“ลูกของสิงโตปีก์หนึ่งตัว แลกกับ...กับ กับ...”บุรุษผมทองนิ่งงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนขบฟันแน่นกล่าวออกไปด้วยสีหน้าดูขมขื่น
“แลกกับ ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรระดับราชันย์’หนึ่งร้อยแก่นผลึก!!!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...ดี! ถ้าหากเช่นนั้นข้ามอบมันให้เ้าเพิ่มอีกห้าตัวเลยแต่ว่า?...” ถ้วยชาถูกยกขึ้นแล้วดื่มรวดเดียวลงคอ
“ข้าขอ ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูรระดับจักรพรรดิอสูร’ห้าสิบแก่นผลึกเพิ่มเติม เ้าคิดว่ามันเหมาะสมพอหรือไม่?”
บุรุษผมทองกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าแปรเปลี่ยนดูหมองคล้ำลง ‘เหมาะสมบ้าอะไรกัน เห็นๆอยู่ว่าไม่เคยเล่นชนะเลยสักครั้ง’ก่อนจะคว้าขวดไวน์ที่หมายจะนำมาฝาก พลางเปิดฝ่ากระดกดื่มลงคอไปหลายอึกเสียเองแล้วพ่นลมหายใจยาวออกมา กล่าวตอบอย่างฝืนใจเสียงต่ำ ‘นี่มันปล้นกันชัดๆ’
“ได้!!!...งั้นตกลงตามนี้”
จริงๆ แล้วอารมณ์เหล่านี้ เป็เพียงแค่การเพิ่มอรรถรสเท่านั้นเพราะของที่มาพนันขันต่อกัน นับได้ว่าต่ำต้อยเกินที่พวกเขาจะชายตาแลทั้งหมด และมันไม่นับเป็อะไรได้เลยซักนิดสำหรับพวกเขาทว่าทั้งสองคนก็ตั้งสมาธิมั่นเล่นหมากกระดานที่อยู่ตรงหน้าจวบจนกระทั่งเข้าใกล้เวลายามโพล้เพล้ได้เดินทางมาเยี่ยมเยือน
บุรุษทั้งสองยืนมือไพล่หลังเคียงคู่กัน สายลมอ่อนพัดชายผ้าปลิวไสวไปมาพลางทอดสายตามองไปยังหมู่เมฆสีส้มทอง ที่กำลังม้วนหมุนอยู่สุดขอบของโลกกว้าง โดยความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนนับว่าแน่นแฟ้นจนยากเกินอธิบาย
“เ้าจะพักอยู่กับข้าต่ออีกสักระยะก่อนไหมค่อยกลับ”
บุรุษชุดสีทองกล่าวด้วยน้ำเสียงฟังดูจริงจังในขณะที่ยังคงมองทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า
“อืมม...ได้ ข้าจะอยู่ต่อสักหน่อย เพราะธุระทางนั้นข้าได้จัดการสั่งไว้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว และอีกอย่าง ข้าไม่ได้มาพบเ้ามันก็อืมม...”พลางหลับตาท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“จำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็น่าจะเมื่อหมื่นปีที่แล้วและข้ายังต้องหารืออะไรบางอย่างกับเ้าด้วย”
“งั้นก็ดี...เพราะอีกหลายเดือนเ้าเด็กคนนั้นก็คงฟื้นตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์เผื่อว่าเ้าจะมีอะไรแนะนำข้าช่วยเขาอีกแรง”
