“หยวนจื่อ! ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น” ฉินจื่อฉิงถามเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่ด้านนอก
“มีชาวบ้านกำลังเร่งเดินทางเข้าเมือง ดูเหมือนจะพาคนเจ็บไปรักษา” เผยหยวนจื่อตอบ
“คนเจ็บอย่างนั้นรึ? อาการสาหัสหรือไม่” ซูหยุนหรานถาม
“น่าจะสาหัสอยู่เหมือนกัน ข้าเห็นญาติพี่น้องของพวกเขาพากันร้องไห้มาตลอดทาง”
“เช่นนั้นพี่หยวนจื่อ ท่านไปบอกให้พวกเขาหยุดก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะไปตรวจอาการให้เขาเอง”
“ได้! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เผยหยวนจื่อกระโดดไปไม่กี่ทีก็ไปถึงเกวียนวัวของชาวบ้าน
เผยหยวนจื่อยืนขวาง “พวกท่านหยุดก่อน!”
“พ่อหนุ่ม เจ้าเป็นผู้ใด? หรือเป็นโจรมาดักปล้น” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตะโกนขึ้นพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง “เจ้าปล่อยพวกเราไปเถอะนะ ตอนนี้ข้าต้องรีบพาลูกสาวเข้าเมืองไปหาหมอ”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” เผยหยวนจื่อรีบอธิบาย “ข้าไม่ใช่โจร ข้าเป็นคนของฉิงอ๋อง”
“ฉิงอ๋องอย่างนั้นรึ? เจ้าอย่ามาโกหกข้าเลย หากฉิงอ๋องมาอยู่ที่นี่จริง คงไม่มีโจรมาดักปล้นชาวบ้านกันมากมายเช่นนี้หรอก”
“ท่านลุง พวกเราไม่ใช่โจรจริงๆ เจ้าค่ะ” ซูหยุนหรานลงจากรถม้ามาพร้อมสามี
“ไม่ใช่โจรก็ดี แต่ว่าแม่นาง...ถือว่าข้าขอร้องเถอะนะ เจ้ากับคนของเจ้าอย่ามาทำให้ข้าเสียเวลาจะได้หรือไม่ ข้าต้องรีบพาลูกสาวของข้าเข้าเมืองไปหาหมอ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่รอดแล้ว”
“ข้าเป็นหมอ ท่านลุงอยากให้ข้าช่วยตรวจดูอาการของนางหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าเป็นหมอจริงรึ?” ชายวัยกลางคนหันไปมองบุตรสาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเกวียนก่อนจะตัดสินใจ “เช่นนั้นต้องรบกวนแม่นางแล้ว”
เมื่อได้รับอนุญาต ซูหยุนหรานจึงส่งสัญญาณเรียกไป๋เซียนเยี่ย ลั่วซิ่วหยาง และลั่วซีเหยียนให้มาดูคนไข้พร้อมกับนาง ท่านตาลั่วฝานกับท่านลุงลั่วฉือก็ตามมาดูการรักษาด้วย
ซูหยุนหรานเปิดผ้าคลุมร่างของหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ก็พบว่าขาของนางมีบาดแผลที่เกิดจากของมีคมตั้งแต่บริเวณน่องไปจนถึงข้อเท้า
“บาดแผลเกิดจากของมีคมที่ลึกและยาวมาก ยังดีที่ไม่บาดโดนเส้นเลือดใหญ่” ซูหยุนหรานหันไปพูดกับลั่วซีเหยียน “พี่หญิง ครั้งนี้ข้าจะให้ท่านเป็นคนเย็บแผลให้นางนะเจ้าคะ”
ลั่วซีเหยียนยิ้มกว้างอย่างดีใจ ในที่สุดนางจะได้เย็นแผลให้คนเจ็บด้วยตัวเองแล้ว “ได้! ข้าจะทำให้สุดความสามารถเลย”
“ให้ข้ากับเซียนเยี่ยอยู่เป็นผู้ช่วยหรือไม่” ลั่วซิ่วหยางถาม
“ให้ข้ากับพี่หญิงรักษาก็พอเจ้าค่ะ ส่วนท่านกับพี่เซียนเยี่ยไปเตรียมอุปกรณ์ทำห้องพยาบาลเคลื่อนที่เถิดเจ้าค่ะ” ซูหยุนหรานหันไปพูดกับชายวัยกลางคนผู้นั้น “ท่านลุงเจ้าคะ...”
