“อะไรนะ?! พี่สาวลูกไปคบกับผู้ชายรวยๆ งั้นเหรอ?!”
ทันทีที่ซุนหลันฮวาได้ยินเช่นนั้น ตาโปนๆ ก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
“จริงเหรอ?! ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ แสดงว่านางเด็กนี่ก็ยังมีดีอยู่บ้างสินะ ฮ่าๆๆ!”
ครั้นได้ยินคำพูดพวกนั้น คังซื่อเหลียงพลันมีสีหน้าผ่อนคลายลง “แกไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น คิดมั่วไปเองหรือเปล่า?”
แม้ว่าเขาจะพูดเช่นนี้ แต่สังเกตจากแววตาที่ลุกวาวของเขาแล้ว ก็รู้ว่าอยากให้ข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริง
“แน่นอนว่ามีหลักฐานสิ มันเป็นเรื่องจริงนะ ผมกับเสี่ยวชิงเห็นพี่สาวเดินอยู่กับผู้ชายคนนั้นด้วยกันอย่างสนิทสนม พวกพ่อแม่ก็รู้ว่าพี่สาวเป็นคนยังไง ก่อนแต่งงานน่ะ แค่เห็นหน้าผู้ชายก็หน้าแดงแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา ถ้าไม่ใช่คนที่มีความสัมพันธ์พิเศษ พี่สาวจะสนิทสนมกับเขาแบบนั้นเหรอ?
พวกเราเลยไปสืบมา ได้ยินมาว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ อีกสามวันห้างฯ จะกลับมาเปิดทำการแล้ว ได้ยินมาว่าตอนนี้ห้างฯ ปิดปรับปรุงร้านใหม่ให้หรูหราขึ้น ภายในร้านขายแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์เนมทั้งนั้น
ดูโปรโมชันนี่สิ ซื้อสองพันลดสองร้อย ซื้อห้าพันลดห้าร้อย ถ้าไม่มีเงิน ใครจะไปกล้าจัดโปรโมชันลดราคาแบบนี้กันเล่า?”
คังจวิ้นพูดพลางยื่นใบปลิวสองใบให้แม่และพ่อของเขาดู พวกเขาจบแค่ชั้นประถม แต่ก็ยังอ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง
และแล้วพอเห็นโฆษณาโปรโมชันลดแลกแจกแถมสุดเร้าใจและรูปภาพสินค้ามากมายที่จัดแสดงอยู่ในใบปลิว คังซื่อเหลียงกับซุนหลันฮวาต่างก็มองหน้ากัน แล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“โอ้โห! นางเด็กนี่ก็มีดีนี่นา!”
ซุนหลันฮวาที่ยังคงไม่ค่อยวางใจนักเอ่ยถามย้ำว่า “ลูกดูไม่ผิดแน่นะ? คนที่อยู่กับเถ้าแก่คนนั้นเป็นพี่สาวของลูกจริงๆ งั้นเหรอ?”
“แน่นอนครับแม่ ผมดูไม่ผิดหรอก แน่นอนว่าเป็นพี่สาวร้อยเปอร์เซ็นต์ เสี่ยวชิงออกมาหน่อย!” คังจวิ้นตะโกนเรียกภรรยาของเขา
ไม่นานอู๋เสี่ยวชิงก็เดินออกมาจากในห้องด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ฉันเพิ่งจะกล่อมอาคุนหลับไป ทำไมนายถึงได้ส่งเสียงดังขนาดนี้? ระวังเขาตื่นนะ หลังจากที่ฉีดยาแล้วไข้เพิ่งจะลดลงเอง เขาเลยหลับสบายอยู่”
ลูกชายที่อู๋เสี่ยวชิงให้กำเนิดชื่อ คังคุน เนื่องจากเธอให้กำเนิดลูกชาย ดังนั้นสถานะของอู๋เสี่ยวชิงในบ้านจึงมั่นคงยิ่งขึ้น เธอจึงพูดจารุนแรงขึ้นมากเช่นกัน
“เธอรีบบอกพ่อกับแม่สิ ว่าวันนั้นพวกเราเห็นพี่สาวฉันอยู่กับผู้ชายรวยๆ คนหนึ่งใช่ไหม?” คังจวิ้นบอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ใช่สิ นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า? ผู้ชายคนนั้นยังมีรถยนต์ด้วยนะ!” อู๋เสี่ยวชิงพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ
พอซุนหลันฮวาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจ เธอบอกว่า “อะไรนะ?! ยังมีรถยนต์ด้วยงั้นเหรอ? แบบนี้แสดงว่าเขาเป็นเถ้าแก่ใหญ่แน่ๆ ถ้าไม่มีเงินใครจะมีปัญญาขับรถได้ล่ะ? แค่เคลื่อนรถออกไปก็เท่ากับเผาเงินทิ้งแล้ว!”
