CHAPTER 10
นางแบบสาวดาวรุ่ง
.
.
FEI FARIS PART
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็…เฟย เฟยเหรอ” ผมหยุดยืนนิ่งมองคนตรงหน้าที่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเธอที่นี่ “เฟยจริงๆ ด้วย”
นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่เคยได้เจอเธอมายืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้ ทุกครั้งที่กลับมาไทยผมจะเห็นเธอแค่ในทีวี หรือไม่ก็ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่มีเธออยู่บนนั้นแต่วันนี้ผมกลับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับเธอ ตลกร้ายสิ้นดี
“ทับทิมไปกันเถอะเดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน” ผมละสายตาจากเธอแล้วมองผู้หญิงด้านหลังที่เร่งเร้าให้เธอออกจากที่นี่ “งานเริ่มบ่ายสองนะ”
“แป๊บหนึ่งนะคะพี่เอ” เธอตอบคนด้านหลังแต่สายตายังมองผม “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“…”
“กลับมาจากอเมริกาั้แ่เมื่อไหร่”
“นี่นายเฟยมัวยืนทำอะไรอยู่ได้” หมวยเดินกลับมาหาผมเมื่อเห็นว่าผมยังยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ เธอมองผมสลับกับผู้หญิงตรงหน้า “เอ๊ะ นี่นางแบบที่ฉันเคยเห็นในทีวีบ่อยๆ นี่นา”
“ทับทิมไปกันเถอะ เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้า” ผมเดาว่าเธอน่าจะเป็ผู้จัดการส่วนตัวของผู้หญิงตรงหน้า
“นายกับเธอรู้จักกันเหรอ” คนด้านข้างหันมากระซิบถามด้วยความอยากรู้
“เปล่า ไม่รู้จัก” ผมตอบเธอแต่สายตากลับมองไปยังคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ไปกันเถอะ”
ผมคว้าแขนของคนที่อยากรู้อยากเห็นให้เดินตามมาโดยไม่หันกลับไปมองเธอคนนั้นอีกเลย
“ตัวจริงสวยมากเลยอะ” หลังจากที่สั่งอาหารเรียบร้อยคนตรงข้ามก็เริ่มหัวข้อสนทนา “คนนี้ฉันเห็นในทีวีบ่อยมากเป็พรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อเลยด้วย คนนี้น่ะดาวรุ่งเลยก็ว่าได้”
“…”
“ตัวจริงสวยกว่าที่คิดไว้ซะอีก” เธอยังพูดจ้อไม่หยุด “แต่ดูเหมือนนายสองคนจะรู้จักกันนะ”
“ไม่ ผมไม่รู้จัก” ผมส่ายหน้าพลางยกน้ำขึ้นดื่ม
“แต่เมื่อกี้เห็นเหมือนคุยกันเลย” เธอยังไม่คลายความสงสัย “แต่ก็ช่างเถอะไม่ใช่เื่ของฉันสักหน่อยต่อให้นายกับนางแบบคนนั้นรู้จักกัน”
ถ้าเลือกได้ผมขอเลือกที่จะไม่รู้จักเธอจะดีกว่าแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ายินดีกับเธอด้วยที่ตัดสินใจเลือกทางที่ฝันไว้จนประสบความสำเร็จ ทับทิม ฐธิมา
END PART
“ผู้ชายคนเมื่อกี้ใครเหรอทับทิม”
“เฟย ฟาริศ” ฉันตอบพี่เอผู้จัดการส่วนตัวขณะกำลังนั่งให้ช่างแต่งหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้าเพื่องานเดินแบบวันนี้ “แฟนเก่าทิมเอง”
“อะไรนะแฟนเก่าเหรอ” พี่เอพูดด้วยน้ำเสียงใ
“ค่ะ แฟนเก่า”
