ตระกูลหลินเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ทำกิจการค้าขายมากมาย และมีบางคนรับราชการ บางคนก็เป็ทหาร ทุกคนล้วนเป็ความภาคภูมิใจของตระกูลหลิน
นายท่านใหญ่หลินไท่หลง มีฮูหยินใหญ่คือเย่ชิงเหยา ฮูหยินรองเหยาเม่ยเม่ย (เสียชีวิตหลังคลอดบุตร) และอนุอีกสองนาง นายท่านใหญ่มีบุตรชาย 3 คน คุณชายใหญ่หลินต้าหยางดูแลกิจการน้อยใหญ่ของตระกูล และคุณชายรองหลินเอ้อหยางเป็บัณฑิตรับราชการในวัง ทั้งสองเป็บุตรจากฮูหยินใหญ่ และคุณชายสามหลินซานหยางเกิดจากฮูหยินรอง
หลินซานหยางนั้นมีความสามารถโดดเด่น ได้เป็ถึงรองแม่ทัพของแคว้นชิงหลงแห่งนี้ หลังจากแต่งงานกับกู้ชิงชิง สาวงามอันดับหนึ่ง มีบุตรสาวหนึ่งคนคือ หลินจิ่นฮวา หลังจากคลอดบุตรสาวร่างกายกู้ชิงชิงผู้เป็มารดาก็มีปัญหาทำให้มีบุตรยาก ต้องกินยาสมุนไพรบำรุงอยู่หลายปี เมื่อบุตรสาวอายุได้ 10 ปีในที่สุดกู้ชิงชิงก็ตั้งท้องบุตรคนที่สอง และได้คลอดบุตรชาย ชื่อ หลินจิ่นหยาง บิดามารดารักและปกป้องบุตรทั้งสองอย่างมากแม้หลินจิ่นฮวาจะไม่สามารถฝึกฝนได้ก็ตาม
เมื่อหลินจิ่นหยางบุตรคนเล็กอายุครบ 1 ขวบ หลินซานหยางต้องไปรบที่ชายแดน จึงต้องห่างจากลูกและภรรยาไปไกล
ชีวิตของหลินจิ่นฮวาจึงลำบากมากขึ้น เมื่อไม่มีบิดาคอยปกป้อง ฝ่ายมารดาก็ไม่มีอำนาจตระกูลหนุนหลัง ทำให้จิ่นฮวามักถูกกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ จากบรรดา ลูกพี่ลูกน้อง เหล่าสาวใช้ก็เมินไม่ให้ความเคารพ นางไม่กล้าบอกมารดาเพราะไม่อยากให้มารดามีปัญหา
หลินจิ่นฮวาเมื่อไม่สามารถฝึกฝนได้ก็ไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลอีก แต่นางไม่คิดย่อท้อ นางศึกษาอ่านตำรา ที่มีในจวนมากมาย และที่มารดาหามาให้ นางมีความรู้สึกว่าสักวันต้องได้ใช้ และที่นางสนใจที่สุดก็คือตำราสมุนไพร การรักษา การปรุงยา ด้วยกู้ชิงชิงสงสารบุตรสาวมากจึงพยายามหาตำรามากมายที่นาง้ามาให้ แม้นางจะคิดว่าศึกษาไปก็ไม่ได้ใช้ก็ตาม
หลินจิ่นฮวา ศึกษาตำราอยู่ในจวนตนเองเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ออกไปด้านนอก เพราะร่างกายนางอ่อนแอขึ้นทุกวัน โดยหมอที่เชิญมาตรวจก็ไม่สามารถรักษาได้ ได้แต่สันนิษฐานว่า เพราะตันเถียนไม่สามารถกักเก็บพลังปราณได้ พลังชีวิตเลยอ่อนแอ จนนางอายุได้ 12 ปี ขณะที่นั่งอ่านตำราอยู่ในสวนดอกไม้ที่เรือนตนเอง นางรู้สึกง่วง และหลับไป โดยไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย หมอที่มาตรวจบอกว่า ร่างกายของนางไม่ได้มีปัญหาอะไร เหมือนแค่หลับไปเท่านั้น หมอบอกว่าร่างกายของนางเหมือนกำลังจำศีล อาจจะฟื้นขึ้นมาสักวัน หรือไม่ฟื้นอีกเลย ก็ไม่อาจยืนยันได้ ทำให้มารดานางเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก
ความโชคร้ายของนางยังไม่หมดแค่นี้ บิดาของหลินจิ่นฮวาที่ออกไปรบอยู่ชายแดนเป็ปี หลังจากเด็กสาวหลับไป 3 เดือน ในที่สุดเขาก็กลับมา แต่เื่ราวไม่ได้น่ายินดีนัก เพราะหลินซานหยางผู้เป็บิดา ถูกพากลับมาในสภาพที่ต้องนั่งรถเข็น ไม่สามารถลุกเดินได้อีก เขาสู้กับแม่ทัพฝั่งตรงข้าม ทำให้าเ็หนัก ขาหักทั้ง2ข้าง เมื่อกองทัพรักษาาแภายนอกและอาการช้ำในให้จนหาย ก็ส่งตัวกลับมา
ในเรือนตอนนี้ มีแต่ความเศร้าโศก คนเป็บิดาพิการ บุตรสาวคนโตหลับไม่ตื่น บุตรชายคนเล็กก็แค่สองขวบ ทำให้คนเป็มารดารู้สึกตรอมใจ