ในขณะที่บุรุษหนุ่มทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเฟยอวิ๋นยังคงนอนหลับแน่นิ่งไร้ซึ่งสติอยู่บนเตียงนุ่มแต่ทว่าใบหน้าของเขาเองก็เริ่มมีเืฝาดขึ้นมารางๆ
ผ่านไปครึ่งชั่วยามบุรุษชุดสีทองก็ได้มานั่งอยู่ที่ข้างเตียงของเด็กหนุ่มในมือของเขาถือถ้วยโอสถที่ดูแปลกตา ทว่ากับงดงามประณีตไร้ที่ติและยังมีไอหมอกสีแดงพวยพุ่งออกมาเป็ระยะตรงปากถ้วยพร้อมกับส่งกลิ่นหอมอย่างแปลกประหลาดไปทั่วทั้งห้องก่อนที่เขาจะใช้ช้อนหยกตักอย่างเบามือ แล้วประคองป้อนเข้าปากของเด็กหนุ่มโดยที่มีบุรุษผมสีทองยืนมองดูอยู่ใกล้ๆ สายตาวูบไหวส่องประกายตื่นเต้นก่อนจะกล่าวออกมาอย่างขมขื่นเสียดาย
“นี่เ้า!...เ้าถึงขนาดเอา ‘โลหิตัา’ที่ข้ามอบให้เ้า ให้เด็กหนุ่มคนนี้ดื่มเลยเชียวรึ?แล้วแถมยังมีสมุนไพรที่หาแทบไม่ได้ในโลกใบนี้ผสมลงไปอีกเยอะแยะ”
“อืมม...ช่างเถอะ! หรือจะเอาโลหิตของเ้าแทนล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”พูดพลางถลึงตาล้อเล่นไปยังบุรุษผมทอง แล้วกล่าวสำทับไปว่า “ถึงแม้มันจะล้ำค่ามากแค่ไหนก็ตามแต่ทว่าเด็กคนนี้ข้าเองก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน ที่ ‘ปลอกแขนอัญมณีสี่ธาตุ’ ได้เลือกเขาให้เป็ผู้สืบทอดในขณะที่เส้นชีพปราณิญญายังขาดสะบั้นอีก ข้าเลยต้องใช้โลหิตัารวมทั้งสมุนไพรหายากเหล่านี้ เพื่อต่อเส้นชีพจรปราณให้กับเขาใหม่”
บุรุษชุดทองกล่าวพลางมองใบหน้าเด็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ก็แฝงไปด้วยความเอ็นดูด้วยเช่นกัน ก่อนเขาจะเลือนสายตาลงมองไปที่ปลอกแขนสีทองและมันก็ทำให้บุรุษทั้งสองหันมองหน้าสบตากัน พร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากขึ้น
ผ่านไปราวครึ่งเดือน
รุ่งอรุณของวันใหม่ แสงทองสาดประกายโผล่พ้นขอบฟ้า อาบไล้ยอดเขาสาดพรมไปทั่วทั้งผืนป่าอันกว้างใหญ่
ทว่าเฟยอวิ๋นยังคงหลับสนิทแน่นิ่งอยู่ในท่วงท่าเดิม
แต่ขณะเดียวกัน ภายในร่างกายของเขากับมีบางอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป!
เมื่อเส้นชีพจรปราณิญญาทั้งหมดที่เคยขาดสะบั้นในครั้งนั้น มันได้เริ่มขบวนการถักทอต่อเชื่อมเข้าหากันอย่างเชื่องช้าอีกครั้งแต่ทว่าครั้งนี้มันกลับดูมั่นคงเสียยิ่งกว่าเส้นชีพจรปราณโดยปรกติทั่วไปซึ่งต่างจากคนอื่นมากมายนัก เหตุผลนั้นเพราะว่าโอสถที่เฟยอวิ๋นได้ดื่มกินเข้าไปนั้น ล้วนแต่เป็โอสถทิพย์ระดับ์ ที่มีคุณภาพอันยอดเยี่ยมอย่างสุดๆและวิถีแห่งการปรุงโอสถ ก็ล้ำลึกจนยากจะเข้าใจ
ผ่านไปอีกหลายวัน