“แม่นาง...ข้ามีนางว่าหันจาง ส่วนบุตรสาวของข้ามีนามว่าหันซิน” ชายวัยกลางคนบอก
“เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าท่านลุงหันนะเจ้าคะ”
“ตามแต่เจ้าสะดวกเถิด ว่าแต่อาการของบุตรสาวข้าเป็นอย่างไร เจ้ารักษานางได้หรือไม่”
“รักษาได้เจ้าค่ะ รบกวนท่านลุงเลื่อนเกวียนไปได้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นทีนะเจ้าคะ” ซูหยุนหรานชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
หันจางและญาติทำตามโดยไม่ถามอะไรอีก จากนั้นซูหยุนหรานก็ให้ลั่วซิ่วหยาง ไป๋เซียนเยี่ย จงอ๋อง หรงอ๋อง รวมถึงรุ่ยอ๋องขึงผ้าใบทำเป็นกระโจมรอบเกวียนวัวเพื่อใช้เป็นห้องพยาบาลชั่วคราว
เมื่อทุกอย่างพร้อม ซูหยุนหรานกับลั่วซีเหยียนก็เริ่มการรักษา แม้จะเป็นครั้งแรกที่ลั่วซีเหยียนได้เย็บแผลให้คนเจ็บด้วยตัวเอง แต่นางก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อซูหยุนหรานกับลั่วซีเหยียนเดินออกมาจากกระโจม หันจางรีบเดินเข้าไปหาแล้วถามถึงอาการของบุตรสาวทันที
“อาการของบุตรสาวข้าเป็นอย่างไรบ้าง” หันจางถาม
“การรักษาเป็นไปได้ด้วยดีเจ้าค่ะ เพียงแต่บาดแผลของนางค่อนข้างใหญ่ ข้ากับพี่สาวจึงต้องเย็บแผลให้นาง คิดว่าเมื่อแผลหายดีคงทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ท่านลุงคงไม่ตำหนิเราสองคนใช่หรือไม่เจ้าคะ” ซูหยุนหรานบอก
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แผลเป็นนิดหน่อยจะเป็นไรไป แค่นางมีชีวิตรอดก็ดีมากแล้ว” หันจางกล่าวขอบคุณก่อนจะพูดอย่างลำบากใจพร้อมกับยื่นเงินให้ซูหยุนหราน “ต้องขอบใจพวกเจ้าด้วย แต่ว่า...ข้ามีเงินติดตัวอยู่เพียงห้าร้อยอีแปะ ข้าจ่ายให้เจ้าเท่านี้ก่อนได้หรือไม่ ส่วนที่เหลือเจ้าจะเขียนเป็นสัญญาหนี้ให้ข้าก็ได้ ข้ารับรองว่าข้าจะไม่ผิดนัดจ่ายหนี้กับเจ้าแน่นอน หรือหากเจ้าไม่เชื่อใจ ให้พวกเจ้าตามข้าไปที่หมู่บ้านหันเจี่ยก็ได้ หมู่บ้านของข้าหาไม่ยากหรอก”
“หมู่บ้านหันเจี่ยหรือ?” ฉินจื่อฉิงถาม “ท่านลุง หากข้าจำไม่ผิด หมู่บ้านหันเจี่ยอยู่ไม่ไกลจากชายแดนและยังอยู่ใกล้ค่ายทหาร แล้วเหตุใดท่านถึงคิดว่าพวกเราเป็นโจรมาดักปล้น ทหารในค่ายไม่ได้ออกลาดตระเวนเพื่อดูแลความปลอดภัยให้พวกท่านหรือ”
หันจางส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ “ข้าได้ยินมาว่าทหารในค่ายเป็นคนของเสียนอ๋อง แต่พอมีข่าวว่าเสียนอ๋องป่วยตาย เห็นว่าส่วนกลางก็ไม่ส่งเงินแม้กระทั่งเสบียงบำรุงกองทัพมาให้พวกเขาเลย อย่าว่าแต่การลาดตระเวนเพื่อดูแลความปลอดภัยให้ชาวบ้าน แม้แต่พวกเขาเองก็คงจะอดตายเข้าสักวัน”