แม้ว่าซุนหลันฮวาจะพูดเช่นนี้ แต่ในแววตาเธอเต็มไปด้วยความอิจฉา
“ใช่น่ะสิครับ ผมบอกแม่แล้ว แต่แม่ยังไม่เชื่อผมเลย” คังจวิ้นรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้รับการยืนยันจากภรรยาของเขา
“แล้วทำไมตอนนั้นพวกแกถึงไม่ไปหาพี่สาวของแกล่ะ?!” คังซื่อเหลียงเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ “รีบไปหาพี่สาวของแกแล้วขอเงินมาสิ!”
“ผมก็ยังไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ของพวกเขา อีกอย่างตอนนั้นห้างสรรพสินค้ามิตรภาพยังตกแต่งไม่เสร็จ ผมกลัวว่าจะทำให้พวกเขารู้ตัว
ผมจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้พี่สาวของผมแข็งกร้าวขึ้นมาก พอเห็นหน้าผมก็ทำท่าทางไม่สนใจผมเลย ทุกคนก็รู้ว่าคนเรามันเปลี่ยนไปได้ ผมรู้สึกว่าหลังจากพี่สาวหย่าแล้ว นิสัยของเธอเปลี่ยนไปมาก ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบผม ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ดูแลผมอย่างดี
ผมเลยไม่อยากไปยั่วโมโหเธอน่ะ รอจนกระทั่งเธอมัดใจผู้ชายคนนั้นได้ก่อนดีกว่าครับ” คังจวิ้นกล่าว
“เจ้าเด็กคนนี้ก็มีหัวคิดขึ้นมาบ้างแล้ว ก็จริงอย่างที่ลูกพูดนะ พวกเราอย่าไปกดดันคังอิงมากเกินไป พี่สาวของลูกเป็นคนแบบนี้แหละ ปกติเงียบๆ ไม่พูดไม่จา แต่พอถูกกดดันเข้าเมื่อไหร่ กระต่ายยังกัดคนได้เลยนะ! ที่เธอไม่สนใจลูก อาจเป็นเพราะตอนนั้นเธอเพิ่งหย่า คงอารมณ์ไม่ดีละมั้ง”
ซุนหลันฮวาทำท่าทางเหมือนกับเข้าใจลูกสาวของตนเป็นอย่างดี
“เอาละ ฉันเข้าใจแล้ว พวกเรารอจนกระทั่งห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเปิดทำการ แล้วค่อยไปดูสถานการณ์ก็แล้วกัน” อู๋เสี่ยวชิงแนะนำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“โอ้โห! เสี่ยวชิงฉลาดมากเลย พวกเราฟังที่เสี่ยวชิงพูดเถอะนะ” ซุนหลันฮวากล่าวด้วยรอยยิ้ม
พอสะใภ้คนนี้เข้าบ้านมาก็ให้กำเนิดหลานชายตัวอ้วนๆ น่ารักให้เธอ ทำให้ซุนหลันฮวายิ่งพอใจอีกฝ่ายมากขึ้น ถือว่าคุ้มค่ากับการที่เอาเงินสินสอดของคังอิงไปแต่งเธอเข้ามาจริงๆ
ครอบครัวสามคนปรึกษากัน พวกเขาตัดสินใจว่าจะรอจนกระทั่งห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเปิดทำการแล้วค่อยไปดูสถานการณ์
ถึงตอนนั้นพวกเขาจะได้รู้ว่าคังอิงอาศัยอยู่ที่ไหนด้วย ต่อจากนไป จะได้ขอเงินคังอิงสะดวกมากขึ้น
ใบปลิวโฆษณาของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพถูกแจกจ่ายไปทั่วทุกแห่ง ขณะที่เหมยเหนียงออกไปซื้อยา ก็มีพนักงานแจกใบปลิวเดินมายัดใส่มือเธอหนึ่งใบ
พอเหมยเหนียงเห็นว่ามีกระดาษฟรีๆ อยู่ในมือก็ไม่ยอมทิ้งมันไป เธอเก็บมันเอาไว้เพื่อนำไปใช้จุดไฟ
แต่พอเหมยเหนียงกลับถึงบ้าน ก็เห็นไป๋เหลียนฮวาผู้เป็นสะใภ้กำลังนั่งดูใบปลิวโฆษณาแผ่นเดียวกันอยู่ในห้องนั่งเล่น พอเห็นเหมยเหนียงเดินเข้ามา ไป๋เหลียนฮวาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ลูกชายเธอกลับมาแล้ว”