เมื่อครอบครัวคุณชายสามมีแต่คนไร้ประโยชน์ จึงเข้าทางฮูหยินใหญ่ ที่ไม่ชอบมารดาของเขาที่เป็ฮูหยินรอง แม้นางจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ฮูหยินใหญ่ก็เกลียดคุณชายสามผู้นี้อยู่ดี นางจึงสร้างเื่ยุยงให้สามีขับไล่พวกเขาออกจากตระกูล นายท่านใหญ่ซึ่งรู้สึกโกรธและเสียหน้าเื่ที่หลินจิ่นฮวาเป็เพียงขยะอยู่แล้ว พอลูกชายคนที่ 3 มาพิการใช้ประโยชน์ไม่ได้อีก เขาจึงเชื่อคำยุยงของฮูหยินใหญ่ ขับไล่ให้ครอบครัวคุณชายสาม ไปอยู่ที่ดินชายป่าหมอกอาถรรพ์ที่เมืองเชียง ซึ่งเป็สินเดิมของฮูหยินรอง
ทั้งครอบครัวจึงถูกพามาทิ้งไว้ที่กระท่อมเก่าๆ หลังนี้ ใช้ชีวิตผ่านไปอย่างทุลักทุเลเพราะมีแค่กู้ชิงชิงที่เป็สตรีในห้องหอ ต้องมาดูแลคนทั้งบ้านที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเงินเพียงไม่กี่ตำลึงที่ได้ติดตัวมาใกล้จะหมด ทุกคนจึงต้องอดมื้อกินมื้อ แล้วนางก็ไม่สามารถออกไปรับจ้างได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องดูแลทุกคน
………..
ในที่สุดจิติญญาของจิ่นฮวา ก็หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ ร่างเด็กสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็มีน้ำตาไหลออกมาเป็สาย
“ฮวาเอ๋อร์ เ้าเป็อะไร ทำไมจึงร้องไห้ แม่ขอโทษที่ช่วยอะไรเ้าไปได้เลย ฮือๆๆๆ” เมื่อกู้ชิงชิงหันมาเห็นน้ำตาบุตรสาวจึง ใแล้วร้องไห้ตาม คนอื่นจึงรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ชิงชิงเกิดอะไรขึ้น ลูกเป็อะไร เ้าร้องทำไม รีบบอกพี่” หลินซานหยางเลื่อนรถเข็นเข้ามาข้างภรรยาอย่างร้อนใจ
จิ่นฮวาที่ได้สติ ได้ยินเสียงบิดามารดาร้องไห้ จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่ลูกไม่ได้เป็อะไรเ้าค่ะ”
“ฮวาเอ๋อร์ ลูกแม่เ้าฟื้นแล้ว ฟื้นขึ้นมาหาแม่แล้ว ขอบคุณ์” กู้ชิงชิงทั้งใและดีใจลูกสาวของนางที่นอนไม่ได้สติมาหลายเดือนในที่สุดก็ฟื้นแล้ว นางรีบวิ่งไปตามหมอจากในหมู่บ้านมาตรวจลูกสาวนาง
“ลูกข้าเป็อย่างบ้างท่านหมอ” หลินซานหนางรีบถามเมื่อหมอตรวจเสร็จ
“ร่างกายนางไม่เป็ไรแล้ว ชีพจรปกติ กินยาสักหม้อ พักสักสองสามวันก็ไม่มีปัญหาแล้ว” หมอชรากล่าว
กู้ชิงชิงจึงเดินออกไปส่งท่านหมดที่หน้าบ้านพร้อมรับยาสมุนไพรที่ท่านหมดจัดมาให้ ท่านหมอเห็นครอบครัวนี้แล้วสงสาร จึงไม่คิดค่าตรวจ คิดเพียงค่ายา 100 อีแปะเท่านั้น
“นอนพักก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวต้ม และต้มยามาให้ ท่านพี่ข้าฝากดูลูกด้วย มีอะไระโเรียกข้านะเ้าคะ” นางพูดกับลูกแล้วหันมาฝากฝังกับสามี และเดินเข้าครัวไป
“ข้าไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ พี่หายแล้วจิ่นหยาง” จิ่นฮวาเอ่ยกับบิดาที่มองนางอย่างเป็ห่วง และน้องชายที่จ้องนางตาไม่กระพริบ เหมือนกลับว่านางจะหลับไปอีกแล้วไม่ฟื้นขึ้นมา บิดาและน้องชายจึงพยักหน้าให้นางเบาๆ แล้วนั่งอยู่เป็เพื่อนนางข้างๆ เตียง
ไม่นานมารดาก็นำข้าวต้ม และยา มาให้นางกิน จากนั้นก็บอกให้พักผ่อนมากๆ เมื่อนางหลับตาคนอื่นจึงแยกย้ายกันไป น้องชายออกไปช่วยแม่เก็บฟืน ส่วนบิดานั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกลนัก
แม้นางจะหลับตา แต่ไม่ได้หลับจริงๆ นางคิดทบทวนกับตนเอง จากความทรงจำครอบครัวนางลำบากมากจริงๆ
‘ไม่เป็ไรนะทุกคน ตอนนี้ข้ามาแล้ว ข้าจะไม่ให้ทุกคนต้องลำบากอีก’ จิ่นฮวาคิดในใจอย่างมุ่งมั่นแล้วเผลอหลับไปเพราะฤทธิ์ยา