“ส่วนกลางไม่ส่งเงินกับเสบียงมาให้? จะเป็นไปได้อย่างไร” ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้ว “ท่านลุงทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร”
ฝ่าบาทเคยมอบกองทัพเล็กๆ ให้เสียนอ๋องดูแลเพื่อหวังจะให้เขาได้มีโอกาสบัญชาการรบดูสักครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เสียนอ๋องจะได้เดินทางมาเยี่ยมกองทัพก็เกิดเรื่องขึ้นกับเขาเสียก่อน ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตถือเป็นความกรุณาสุดท้ายของฝ่าบาทที่มอบให้บุตรชาย มีเพียงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นที่รู้ว่าเสียนอ๋องได้ปลิดชีพตนเองหนีความผิด นอกเหนือจากนั้นทุกคนต่างก็รู้กันว่าเสียนอ๋องล้มป่วยและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
หันจางมองฉินจื่อฉิงอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเป็นผู้ใดทำไมถึงสนใจเรื่องกองทัพนักเล่า”
“ท่านลุง คนที่ท่านกำลังสนทนาด้วยนี้คือฉิงอ๋องขอรับ” เผยหยวนจื่อบอก
“ท่านคือฉิงอ๋องจริงหรือ” เมื่อไม่ร้อนใจที่ต้องพาบุตรสาวไปรักษา หันจางก็มองพิจารณาฉินจื่อฉิงอีกครั้งก่อนจะรีบคุกเข่า “ขอท่านอ๋องโปรดอภัย ข้าไม่ได้คิดจะลบหลู่ท่าน เพียงแต่ก่อนหน้านั้นข้าเป็นห่วงบุตรสาวและต้องการพานางไปรักษา ข้าจึงไม่คิดว่าจะเป็นคนของท่านที่มาขวางข้าไว้ขอรับ”
“ท่านลุงลุกขึ้นเถิด แล้วท่านก็ตอบคำถามข้ามา ตกลงแล้วท่านรู้เรื่องของกองทัพได้อย่างไร” ฉินจื่อฉิงบอก
“ลูกชายของข้าเป็นทหารอยู่ในค่ายนั้นขอรับ” หันจางถอนหายใจ “ทุกครั้งเวลาที่เขากลับมาเยี่ยมบ้าน ข้าเห็นเขาผอมจนใกล้จะเป็นศพเดินได้เข้าไปทุกวัน ข้าสอบถามจึงได้รู้ความจริงขอรับ”
“หยวนจื่อ! เซียนเยี่ย! พวกเจ้าล่วงหน้าไปสืบความในค่ายให้ข้าที” ฉินจื่อฉิงตะโกนสั่ง
เผยหยวนจื่อกับไป๋เซียนเยี่ยควบม้าออกเดินทางตามคำสั่งทันที อย่ามองว่าไป๋เซียนเยี่ยเป็นหมอที่ทำหน้าที่รักษาคน แต่เขายังมีวรยุทธ์ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก เพราะตัวเขา เผยหยวนจื่อ และฉินจื่อฉิงต่างก็เป็นศิษย์ที่เรียนวรยุทธ์มาจากอาจารย์คนเดียวกัน
“ท่านลุงพาบุตรสาวกลับไปพักที่บ้าน จากนั้นก็ให้นางกินยาตามที่ข้าเขียนบอกไว้ ระวังอย่าให้นางมีไข้ก็พอ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้ากับพี่สาวจะไปตรวจดูอาการให้นางอีกทีนะเจ้าคะ” ซูหยุนหรานบอก