เมื่อเส้นชีพจรปราณ ได้ถักทอจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในร่างกายของเขา
มันจึงทำให้จุดกำเนิดแหล่งพลังงานภายในร่างกายของเฟยอวิ๋น และเป็ต้นกำเนิดของพลังปราณิญญาทั้งหมดที่ต้องดูดซับนำมาเก็บกักเอาไว้ เพื่อให้ผู้บ่มเพาะเหนี่ยวนำมันมาใช้ในระหว่างการต่อสู้
และแล้ว...‘แกนเสาปราณธาตุ’ในร่างของเฟยอวิ๋น ก็ได้เริ่มก่อตัว ‘ถือกำเนิด’ขึ้น ท่ามกลางก้อนพลังปราณิญญาอันน้อยนิด ดั่งแอ่งน้ำขนาดเล็กเท่าฝ่ามือที่คงดำรงอยู่ในท่ามกลางทะเลทรายกว้างใหญ่ และมันก็เริ่มค่อยๆ ปรากฏรูปร่าง ยืดยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆราวกับูเาที่ผุดพรายเริ่มจากปลายยอด ทะยานโผล่พ้นเหนือห้วงมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง
รุปร่างของมันมีลักษณะเป็แบบสามเหลี่ยม โดยที่ตรงส่วนบนสุดของยอดเสา ตัดทำมุมเฉียงเข้าหากันจึงทำให้ส่วนปลายสุดดูแหลมคมราวกับปลายกระบี่
สีของมันขาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดุจดั่งจิติญญาเด็กแรกเกิดไร้เดียงสาที่ยังไม่มีสีสันใดๆ เต็มแต่ง
และเมื่อแกนเสาปราณธาตุถือกำเนิดขึ้นมาหนึ่งต้น กระทั่งหยุดการยืดตัวแล้วหยุดนิ่งฉับพลันก็ได้มีมวลพลังปราณิญญามากมาย ที่ถูกเก็บกักเอาไว้เนื่องจากการดื่มโอสถในครั้งนั้นเริ่มหมุนวนเป็วงกลมล้อมรอบแกนเสา แล้วเริ่มอาบไล้ม้วนไหลไต่พุ่งขึ้นสู่ปลายยอดก่อนที่จะรวบควบเข้าหากัน แล้วค่อยๆ ก่อตัวหลอมรวมกันขึ้น
หลายชั่วยามต่อมา มวลพลังเ่าั้ก็เริ่มควบแน่นกันมากขึ้น แล้วบีบอัดหล่อหลอมจนกลายเป็‘แก่นผลึก’ ขนาดเล็ก ลอยเคว้งส่องสว่างงดงามอยู่บริเวณกึ่งกลางของปลายยอดแกนเสาสีขาว
ด้วยขบวนการที่กล่าวมาก่อนหน้า บัดนี้ภายในจุดตันเถียนของเฟยอวิ๋น จึงทำให้มันได้ก่อกำเนิด‘แก่นธาตุ’ ขึ้น ซึ่งมันก็คือ“แก่นปราณจิติญญาธาตุ” นั้นเองลักษณะรูปทรงของมันเป็ลูกบาศก์สี่เหลี่ยมขนาดเล็กประมาณปลายนิ้วก้อย พร้อมทั้งส่องสว่างประกายแสงสีเขียวระยิบระยับ
เหตุการณ์เช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนักสำหรับคนทั่วไปเพราะนั้นมันหมายความว่า เฟยอวิ๋นเริ่มเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะ ‘พลังปราณิญญา’ อย่างสมบูรณ์ ในระดับ‘หลอมแก่นิญญาขั้นที่หนึ่ง’ ขึ้นทันทีทั้งที่ตัวเองยังคงหลับสนิทแน่นิ่งอยู่บนเตียง
ซึ่งผลของมันนั้นมาจากการที่เขาได้ดื่มโอสถที่หายากและยังผสมไปด้วยโลหิตัานั้นเอง รวมทั้งสมุนไพรที่หายากยิ่งที่แม้แต่บนแผ่นดินปราณอรุณยังหามันแทบไม่มี!
