร้อนเพราะถูกปลุกเร้า ‘มอบมันให้ข้าได้ไหม ความรักของเ้า และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็ของเ้า’
นางลุกขึ้นนั่งข้างเขาใจหวิวหวั่นวาบหวามซ่านแล่นไปทั้งกาย คำร้องขอของเขาใช่นางไม่เต็มใจแต่ความสัมพันธ์ยังไม่ทำให้ถูกต้องตามพิธี ความกังวลจากดวงตาคงทำให้เขาฉุกคิดจึงปลดป้ายหยกข้างเอวแล้วยื่นให้นาง
‘ของแทนใจจากข้าเมื่อมีป้ายหยกชิ้นนี้อยู่ ขอให้เ้ามั่นใจว่าข้าไม่มีเจตนากระทำเื่ทอดทิ้งวันที่ข้าส่งคนมารับเ้า ขอเพียงแสดงป้ายหยกคนพวกนั้นจะรู้เองว่าต้องทำอย่างไรบ้าง’
นางรับป้ายหยกมาถือไว้ในมือแม้เคยเห็นของล้ำค่ามาบ้าง แต่ของที่อยู่ในมือนี้มั่นใจว่ามีค่าควรเมืองไหนจะยังปิ่นปักผมและข้าวของมีค่าหลายชิ้นที่เขามอบให้นางไว้อีก
นางสบตาเขาอีกคราวตัดสินใจแน่วแน่ เขาคือผู้ชายคนเดียวที่นางรัก
‘ข้ารักท่าน’
ฝ่ามืออ่อนนุ่มของเขายื่นมาััแก้มของนาง
‘เจวียนเอ๋อร์ยอดรักของข้า’
ในค่ำคืนนั้นที่ทุ่งหญ้านอกเมืองนางได้เปิดเผยตัวตนทั้งหมดเพื่อเขา ต่างหล่อหลอมเป็หนึ่งเดียวเขานำพาความรักและความภักดีของนางกลับเมืองหลวงส่วนนางอยู่ได้ด้วยป้ายหยกแทนตัวและคำมั่นสัญญา
หลังจากฟังพี่สาวเล่าจนจบฉวนลี่ถิงก็ลอบถอนหายใจ พี่สาวผู้อ่อนต่อโลกของนางหลงคารมชายหนุ่มเ้าสำราญเข้าให้แล้ว
ฉวนเหลียนเจวียนหยิบป้ายหยกที่ซุกซ่อนใต้หมอนยื่นส่งให้น้องสาวฉวนลี่ถิงพิศมองป้ายหยกล้ำค่าใต้เงาสลัวรางนี่อาจเป็ราคาที่เขายอมจ่ายเพื่อตัวพี่สาวของนางก็เป็ได้แม้นึกอยากตำหนิด่าทอชายคนนั้นมากเพียงไรทว่าหญิงสาวทำได้แค่ซ่อนเก็บความขุ่นเคืองต่อหน้าสตรีซึ่งจิตใจแตกสลายไปแล้ว
“ธุระทางบ้านเขาคงยุ่งวุ่นวายจริงดังว่าไม่แน่ตอนนี้เขาอาจกำลังส่งคนมารับพี่แล้วก็เป็ได้” ฉวนลี่ถิงปลุกปลอบใจคนเป็พี่หวังให้ผ่านพ้นคืนวันแห่งการรอคอยได้ด้วยใจไม่ร้าวรานนัก...
นางหวังไว้อย่างนั้น
[1] พระแม่ธรณี
[2] เหลียน แปลว่า ดอกบัว เจวียน แปลว่า งดงาม