“เอ่อ...แม่นาง” หันจางมองซูหยุนหรานอย่างกล้าๆ กลัวๆ “หาก...หากท่านผู้นี้คือฉิงอ๋อง เช่นนั้นเจ้า...เจ้าก็คือพระชายาฉิงอ๋อง หมอเทวดาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงใช่หรือไม่”
ซูหยุนหรานหัวเราะ “ข้าเป็นพระชายาฉิงอ๋องจริง แต่คำว่าหมอเทวดานี้ข้าคงรับไว้ไม่ได้ ข้าเป็นเพียงหมอหญิงคนหนึ่งเท่านั้น”
หันจางได้ฟังก็รีบคุกเข่าพร้อมกับโขกศีรษะ “ขอบพระคุณพระชายาอีกครั้งที่ช่วยชีวิตบุตรสาวข้าไว้ แค่นางได้รับการรักษาจากท่าน โอกาสรอดชีวิตของนางก็มีสูงมากแล้วขอรับ”
“ท่านลุงรีบพาน้องหญิงซินเอ๋อกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้ากับสามีจะเดินทางต่อแล้ว” ซูหยุนหรานรีบบอก ถึงแม้นางจะทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ได้นานแล้ว แต่นางก็ยังไม่ชินกับการที่มีคนมาคุกเข่าโขกศีรษะให้อยู่ดี
ขบวนของฉินจื่อฉิงล่วงหน้ามาที่ค่ายทหาร ปล่อยให้กองทัพนับหมื่นเดินทางตามมาทีหลัง
“สภาพภายในค่ายดูไม่ได้เลย” เผยหยวนจื่อรายงาน
“ทหารส่วนใหญ่กำลังจะอดตาย แต่มีอยู่สองคนที่กินดีอยู่ดี ข้าให้เจ้าลองทายดูว่าสองคนนั้นเป็นใคร” ไป๋เซียนเยี่ยพูดยิ้ม
“คนตระกูลเสียนกระมัง” ฉินจื่อฉิงตอบอย่างไม่ต้องคิด
“ถูกต้อง เป็นเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่ว” เผยหยวนจื่อพูดอย่างโมโห “ส่วนกลางส่งทั้งเงินอุดหนุนส่งทั้งเสบียงมาให้เป็นจำนวนมาก แต่สองคนนี้กลับยักยอกนำเสบียงออกไปขายแล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ส่วนที่ทหารในค่ายไม่มีผู้ใดกล้าพูดความจริงก็เพราะเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วขู่ว่าหากผู้ใดกล้านำเรื่องในค่ายออกไปพูดข้างนอก เขาจะสังหารคนในครอบครัวของทหารผู้นั้นทั้งหมด”
ฉินจื่อฉิงหน้าเข้มเมื่อได้ยิน เขาดูแลกองทัพของตนเองอย่างดีดุจพี่น้อง เพราะคิดว่าทหารเหล่านี้คือผู้กล้าที่ยอมเสียสละชีวิตและความเป็นอยู่สุขสบายของตนเองเพื่อปกป้องแคว้น แต่ไม่คิดว่าจะมีคนชั่วที่ปฏิบัติกับเพื่อนทหารอย่างไร้มนุษยธรรมเช่นนี้
“เจ้าจะจัดการสองคนนั้นอย่างไร” ไป๋เซียนเยี่ยถาม
“จะจัดการอย่างไรได้อีกเล่า” ฉินจื่อฉิงยกยิ้มที่มุมปาก “ในเมื่อท่านพ่อส่งมอบกองทัพนี้ให้มาอยู่ในความดูแลของข้า เช่นนั้นผู้ใดกล้าปฏิบัติกับคนของข้าไม่ดี ข้าก็ต้องจัดการกับพวกมันอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