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีแต่ผู้ชายคนนั้นฉันก็ไม่เคยลืม ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เลิกรากันไปเมื่อหลายปีก่อนและเขาก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ขนาดทำงานยังทำอยู่ที่นั่นไม่ยอมกลับไทยเลยด้วยซ้ำ…ไม่แน่ใจว่าฉันอาจจะเป็สาเหตุที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางนั้นหรือเปล่า
ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อนในตอนที่ฉันเป็นักศึกษาชั้นปีที่สี่ ตอนนั้นฉันคบหาอยู่กับเขา เฟย ฟาริศคนนั้น เราคบกันเป็แฟนได้ประมาณครึ่งปีฉันก็เริ่มมีคนมาทาบทามให้เข้าสู่วงการนางแบบหลังจากที่พยายามอยู่นาน ในตอนนั้นฉันไม่ลังเลสักนิดที่จะตอบตกลงเพราะนั่นคือความฝันของฉัน แต่ในโลกใบนี้มักไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ เพราะการก้าวเข้าสู่วงการนี้จะต้องแลกกับอะไรบางอย่างซึ่งนั้นคือ…การเลิกรากับเขา
‘เฟยเราเลิกกันเถอะ’
‘อะไรนะ เธอบอกว่าเลิกเหรอทับทิม?’ ฉันมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด ‘เธอพูดว่าเลิกกันเถอะแบบนั้นเหรอ บอกฉันทีว่าฉันหูฟาด’
‘ตอนนี้ฉันเซ็นสัญญาเป็นางแบบในสังกัดของบริษัทไปแล้ว…และกฎของเขาคือฉันต้องไม่มีแฟน’ ฉันพูดเสียงเบาเพราะรู้ตัวว่าฉันผิด ‘นายเข้าใจฉันนะ’
‘ไม่เข้าใจ’ เฟยตอบกลับแทบจะทันทีเขามองฉันด้วยสายตาที่ผิดหวัง ‘ถ้าไม่อยากให้ใครรู้เราแอบคบกันก็ได้นี่’
‘นายอย่าทำให้ฉันลำบากใจได้ไหม’
‘ลำบากใจงั้นเหรอ หึ’ เฟยแค่นยิ้ม ‘แต่เรารักกันไม่ใช่เหรอ?’
‘ถ้าให้ฉันเลือกระหว่างความรักกับความฝัน’ ฉันมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ‘ฉันก็อยากจะเดินตามความฝันฉันก่อน’
‘แล้วฝันของเธอไม่มีฉันอยู่ในนั้นเลยเหรอ…’ ฉันสะอึกเมื่อเจอคำถามที่ยากจะตอบจนต้องก้มหลบสายตาอีกคน ‘โอเค ฉันเข้าใจแล้ว’
‘เรากลับไปเป็เพื่อนกัน…’
‘ระหว่างเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้วล่ะ ยังไงก็ขอให้เธอประสบความสำเร็จกับความฝันของเธอนะทับทิม’
‘เฟยเดี๋ยวสิฉันขอโทษ เฟยกลับมาฟังฉันก่อนได้ไหม’ หลังจากวันนั้นฉันกับเฟยเราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยจนกระทั่งเรียนจบฉันถึงได้รู้ว่าเฟยตัดสินใจไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ…และเขาก็ไปโดยไม่ร่ำลาฉันสักคำ
“ทิมเลิกกับเฟยตอนที่เริ่มเข้าวงการนางแบบ” ฉันเล่าขณะมองตัวเองในกระจก “ตอนนั้นต้นสังกัดไม่ให้มีแฟน ทิมก็เลยบอกเลิกเขา แต่ก็ยังหวังว่าเราจะเป็เพื่อนกันได้…แต่เปล่าเลยเฟยตัดขาดจากทิมทุกอย่าง ขนาดไปต่างประเทศก็ไม่บอกสักคำ นี่ถ้าไม่ถามเพื่อนคนอื่นก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเฟยเขาเรียนจบแล้วทำงานต่อที่นั่นเลย”
“รักเขามากเหรอ”
“…” ฉันนิ่งแล้วมองจ้องเข้าไปที่ดวงตาของภาพสะท้อนในกระจก นั่นคือตัวฉันเองฉันก็อยากจะถามตัวเองเหมือนกันว่ารักเขามากเหรอถึงรู้สึกเสียใจมาโดยตลอดแบบนี้
“ตอนนี้ทับทิมเป็นางแบบอิสระแล้วนะอย่าลืมสิ ทับทิมน่ะกำลังดังเป็ดาวรุ่งของวงการนางแบบ วงการพรีเซนเตอร์คนใหม่เลยนะ” ฉันละสายตาจากกระจกมองผู้จัดการส่วนตัว “ตอนนี้ไม่มีกฎห้ามมีแฟนแล้วด้วย ถ้ายังรักอยู่ทำไมไม่กลับไปคืนดีกันล่ะ”