“ไม่ใช่ว่าซินหลางไปเป็นหน่วยป้องกันและดูแลความเรียบร้อยเหรอ? ทำไมถึงมีเวลากลับบ้านได้ล่ะ?” เหมยเหนียงวางยาที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้แล้วนวดขาอย่างแรง
เมื่อก่อนตอนที่เธอออกไปซื้อยา เธอจะใช้ให้คังอิงไปซื้อให้ คังอิงก็จะเชื่อฟังและไปทำธุระแทนอย่างว่าง่าย
แต่ไป๋เหลียนฮวานั้นรูปร่างสูงใหญ่ ส่วนสูงร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร น้ำหนักเกือบแปดสิบโล พอยืนอยู่ตรงหน้าเธอก็เหมือนกับภูเขาเนื้อขนาดยักษ์ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกกดดันมาก
ในแง่ของนิสัยนั้น ไป๋เหลียนฮวาก็เป็นคนอารมณ์ร้อน หากไม่พอใจอะไรก็จะชอบขว้างปาข้าวของ ไม่ว่าจะเป็นอะไรเธอก็ไม่สนใจทั้งนั้น
พอเหมยเหนียงปะทะกับอีกฝ่ายสองสามครั้งก็ต้องยอมจำนน ตอนนี้พอพูดคุยกับไป๋เหลียนฮวา เหมยเหนียงจึงต้องพูดจาดีๆ ไม่กล้าออกคำสั่งเหมือนอย่างที่เคยทำกับคังอิงอีกต่อไป
“เขาบอกว่าหยุดงานได้ สัปดาห์นี้เลยกลับมาพักผ่อน” ไป๋เหลียนฮวากล่าว น้ำเสียงของหล่อนไม่ได้แสดงความดีใจแม้แต่น้อยที่ฟู่ซินหลางกลับมาบ้าน
ที่ไป๋เหลียนฮวาแต่งงานกับฟู่ซินหลางนั้น แท้จริงก็เพียงแค่ต้องการให้กำเนิดลูกสักคนแล้วก็สร้างครอบครัวเท่านั้น เธอไม่ได้สนใจเรื่องการแต่งงาน และไม่ได้คิดจะพึ่งพาผู้ชาย เพราะอย่างไรเสียเธอก็เป็นคนฆ่าหมู มีฝีมือ ไม่กลัวอดตาย
พ่อของเธอนั้น แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้โดยอาศัยฝีมือการฆ่าหมูของตน คนอื่นผอมแห้งแรงน้อย ตระกูลของเธอกลับดูมีสุขภาพดี ไม่เคยต้องอดอยากมาก่อน
สิ่งนี้จึงหล่อหลอมให้ไป๋เหลียนฮวาเป็นคนที่เยือกเย็นและสงบนิ่ง ไม่ว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คนเราก็ยังคงต้องกินเนื้อหมูอยู่ดีไม่ใช่เหรอ? เธอต้องกลัวว่าหาเงินไม่ได้งั้นเหรอ? ในเมื่อมีมีดฆ่าหมูอยู่ในมือ ที่ไหนๆ เธอก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
แต่อย่างไรเสีย พออายุมากขึ้น ไป๋เหลียนฮวาก็รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของเธอนั้นไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งในสายตาคนทั่วไป อาชีพคนฆ่าหมูไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ ดังนั้นไป๋เหลียนฮวาที่ผ่านการดูตัวมานับครั้งไม่ถ้วนก็เลยรู้สึกท้อแท้ใจ สิ่งที่เธอต้องการก็คือการมีลูกสักคน
พอมีลูกแล้ว ต่อให้ฟู่ซินหลางจะทำอะไรก็ตาม เธอคงไม่สนใจ ต่อให้เขาจะหย่ากับเธอ เธอก็ไม่สนใจ ขอแค่มีลูกก็พอ แน่นอนว่าหากฟู่ซินหลางเต็มใจใช้ชีวิตต่อไปกับเธอ ก็ใช่ว่าเธอจะปฏิเสธ
“ในเมื่อซินหลางกลับมาแล้ว คืนนี้ทำอาหารอร่อยๆ หน่อยนะ!” เหมยเหนียงกล่าว
หากเป็นเรื่องทำอาหารแล้ว ไป๋เหลียนฮวาไม่จำเป็นต้องรอให้ใครสั่ง เธอจะลงมือทำเอง เพราะว่าฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นไม่เลวเลยทีเดียว
ที่สำคัญที่สุดก็คือ หล่อนไม่ชอบกินอาหารที่เหมยเหนียงทำ อาหารจืดชืดไร้สีสัน ไม่ค่อยใส่น้ำมัน ไป๋เหลียนฮวาได้ลองชิมเพียงครั้งเดียวก็ไม่ยอมกินอาหารที่อีกฝ่ายทำอีกต่อไป