สถานที่แห่งนี้สำหรับเด็กสาวผู้หนึ่งมันคือสถานที่ที่เธอเติบโตขึ้น คือบ้านที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำอันอบอุ่นมากมาย สำหรับเธอและเหล่าบริวาร ที่แห่งนี้ราวกับสรวงสวรรค์บนโลกมนุษย์
แต่สำหรับบุคคลภายนอกทั่วไป ที่แห่งนี้คือสถานที่สอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งเต็มไปด้วยตำนานเล่าขานน่าขนลุก มีเรื่องเล่ามากมายของนักเดินป่าที่เล่าถึงปราสาทแห่งนี้ บ้างก็ว่ามันคือที่อยู่ของแม่มดที่พร้อมจะจับนักเดินทางที่หลงเข้าไปเป็นอาหารมื้อค่ำ บ้างก็บอกว่ามันคือที่สุมหัวของเหล่าลัทธินอกรีตที่นิยมการบูชายัญมนุษย์ และอีกสารพัดข่าวลือน่าสะพรึงล้วนแล้วแต่เตือนให้ผู้ที่พบเห็นมันหนีห่างให้พ้น
ซึ่งเรื่องเล่าลือเหล่านั้นหากลองวัดดูในสิบส่วนก็มีความจริงอยู่สามส่วน ไม่ถึงกับเป็นเรื่องโกหกไปเสียทั้งหมด
หนึ่งในเรื่องเล่าที่เชื่อถือได้คือเรื่องของเธอ "นีเน วาเลเรีย รอสคิน" เรื่องราวของเด็กสาวผู้เป็นเจ้าของปราสาทแห่งนี้ เธอคือนักเล่นแร่แปรธาตุผู้เก่งกาจที่สุดเท่าที่เคยมีมา เด็กสาวสืบทอดพรสวรรค์จากบรรพบุรุษที่เชื่อกันว่าได้มาจากการขายวิญญาณให้กับปีศาจร้าย เธอเปลี่ยนโลหะชั้นเลวใด ๆ ให้กลายเป็นโลหะที่มีค่าได้ เช่น เปลี่ยนตะกั่วให้กลายเป็นทองคำ รวมทั้งการคืนชีวิตให้กับคนที่ตายไปแล้ว หรือแม้แต่สร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เด็กสาวในวัยย่างเข้าสิบห้าปีผู้นี้มีพลังมหาศาลที่ว่ากันว่าเป็นรองแค่เพียงพระผู้เป็นเจ้า
เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสาวผู้ยังอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาตกเป็นเป้าจากใครก็ตามที่คิดจะฉกฉวยผลประโยชน์จากเธอ บรรพบุรุษจึงสร้างเหล่าบริวารอมนุษย์ไว้เพื่อคอยเป็นทาสรับใช้ดูแลเธอ และนั่นคือข่าวลือเลวร้ายเรื่องต่อ ๆ มา
เริ่มจาก "ดิเอโก" พ่อบ้านหนุ่ม ผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าล้ำลึกยากจะคาดเดาประกอบกับผมทองและรอยยิ้มมีเสน่ห์ หากไม่นับรวมแขนประหลาดที่เหมือนขาของแมลงคู่หนึ่งที่งอกออกมาจากแผ่นหลัง เขาจะเป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่ว่าสาวใดพานพบก็ต้องหลงใหลราวต้องมนต์
มีคำเตือนว่าห้ามหลงรูปลักษณ์ของพ่อบ้านผู้นี้เด็ดขาด เพราะมีหลายครั้งที่นักเดินป่าหลงทางมาจนถึงที่นี่และพบเข้ากับดิเอโก หลังจาดนั้นทุกคนต่างวิ่งเตลิดไปแทบจะในทันทีโดยที่จำอะไรแทบไม่ได้ บางคนถึงกับเสียสติและเกิดอาการหวาดกลัวการเดินทางเข้าป่าไม่ว่าจะที่แห่งไหนไม่ อีกเลยตลอดทั้งชีวิต
ตามต่อมาด้วย "ยูนิตี" สาวใช้คนสนิทควบตำแหน่งแม่ครัวใหญ่ประจำปราสาท นอกจากทักษะในงานบ้านงานเรือนที่ไม่เคยบกพร่อง เธอยังเป็นจอมเวทมากฝีมืออีกด้วย ด้านรูปลักษณ์นั้นไม่ต่างจากดิเอโกที่หากมองเพียงผิวเผินเธอคงจะดูเป็นหญิงสาวรูปงามที่ผู้คนจะต้องหลงรักเพียงแรกพบ ถ้าหากยอมรับได้ว่าเธอมีครึ่งล่างเป็นม้า
มีอีกเรื่องเล่าว่าพรานป่าผู้หนึ่งกำลังไล่ล่ากวางที่เขายิงธนูใส่จนได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อตามไปกระทั่งถึงจุดที่มันล้มเขากลับพบกับหญิงสาวครึ่งม้าผู้นี้
จากนั้นนายพรานผู้น่าสงสารก็ถูกหญิงประหลาดจับกินอย่างทารุณ...
คนตายไม่มีปาก มีเพียงแค่คนเป็นที่เล่าเรื่องได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกบิดเบือนเท่านั้น ยูนิตีนอกจากไม่กินมนุษย์แล้วเธอยังเป็นมังสวิรัติอีกด้วย แต่ความจริงจะเป็นเช่นไรก็ไม่ได้สำคัญเพราะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมชายป่าต่างก็เชื่อตำนานนี้เสียแล้ว
อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงคือตำนานปีศาจแห่งทะเลสาบมัวร์ ทะเลสาบขนาดเล็กแห่งนี้อยู่ติดกับปราสาทสีขาวของนีเนและปีศาจในคำเล่าลือก็คือผู้เฝ้าปราสาทของเธอเอง
ชื่อของเขาคือ “บีเทิลเดรก" สัตว์ประหลาดผู้มีศีรษะถึงสองหัว บีเทิลคือหัวด้านซ้ายที่เหมือนส่วนหัวของแมลงซึ่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่าศีรษะมนุษย์ ส่วนเดรกหัวด้านขวาที่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็คือหัวของมังกร ผู้อารักษ์ปราสาทตนนี้ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณเคหสถานเท่านั้น ยังใช้ประโยชน์จากครึ่งล่างที่เหมือนงูช่วยให้เขาสามารถสอดส่องทุกอย่างที่เข้ามาในเขตทะเลสาบมัวร์ได้อย่างไม่เป็นปัญหา
นอกจากข้ารับใช้ทั้งหลายที่ดูแลเธออย่างใกล้ชิดแล้ว นีเนยังมีกองทัพส่วนตัวขนาดย่อม ๆ โดยมีกำลังหลักเป็นโกเล็มทองคำทั้งเก้าสิบเก้าตัว พวกเขาคือวิญญาณจากพิธีกรรมที่ถูกอัญเชิญมาประทับในร่างทองคำพิสุทธิ์ที่ถูกขึ้นรูปให้เหมือนกับอัศวินในชุดเกราะ กองทัพเกราะทองคำที่ออกลาดตระเวนทั่วทั้งบริเวณปราสาทคืออีกเหตุผลให้สถานที่นี้ยากที่จะมีใครกล้ามาย่างกราย
ชีวิตที่ราวกับเจ้าหญิงของเธอไม่เคยต้องพบกับอุปสรรคใด ๆ กระทั่งในวันครบรอบวันเกิดปีที่สิบห้า ในขณะที่กำลังฉลองร่วมกับบรรดาบริวารทั้งหลาย เธอก็ได้ขอพรกับเค้กวันเกิดด้วยคำขอที่ทำให้ทุกคนต้องคิดหนัก
"ปีนี้ได้โปรดให้เราได้มีเพื่อนด้วยนะคะ" เด็กสาวพึมพำก่อนที่จะบรรจงเป่าเทียนด้วยท่วงท่าคล้ายกับการร่ายมนต์
แค่คำขอธรรมดาแต่กลับทำให้เหล่าบริวารของเธอถึงกับหน้าถอดสี
“นายหญิงก็มีพวกเราเหล่าบริวารเป็นเพื่อนแล้วนี่ครับ พรหนึ่งข้อในรอบปีแท้ ๆ ควรขอเรื่องที่สำคัญกับตัวท่านจริง ๆ ดีกว่า”
หลังจากเปลวเทียนเล่มสุดท้ายดับลง หนุ่มรับใช้เอ่ยอย่างหนักใจ ไม่ใช่เพราะเสียดายพรวันเกิด ทุกปีไม่ว่านายหญิงจะขอสิ่งใด พวกเขาสามารถทำให้เธอสมหวังได้ทุกครั้งไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม แต่สาเหตุที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเช่นนั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถทำให้พรข้อนี้เป็นจริงได้
สาเหตุที่บรรพบุรุษของเธอสร้างปราสาทไว้กลางป่าแบบนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คน การเริ่มติดต่อกับ "ผู้คนข้างนอก" นั่นหมายถึงปัญหามากมายที่จะตามมาในภายหลัง ปัญหาใหญ่ที่เจ้าตัวไม่มีทางจินตนาการออกได้เลย
“เรื่องนี้ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะพวกท่านไม่ใช่เพื่อนของเรา ไม่มีทางเป็นเพื่อนกันได้” นีเนจริงจัง ทว่าคนรับใช้ได้ยินต่างรู้สึกหดหู่ใจที่นายหญิงไม่ยอมรับพวกตน “พวกท่านคือครอบครัวของเราต่างหากเล่า”
ประโยคสุดท้ายทำให้เหล่าบริวารใจอ่อน จากตอนแรกที่จะยืนกรานปฏิเสธ กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับท่าทีรบเร้าออดอ้อนนั่น
“จะไม่เป็นการตามใจนายหญิงเกินไปรึ กับเรื่องนี้เว้นไว้เสียเรื่องไม่ได้หรือ” ยูนิตีกระซิบอย่างกังวลหลังจากเห็นหนุ่มรับใช้คนสนิทถูกลูกอ้อนกำราบและตบปากรับคำเสียแล้ว
“ถ้าไม่ตามใจนายหญิง จะให้ตามใจใครรึ” ดิเอโกตอบกลับโดยที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้ ใช่แล้ว พวกเขาถวายชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะกี่ร้อยภพกี่ร้อยชาติให้กับเธอเพียงผู้เดียว นีเน วาเลเรีย รอสคิน
นีเนยังไม่ได้รับอนุญาตให้เที่ยวเล่นในหมู่บ้านจากบรรดาพี่เลี้ยง เธอรู้จักโลกนี้น้อยนักและก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีพลังมากมายและอันตรายขนาดไหน ดิเอโกขอให้เธอเริ่มจากการท่องเที่ยวอยู่ในป่าใกล้ ๆ หมู่บ้านซึ่งนานครั้งเธอจะได้พบกับชาวบ้านผู้แวะเวียนเข้ามาเก็บของป่าและล่าสัตว์
แม้จะพยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แต่การพบเด็กสาวแปลกหน้าพร้อมบริวารอีกหลายคนในป่าก็ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าพวกเธอนั้นแปลกประหลาดอยู่ดี
ในการสำรวจป่านีเนได้พบชายหญิงชราคู่หนึ่ง ทั้งสองดูสกปรกมอมแมม หลังโก่งงอ ตาลึกโบ๋ แก้มตอบท่าทางอมโรค และผอมแห้งจนเกือบหนังหุ้มกระดูก ชายชราแบกบางสิ่งไว้บนหลังโดยมีผ้ามัดหลวม ๆ ยึดไว้ไม่ให้หล่น เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าเป็นร่างของหญิงแก่ ขาทั้งสองข้างของเธอลีบเล็กจนไม่น่าจะสามารถยืนหรือเดินได้ด้วยตนเอง
สิ่งที่ทำให้ผู้พบเห็นต่างประหลาดใจไม่ใช่สภาพอันน่าเวทนานั่น แต่เป็นรอยยิ้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความรักให้แก่กันของทั้งคู่
“ถึงแล้วยาย... นั่งรอตาอยู่ตรงนี้ก่อนนะ ประเดี๋ยวจะขุดหารากไม้แถวนี้แหละ"
“ไปเถอะตา ไม่ต้องห่วงยายหรอก"
ยูนิตีอยู่ในร่างจำแลงของสาวชาวบ้านเป็นคนแรกที่เข้าไปทักทายทั้งคู่ หลังจากสอบถามก็รู้ว่าสองสามีภรรยาประกอบอาชีพเป็นคนเก็บของป่าที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากที่นี่ ทั้งคู่เคยมีลูกแต่ก็จากไปนานแล้วเพราะโรคระบาด ปัจจุบันจึงเหลือกันเพียงแค่สองคนไม่มีญาติมิตรที่อื่นเลย
นีเนเมื่อได้ฟังทั้งสงสารและประทับใจในความรักของทั้งสอง เธออยากจะทำอะไรเพื่อช่วยให้ความทุกข์ของทั้งคู่บรรเทาลงบ้าง เธอพยักหน้าให้กับยูนิตีจากนั้นสาวใช้จึงส่งถุงที่เต็มไปด้วยเหรียญทองให้กับชายชรา
“ท่านทั้งสองคงยากลำบากมามาก แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่เราก็อยากช่วย”
“ขอบใจนะหนูน้อย เรารับไว้ไม่ได้หรอก” ชายชราปฎิเสธอย่างสุภาพ แม้จะยากจนแต่เขาก็ไม่สามารถรับเงินจากคนแปลกหน้าโดยไม่มีสิ่งใดแลกเปลี่ยนได้ แม้ว่านีเนจะย้ำว่าเธอมีเงินทองมากมายกระทั่งสามารถกองรวมกันเป็นภูเขาได้แต่ชายชรายังคงยืนกรานปฏิเสธ
เมื่ออีกฝ่ายไม่รับน้ำใจ นีเนจึงใช้อีกวิธี เธอขอยืมเสียมที่เขาพกติดตัวมาด้วย ชายชรายอมส่งให้โดยดีเพราะไม่รู้ว่าเธอมีเจตนาใด แต่เพียงพริบตาต่อมานีเนก็ส่งเสียมคืนให้กับเขา ในสภาพที่ไม่เหมือนเดิม
จากเสียมเหล็กขึ้นสนิมทื่อ ๆ ไร้ราคาค่างวดบัดนี้มันกลายเป็นเสียมทองคำระยิบระยับ เขารีบส่งมันให้กับภรรยาดูด้วยความตื่นเต้น จะเป็นมายากลหรือมนตราแขนงใดก็เกินกว่าจินตนาการของชายแก่หนึ่งคนจะคิดได้ สิ่งของในมือเขาตอนนี้ไม่ใช่อันใหม่ จากสภาพร่องรอยการใช้งาน รอยบิ่นที่มี อีกทั้งด้ามจับไม้ที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก ทั้งหมดบ่งบอกว่ามันคือเครื่องมือประกอบอาชีพของเขาเอง
สองตายายตื่นเต้นจนพูดไม่เป็นภาษา จากนั้นไม่นานก็เริ่มถกเถียงกันเพราะชายชรายังคิดว่าไม่สมควรรับมันไว้ แต่ฝ่ายภรรยาไม่คิดเช่นนั้น
“เสียมนี่เดิมทีมันก็เป็นของตาอยู่แล้วไม่ใช่รึ"
“ก็ใช่ แต่ว่า...”
“ไม่แต่อะไรทั้งนั้นแหละ เงินทองไม่รับข้ายังเข้าใจ นี่ของ ๆ เราแท้ ๆ ตายังจะลังเลอะไรอีก" หญิงชราสรุปโดยไม่เปิดโอกาสให้สามีของเธอแย้งอะไรได้อีก
เมื่อการถกเถียงจบลง หญิงชราจึงขอให้สามีอุ้มเธอเข้าไปใกล้กับนีเนเพื่อที่จะได้ขอบคุณเด็กสาวได้ เห็นดังนั้นนีเนจึงเป็นฝ่ายเข้าไปหาทั้งสองแทน หญิงชรากุมมือของนีเนไว้และขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คู่รักชราซาบซึ้งในน้ำใจของเด็กสาวผู้นี้ยิ่งนัก หากให้เปรียบก็เทียบได้กับสวรรค์ประทานพรส่งเทพธิดาตัวน้อยเพื่อมอบแสงสว่างให้กับดวงวิญญาณอันใกล้ร่วงโรย
นีเนได้รับฟังก็ยินดียิ่งและรู้สึกอยากช่วยอะไรพวกเขามากกว่านี้ ทันใดนั้นเธอเห็นขาลีบเล็กผิดธรรมชาติของหญิงชราและแย้มยิ้มยินดีทันที
“ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราพอจะทำเพื่อพวกท่านได้” นีเนล้วงมือเข้าไปในย่ามเพื่อควานหากล่อง ๆ หนึ่งซึ่งเก็บซ่อนบางสิ่งไว้ มันอาจพลิกชีวิตของทั้งสองได้ในบัดดล
“ยานี้จะช่วยรักษาขาท่านให้ดีเหมือนเดิมได้ แต่ว่าท่านยายห้ามกินติดต่อกันนะคะ" นีเนว่าพลางส่งกล่องไม้ที่บรรจุยาเม็ดให้กับทั้งสอง เธอย้ำอีกครั้งว่าให้กินเพียงเดือนละเม็ดและเมื่อขาหายดี พวกเขาต้องนำยาที่เหลือไปทิ้ง
ทั้งสองยอมรับของขวัญจากนีเนแม้จะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พวกเขาไม่คิดว่าคนที่เพิ่งให้โอกาสอันวิเศษนี้จะเป็นคนไม่ดีหรือหลอกเล่น แต่ขาที่พิการนานหลายปีที่แม้แต่หมอยังต้องจนปัญญา คงจะมีแต่ยาวิเศษเท่านั้นที่ช่วยได้
สองตายายไม่คาดคิดว่าการออกมาขุดหาหัวหารากไม้อย่างปกติ ทำให้พบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันนี้ เขากล่าวขอบคุณเด็กสาวไม่หยุดปาก และจากไปพร้อมใบหน้าเปี่ยมสุข
“วันนี้ได้ทำเรื่องดี ๆ อีกแล้วเนอะ" นีเนดีใจจนรู้สึกตัวลอย การติดต่อกับผู้อื่นดูไม่น่ากลัวอย่างที่ทุกคนเตือนเลย แค่นี้เธอก็มีเพื่อนใหม่ถึงสองคน แม้ว่าจะเป็นเพื่อนต่างวัยที่ห่างกันมากก็เถอะ
“อืม... มันจะดีจริงเหรอ" ดิเอโกลากเสียงสูงพลางเกาคางอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ "สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ"
ดิเอโก