และปลอกแขนที่เขาสวมใส่อยู่บนข้อมือซ้ายก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างมาก จากโลหะแต่เดิมที่แตกลายงาสีดำ มันก็ได้กะเทาะออกจนหมดสิ้นแล้วเปิดเผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของมันอย่างชัดเจน พร้อมกับส่งกลิ่นอายพลังโบราณอันเก่าแก่สุดๆที่น่าพรั่นพรึงยิ่งออกมา
ปลอกแขนชิ้นนี้ รูปร่างของมันมีความประณีตวิจิตรงดงามอย่างไร้ที่ติ มาพร้อมกับอัญมณีทั้งสี่เม็ดถูกฝังผนึกเรียงกันสวยงามโดยมีสามเม็ดวางประสานเป็รูปสามเหลี่ยม ส่วนอีกหนึ่งเม็ดวางแทรกอยู่ตรงจุดกึ่งกลางฝั่งเลี่ยมอยู่ใกล้กับส่วนของข้อมือเด็กหนุ่ม และสีของมันแต่ละเม็ดก็มีสีสันที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงความงดงามเช่นนี้ทำให้มันดูเลอค่ายากที่จะประเมินราคาได้
หลังจาก ‘เส้นชีพจรปราณิญญา’ได้ถูกถักทอต่อกันจนเสร็จสิ้นอย่างมั่นคงแล้ว
และ ‘แกนเสาปราณธาตุ’ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
รวมไปถึง ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ก็ได้ก่อรูปร่างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
ปลอกแขนสีทองที่สวมอยู่แขนด้านซ้ายของเฟยอวิ๋นก็พลันสว่างวาบขึ้นในทันที พร้อมกับอัญมณีทั้งสี่เม็ดก็ส่องสว่างกะพริบวาบขึ้นเช่นกันเพียงชั่วแค่อึดใจ ก็ได้ปรากฏ ‘เส้นสีทอง’ขนาดเล็กประมาณเส้นไหม วิ่งวนล้อมรอบอัญมณีทั้งสี่เม็ด ดูคล้ายเหมือนกับว่ามันเองก็มีชีวิตที่ยากจะอธิบายได้
และหลังจากที่มันว่ายวนอยู่เพียงไม่นาน ก็พุ่งตัวลอยขึ้นไปในอากาศแต่ทว่าลำตัวกลับใหญ่ขึ้นประมาณเท่าตะเกียบ ยาวราวหนึ่งฉื่อ พลางส่ายหัวกระดิกหางไปมาราวกับว่าเป็ัขนาดเล็กที่กำลังเหินทะยานอยู่บนฟากฟ้า ก่อนจะเลื้อยอ้อยอิ่งดูเกียจคร้านมาหยุดอยู่ยังเบื้องหน้าของเฟยอวิ๋นแล้วจ้องมองใบหน้านั้นไปมา ในขณะที่เด็กหนุ่มยังคงหลับสนิทแน่นิ่ง
มันหยุดอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง ราวกับว่ากำลังพิจารณาครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างด้วยความละเอียดอ่อนและดูเหมือนลังเลเล็กน้อย ดูไปแล้วเหมือนกับว่าในครั้งนี้ มันจำต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต
หลังจากนั้นก็เหมือนจะตั้งสติได้อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ พลันตัดสินใจพุ่งวูบหายเข้าไปตรงหว่างคิ้วของเด็กหนุ่มในทันที
่จังหวะของการเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้เฟยอวิ๋นสะดุ้งเฮือกขึ้นครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตัวเขาเองยังคงหลับตาแแ่ไร้สติ
หลังจากขบวนการอันแปลกประหลาดทั้งหมดทั้งมวล ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย
เพียงไม่นานบุรุษทั้งสอง ก็เดินเข้ามายังห้องพักผ่อนของเฟยอวิ๋น ขณะที่บุรุษอาภรณ์สีทองจะนั่งลงยังข้างเตียงของเขาพร้อมกับวางฝ่ามือแนบลงบนหน้าผากของเด็กหนุ่มอย่างแ่เบา
ทันใดนั้นแสงประกายวาบก็วิ่งผ่านที่ดวงตา ก่อนเขาจะหรี่ตาขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยกล่าวด้วยเสียงที่ดูตื่นเต้นระคนแปลกใจ
“ไม่น่าเชื่อ!?...ว่าภายในจุดต้นกำเนิดพลังปราณิญญาของเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถสร้างแกนเสาแห่งพลังธาตุได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ นั้นอาจนับได้ว่า เขาเป็ผู้มีพร์ที่แท้จริงเหนืออัจฉริยะทุกคนและแม้แต่ตัวของข้าเอง ก็ยังรู้สึกอิจฉาเขาไม่น้อย” ความไม่น่าเชื่อ พลันปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ แต่ดูท่าทางเหม่อลอยครุ่นคิดอยู่นานพอสมควร
หลังจากนั้นคิ้วของเขาก็กระตุกเล็กน้อย “แต่ว่าพลังปราณิญญาในตอนนี้ที่ว่ายวนอยู่รายรอบของแกนเสา ทำไมมันถึงได้เข้มข้นนัก และยังแผ่ขยายกว้างไกลเช่นนี้ได้หรือว่านั้นเป็เพราะ...?”