เผยหยวนจื่อกับไป๋เซียนเยี่ยได้ยินต่างก็ยิ้มด้วยความสะใจ พวกเขาสองคนก็ไม่ต่างจากฉินจื่อฉิงที่มองทหารในค่ายเป็นสหายรู้ใจ เมื่อเห็นสหายถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม พวกเขาย่อมรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา อีกทั้งวิธีการที่ฉินจื่อฉิงใช้จัดการกับทหารเลวนั้นก็สะใจยิ่ง เพราะนอกจากคนทำผิดจะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดแล้ว ผู้ที่ได้เห็นการลงโทษก็จะไม่กล้าทำความผิดเช่นกัน เรียกว่าเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว[1] ก็ได้กระมัง
ภายในค่ายทหาร
เสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วนั่งดื่มสุราอยู่ในกระโจมอย่างสบายใจ ทั้งยังมีแม่นางน้อยหลายคนที่นั่งตัวสั่นอยู่ตรงหน้า ท่าทางหวาดของพวกนางทำให้สองพี่น้องตระกูลเสียนพอใจเป็นอย่างมาก
“พี่ใหญ่ คืนนี้ข้าขอเลือกแม่นางน้อยสักสองคนไปรับใช้ข้าได้หรือไม่ขอรับ” เสียนซิ่วถามพี่ชาย
เสียนเซิ่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ได้สิ วันนี้ข้าให้เจ้าได้เลือกก่อน หรือไม่เจ้าก็พาพวกนางไปทั้งหมดเลยก็ได้”
“ท่านพูดจริงหรือขอรับ” เสียนซิ่วยิ้มอย่างดีใจ แต่ไหนแต่ไรเขามักจะได้ของเหลือจากพี่ชาย แต่ครั้งนี้พี่ชายกลับให้เขาเลือกสตรีที่ถูกใจก่อน จึงทำให้เขาอดที่จะแปลกใจไม่ได้ “เหตุใดวันนี้ท่านถึงใจดียอมยกพวกนางให้ข้าทั้งหมดเลยเล่า”
“ก็เพราะข้าพบสตรีที่ถูกใจแล้วน่ะสิ แต่น่าเสียดายที่นางหนีไปได้ ไม่เช่นนั้นข้าคงพานางกลับมาหาความสุขด้วยแล้ว” เสียนเซิ่งยิ้มอย่างมีความสุข “แต่นางคงไม่รู้ว่าข้ารู้แล้วว่านางเป็นใคร เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้นางอยู่อย่างสบายใจไปสักหลายวัน หลังจากนั้นข้าจะไปพานางกลับมาหาความสุข”
“อย่าบอกนะว่าสตรีผู้นั้นคือน้องสาวของหันกุ้ย?” เสียนซิ่วยิ้มเมื่อรู้ว่าตนเองเดาถูก “ที่แท้ที่ท่านหาเรื่องทรมานหันกุ้ยก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง”
“ทีแรกข้าไม่รู้หรอกว่านางเป็นน้องสาวของหันกุ้ย แต่ที่ข้าสั่งลงโทษเขาเพราะเขาไม่ยอมทำตามคำสั่งข้าดีๆ ก็เท่านั้น” เสียนเซิ่งทำท่าคิด “แต่ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล เช่นนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะหาเรื่องลงโทษและทรมานเขาให้หนัก จนกว่าเขาจะยอมส่งน้องสาวมาปรนนิบัติรับใช้ข้า ถึงตอนนั้นข้าค่อยพิจารณาว่าจะปล่อยเขาไปหรือจะกำจัดเขาทิ้ง”
“กำจัดทิ้งไปเถิดขอรับ เลี้ยงไว้ก็มีแต่สิ้นเปลือง” เสียนซิ่วบอก
____________________
[1] เขียนเสือให้วัวกลัว หมายถึง ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียขวัญหรือเกรงขาม