สายลมเหมันต์หวีดหวิวพัดผ่านระเบียงทางเดินไม้หอม กลิ่นอายความหนาวเหน็บพุ่งเข้าปะทะร่างระหงของ ไป๋หลิน จนปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างสั่นระริก เสียงใบไผ่เสียดสีกันในสายลมดังเศร้าเศร้าราวกับเสียงครวญครางของผีดิบ แสงจันทร์เสี้ยวหนึ่งส่องผ่านเมฆดำทำให้เงาของนางยาวเหยียดไปตามพื้นหินอ่อนที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง
ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวดุจกลองรบมิใช่เพียงลมหนาว หากแต่เป็ภาพของ 'รองเท้าผ้าใบเปื้อนเื' ที่วางอยู่เบื้องหน้า เืแห้งเป็คราบสีน้ำตาลดำติดอยู่ที่ปลายรองเท้า และข้อความลายพระหัตถ์ของ ชินอ๋อง ที่เปรียบเสมือนคำประกาศปะาชีวิต ตัวอักษรแต่ละตัวเขียนด้วยหมึกดำข้นเหมือนเืแข็งตัว
นางมองดูรองเท้าข้างนั้น... มันคือรองเท้าของนางกำนัลในจวน แผนการใส่ร้ายที่นางเพิ่งวางหมากไปในตอนที่ 6 ดูเหมือนจะถูกกระชากหน้ากากออกเร็วกว่าที่คิด ชินอ๋อง ผู้ที่นางเคยปรามาสว่าโง่เขลา บัดนี้กลับแสดงให้เห็นว่าเขาคือ 'พญาั' ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ในเงามืดมาโดยตลอด
กลิ่นธูปจากศาลเ้าข้างตำหนักลอยมาปนกับกลิ่นดอกเหมยที่เริ่มโรยรา สร้างบรรยากาศอันน่าขนลุกในยามค่ำคืน เสียงเท้าของทหารยามที่เดินตรวจรอบตำหนักดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย
"พระชายาเพคะ... เรา... เราจะทำอย่างไรดีเพคะ" เซี่ยวเหอ กระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าของนางกำนัลคนสนิทซีดเผือดดุจคนตาย ริมฝีปากที่เคยชมพูอ่อนบัดนี้เป็สีม่วงคล้ำ
ไป๋หลิน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาเป็ปึกแผ่น นางหลับตาลงนึกถึงััที่ดุดันและกลิ่นเหงื่ออันเป็เอกลักษณ์ของ อาเฉิง ที่ยังคงติดอยู่ที่ซอกคอ... ความสุขสมที่ผิดบาปนั้นเองที่เป็ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจให้เพลิงแห่งความทะเยอทะยานของนางกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
"เช็ดน้ำตาของเ้าเสีย เซี่ยวเหอ" ไป๋หลิน สั่งเสียงเย็น ดวงตาของนางเปล่งประกายดุจใบมีดในความมืด "ในโลกของข้า... ไม่มีคำว่าพ่ายแพ้ มีเพียงคำว่า 'ยังไม่ชนะ' เท่านั้น เ้าจงนำรองเท้านี่ไปเผาทิ้งเสีย แล้วจำไว้ว่าเ้าไม่เคยเห็นสิ่งใดทั้งสิ้น"
นางก้าวเดินต่อไปยังตำหนักบรรทมใหญ่ ท่วงท่าของนางยังคงสง่างามและเยือกเย็นดุจพญาหงส์ ทุกฝีก้าวที่ย่ำลงบนพื้นไม้กระดานส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบสงัด ราวกับเสียงนับถอยหลังของโชคชะตา แสงโคมไฟแดงที่แขวนอยู่ตามระเบียงส่องแสงสีเืลงบนใบหน้าของนาง ทำให้เงาของนางดูเหมือนปีศาจร้ายที่กำลังเดินทางสู่การแก้แค้น
ภายในห้อง บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบจะหายใจไม่ออก แสงเทียนสีเหลืองนวลวูบไหวสะท้อนเงาของร่างสูงใหญ่ที่นั่งนิ่งสนิทอยู่บนตั่งไม้กลางห้อง เทียนไขที่จุดอยู่รอบห้องมีกว่าสิบเล่ม แต่แสงไฟกลับดูเหมือนถูกกลืนหายไปในความมืดมิด กลิ่นไขเทียนผสมกับกลิ่นไม้จันทน์และกลิ่นอบอ้าวของความตาย
ชินอ๋อง ในชุดอาภรณ์สีดำขลับที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยน ใบหน้าของเขาราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าดวงตาคมกริบที่จ้องมองมายังไป๋หลินนั้น กลับแฝงไปด้วยไอสังหารที่รุนแรงจนนางรู้สึกเย็นวาบไปทั้งไขสันหลัง เส้นผมดำขลับของเขาปล่อยยาวลงมาบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทำให้ดูน่าขนลุกยิ่งขึ้น
บนโต๊ะหยกข้างกายเขา มีปิ่นหยกหักครึ่งสองชิ้นวางคู่กันอยู่... หลักฐานที่เชื่อมโยงนางเข้ากับความผิดบาปที่ไม่มีผู้ใดให้อภัยได้ ปิ่นหยกที่เคยเป็สีเขียวใสบัดนี้มีรอยแตกเป็เส้นเืสีแดงดำ ราวกับกำลังร้องไห้เื
"เ้าไปที่ไหนมา... ไป๋หลิน?" เสียงทุ้มต่ำของชินอ๋องดังขึ้นเบาๆ ทว่ากลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในป่าลึก เสียงของเขาก้องกังวานในห้องใหญ่ ทำให้เปลวเทียนสั่นไหว
ไป๋หลิน ย่อกายทำความเคารพอย่างอ่อนช้อยและประณีตที่สุด ผ้าไหมของชุดนอนสีขาวของนางพลิ้วไหวราวกับปีกนางฟ้า นางไม่ได้หลบสายตา ทว่ากลับจ้องมองเขากลับด้วยดวงตาที่เริ่มคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่สั่งได้ดั่งใจ "หม่อมฉันไปที่เรือนกระจกเพคะท่านพี่... หม่อมฉันได้ยินว่าองครักษ์พบปิ่นหยกอีกครึ่งหนึ่งที่นั่น จึงตั้งใจจะไปดูให้เห็นกับตาว่าใครคือผู้ที่คิดจะใส่ร้ายหม่อมฉัน"
"ใส่ร้ายหรือ?" ชินอ๋อง ลุกขึ้นยืนช้าๆ เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันดังใสในความเงียบ เขาก้าวเดินเข้ามาหาไป๋หลินอย่างกดดัน เงาของเขายาวเหยียดปกคลุมร่างเล็กของนาง "แล้วรองเท้าผ้าใบเปื้อนเืที่เ้าพบที่มุมกำแพงเล่า... เ้าจะอธิบายว่าอย่างไร?"
ไป๋หลิน หัวใจกระตุกวูบ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท "รองเท้าข้างนั้น... หม่อมฉันไม่ทราบเพคะว่ามันมาจากที่ใด แต่เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นนางกำนัลชุ่ยจูเดินกะเผลกๆ อยู่ใกล้กับเขตตำหนักตะวันออก หม่อมฉันจึงเกรงว่านางอาจจะได้รับาเ็จากการพยายามซ่อนหลักฐานชิ้นนี้เพคะ"
นางจงใจโยนบาปกลับไปที่ฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง ทว่าชินอ๋องกลับหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบเคี้ยว ดังก้องไปทั่วห้องจนเปลวเทียนสั่นะเื
"เ้าช่างฉลาดนัก ไป๋หลิน... ฉลาดเสียจนข้านึกสงสัยว่า 'ดอกบัวขาว' ที่ข้าเคยหลงรัก แท้จริงแล้วเป็ 'กุหลาบอาบยาพิษ' หรือไม่" เขาเอื้อมมือหนามาบีบคางของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นรุนแรงจนนางรู้สึกเจ็บ ิัของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง แต่ในความเ็ปนั้น ร่างกายของนางกลับถวิลหาพละกำลังที่รุนแรงกว่านี้... พละกำลังแบบที่อาเฉิงมอบให้นาง
"ท่านพี่... ท่านไม่เชื่อหม่อมฉันหรือเพคะ?" นางถามด้วยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งหยดลงบนหลังมือของเขา น้ำตาเม็ดนั้นร้อนผ่าวราวกับหยดเทียนไข
ชินอ๋อง จ้องมองน้ำตาข้างนั้นครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปเป็สีหน้าที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนจะสะบัดมือออกอย่างแรงจนนางเสียหลักล้มลงบนเตียงกว้าง ผ้าไหมสีทองที่ปูเตียงนิ่มนวลรองรับร่างของนาง "ข้าอยากจะเชื่อเ้า... ทว่าองครักษ์เงาของข้ารายงานว่า เห็นสตรีคนหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนเ้า เข้าไปในเรือนกระจกพร้อมกับทาสดูแลสวน!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังชัดเจนในความเงียบ กลิ่นไม้จันทน์ที่เผาอยู่ในเตาธูปมุมห้องลอยหอมอบอ้าว ไป๋หลิน รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงเบื้องหน้า ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ของนางเอง
เสียงหัวเราะนั้นเริ่มจากเสียงคิกคักเบาๆ แล้วค่อยๆ ดังขึ้นเป็เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความเ็ป นางค่อยๆ พยุงกายขึ้นนั่งบนเตียง จัดแจงเส้นผมที่หลุดรุ่ยอย่างเชื่องช้า แววตาที่เคยอ่อนหวานเปลี่ยนเป็เยือกเย็นและท้าทาย เหมือนดาบที่เพิ่งถูกลับให้คม
"หากท่านพี่มีหลักฐานชัดเจนเพียงนั้น เหตุใดจึงยังไม่ปะาหม่อมฉันเสียเล่าเพคะ? หรือว่า... ลึกๆ แล้วท่านพี่เองก็ 'ขลาดกลัว' ที่จะเสียชายาที่แสนดีเช่นหม่อมฉันไป?"
คำพูดท้าทายนั้นทำให้ชินอ๋องโกรธจนสติแทบขาด เส้นเอ็นที่ขมับเขาโปนออกมาชัดเจน เขากระชากร่างของนางเข้ามาประชิดตัว กลิ่นไม้จันทน์และกลิ่นโลหิตจางๆ จากเขาทำให้นางรู้สึกมึนงง ก่อนจะกดนางลงกับฟูกนอนหนา "เ้าคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ!"
ััของชินอ๋องนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยการแสดงอำนาจ มือของเขาแข็งแกร่งแต่ขาดความอ่อนโยน เขาพยายามจะนางเพื่อตอกย้ำว่าเขาคือเ้าของชีวิต ผ้าไหมของชุดนอนนางถูกกระชากจนขาด เสียงผ้าฉีกดังใสในห้องเงียบ ทว่าไป๋หลินกลับหลับตาลง...
ในขณะที่เขากำลังบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน จินตนาการของนางกลับล่องลอยไปยังเรือนกระจกที่มืดมิด นางนึกถึงมือที่หยาบกร้านของอาเฉิงที่บีบเค้นลงบนสะโพกของนางอย่างรุนแรง นึกถึงรสจูบที่เปื้อนด้วยกลิ่นดินโคลนและความกระหายดิบๆ ที่ทำให้หัวใจของนางพองโต
ยิ่งชินอ๋องพยายามจะ 'ลงทัณฑ์' นางด้วยร่างกายมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกถึงความจืดชืดและความพ่ายแพ้ของเขามากเท่านั้น เพราะหัวใจและร่างกายของนางบัดนี้ได้ถูก 'ประทับตรา' โดยบุรุษที่เขาดูถูกว่าเป็ทาสไปเสียแล้ว ิัของนางยังคงมีกลิ่นของอาเฉิงติดอยู่ รอยจูบและรอยกัดที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้า
'ท่านพี่... ท่านกำลังกอดร่างกายที่ถูกทาสของท่านย่ำยีมาทั้งคืน รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ?' นางคิดในใจด้วยความสะใจที่เปี่ยมไปด้วยพิษสง รอยยิ้มเ้าเล่ห์แอบแฝงอยู่ที่มุมปากที่ชินอ๋องมองไม่เห็น
ชินอ๋อง ผละออกห่างจากนางด้วยลมหายใจที่หอบกระชั้น เหงื่อไคลออกมาที่หน้าผากแม้อากาศจะเย็น เขาจ้องมองใบหน้าของชายาที่บัดนี้ดูเย้ายวนและเรืองรองอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ผิวขาวของนางเปล่งประกายใต้แสงเทียน ริมฝีปากที่บวมจากการจูบดูชวนให้หลงใหล ความโกรธของเขาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสับสนและแรงปรารถนาที่ไม่อาจควบคุมได้
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งสงสัยในตัวนางมากเท่าไหร่ เขากลับยิ่ง้านางมากขึ้นเท่านั้น ความงามของนางในคืนนี้ดูแตกต่างไปจากเดิม มีเสน่ห์อันตรายที่ทำให้เขาหลงใหล
"ข้าจะยังไม่ฆ่าเ้า... ไป๋หลิน" เขาพึมพำเสียงพร่า มือสั่นเล็กน้อยขณะจัดแจงเสื้อผ้า "แต่ข้าจะขังเ้าไว้ที่นี่! เ้าห้ามก้าวออกจากตำหนักเหมยฮวาแม้แต่ก้าวเดียว จนกว่าข้าจะหาความจริงได้!"
เขาลุกขึ้นและก้าวออกจากห้องไปพร้อมกับการสั่งให้ทหารเฝ้ายามอย่างเข้มงวด เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปตามทางเดิน ก่อนจะเงียบหายไปในความมืด
ไป๋หลิน นอนนิ่งอยู่บนเตียง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางรู้ดีว่ากรงขังนี้ไม่อาจกั้นขวางนางได้ นานเท่าไหร่ที่นางยังมีอาเฉิงเป็หมากตัวสำคัญ และตราบใดที่นางยังมี 'ความลับ' ที่จะใช้สั่นคลอนราชบัลลังก์... นางก็ยังคงเป็ผู้ชนะในเกมนี้
นางลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ผ้าไหมที่ฉีกขาดพลิ้วไหวตามลมเย็น มองออกไปยังเงามืดของป่าไผ่ท้ายสวน แสงจันทร์ส่องผ่านใบไผ่ทำให้เงาเต้นระบำอย่างน่าขนลุก ที่นั่นมีอาเฉิงเฝ้ารออยู่... ทาสชายผู้เป็ทั้งอาวุธและชู้รักที่นางสร้างขึ้นมากับมือ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง สายตาของนางกลับไปสะดุดเข้ากับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยข้างกำแพง... ไม่ใช่อาเฉิง และไม่ใช่ทหารยาม ทว่าเป็ชายชุดดำที่กุมดาบยาวเล่มหนึ่งไว้ในมือ!
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แสงจันทร์สะท้อนให้เห็นแววตาที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... แววตาของสหายเก่าในอดีตที่นางคิดว่าตายไปแล้ว!