ทันทีที่นึกถึงสิ่งนั้น ดวงตาของบุรุษอาภรณ์สีทองก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“อืมม...ถ้าหากว่าเป็เช่นนั้นจริง ข้าเองก็ยินดีด้วย ที่เ้าจะมีลูกศิษย์ผู้สืบทอดในรอบ....เอ่ออจริงๆ แล้วที่ผ่านมาเ้าก็ยังไม่มีสักคนเลยถ้าข้าจำไม่ผิดนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”บุรุษผมทองกล่าวยิ้มกว้าง พลางกลั้วหัวเราะออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน และเขายังกล่าวเสริมต่อไปอีกว่า
“ข้ารับรู้ได้ถึง ‘สายเื’ของเขา ว่ามันไม่ธรรมดาอย่างมาก”
“สายเืเช่นนั้นรึ!...อืมมม”บุรุษอาภรณ์สีทองหลับตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็คงจะเป็เช่นนั้นอย่างที่เ้าพูดมาแต่ทว่าต้องรอดูอีกครั้งเสียก่อนว่าเ้าเด็กคนนี้จะสามารถปลุกมันให้ตื่นรู้ได้หรือไม่!”
สักพักเขาก็ลูบคางตัวเองไปมา แล้วมองร่างที่นอนแน่นิ่งของเฟยอวิ๋น “ข้ามาคิดดูอีกทีแล้วคิดว่าคงยังไม่ไห้เขาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่เพราะข้าจะรอดูก่อนว่าความแข็งแกร่งของเขา และระดับพลังปราณิญญานั้นอยู่ในระดับขอบเขตใดใน่เวลาที่ข้ากำหนดให้และอีกอย่าง...เื่ที่เราได้ปรึกษากันเมื่อวันก่อนหน้าเราทั้งสองจำเป็ต้องเร่งรีบเดินทางไปยังอีกดินแดนของห้วงดาราจักร?”
“แล้วเ้าจะนำเด็กหนุ่มคนนี้ไปฝากไว้ที่ใดก่อนล่ะ?” บุรุษผมทองกอดอกทำสีหน้าครุ่นคิดหนักก่อนจะกล่าวถามออกไป
“ข้าจะนำเขาไปฝากไว้กับ ‘ตาเฒ่าลี’เสียก่อน”
“....”
“อะไรนะ!!!...เ้าจะฝากเด็กคนนี้ไว้กับตาเฒ่าประหลาดคนนั้นน่ะเหรอ!?แต่ที่นั่นมัน...มัน!”
“อืมม...ใช่แล้ว! ที่นั่นคือ ‘ห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ’ซึ่งมันเป็สถานที่บ่มเพาะพลังปราณิญญาที่ดีที่สุดไม่นับว่าเป็รองในอีกหลายสถานที่อย่างแน่นอน!”
........
.
.
.
.
.
………………………………