“หึ ยากแล้วค่ะ” ฉันสูดหายใจแล้วตอบไปตามเนื้อผ้าความเป็จริง “ตอนนั้นทิมเลือกงานไม่ได้เลือกเขา เขาก็คงจะเกลียดทิมไปแล้ว”
“แต่พี่ว่าสายตาที่เขามองมามันไม่ใช่แบบนั้นนะ”
“ทั้งๆ ที่เราก็คบกันไม่นานด้วยซ้ำแต่ทำไมทิมถึงรู้สึกผิดต่อเขามากมายขนาดนี้ก็ไม่รู้” ฉันกับเฟยคบกันได้ไม่นานอย่างว่าจริง แต่ฉันกลับรู้สึกผูกพันกับเขามากกว่าคนอื่นที่เคยคบด้วยซ้ำ แต่เพราะตอนนั้นมันมีแค่สองทางที่จะต้องเลือก ยอมรับว่าเห็นแก่ตัวที่เลือกจะทิ้งเขา “ถ้ามีโอกาสก็อยากจะขอโทษเขาหลายๆ ครั้งเลยล่ะค่ะ”
“หรือว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้ทับทิมไม่ตกลงปลงใจกับดาาายที่มาตามจีบ?” พี่เอยังคงถามต่อ “ถ้าฝังใจขนาดนี้ถ้าเป็พี่นะ พี่จะตามง้อ”
“อย่าว่าแต่ง้อเลยค่ะ เมื่อกี้ไม่เห็นเหรอคะเขาทำเป็ไม่รู้จักทิมเลยด้วยซ้ำ”
“ก็นั่นไง เรายิ่งต้องง้อ” พี่เอยังคงเสนอความคิดเห็น “ทับทิมเดินตามความฝันจนมันสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือไง…ตอนนี้ก็ถึงว่าเวลาเดินตามความรักแล้วนะ”
ฉันมองผู้จัดการส่วนตัวที่พูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ไม่มีกฎข้อไหนมาห้ามทับทิมแล้วนะ ตอนนี้ทับทิมตัดสินใจเองได้แล้วว่าจะเอายังไง”
สิ่งที่ผู้จัดการส่วนตัวพูดทำให้ฉันคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เห็นหน้าเขาฉันก็หวนคิดถึงความรู้สึกในวันวานตอนที่เราสองคนยังคบกันอยู่ แค่่เวลาไม่กี่เดือนที่เป็แฟนกันฉันกลับรู้สึกผูกพันมากอย่างบอกไม่ถูก แต่นี่มันก็หลายปีแล้วเฟยจะยังไม่มีใครเหมือนกันไหมนะ…แล้วผู้หญิงคนนั้น
‘นี่นายเฟยมัวยืนทำอะไรอยู่ได้’ ผู้หญิงที่มากับเฟยเป็ใครกันทำไมถึงได้ดูสนิทกันแบบนั้น
“คุณทับทิมคะพร้อมสแตนด์บายไหมคะ” ฉันหยุดคิดเื่ของเฟยก่อนจะมองสตาฟของงานที่เอ่ยถาม “ถ้าคุณทับทิมพร้อมก็เตรียมสแตนด์บายได้เลยนะคะ”
“ค่ะ เดี๋ยวทิมตามไปนะคะ”
“ว่าแต่งานนั้นทับทิมจะรับไหม” ฉันหันกลับมามองที่พี่เออีกครั้ง “พี่ว่ารับไว้ก็ดีนะ บริษัทนั้นเป็บริษัทใหญ่อีกอย่างถ้าเราร่วมงานกับทางบริษัท เขาก็จะให้รถรุ่นที่ทับทิมเป็พรีเซนเตอร์มาลองใช้ด้วย”
“ปกติทิมรับแค่งานสินค้าชิ้นเล็กๆ หรือไม่ก็ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวยงามแล้วทำไมถึงมีคนสนใจให้ทิมไปเป็พรีเซนเตอร์รถยนต์ล่ะคะพี่เอ”
“ก็ตอนนี้ทับทิมน่ะดังมากเลยยังไงล่ะ บริษัทไหนก็อยากดึงตัวไปร่วมงานด้วย” พี่เอยิ้มภูมิใจกับชื่อเสียงของฉัน “อีกอย่างพี่เห็นว่าเป็บริษัทที่ไม่เลวเลยนะ ใหญ่โตและร่ำรวยแถมเขายังสู้ค่าตัวด้วยนะเคยได้อยู่เท่าไหร่เขาคูณสองให้เลย”
“เอาเป็ว่าทิมขอคิดดูก่อนก็แล้วกันนะคะ” ฉันดูความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกอีกครั้งก่อนจะลุกยืน “ยังไงพี่เอก็ส่งเอกสารของบริษัทนั้นมาให้ทิมด้วยก็ดีนะคะ ทิมจะได้เอาไว้ประกอบการตัดสินใจว่าจะร่วมงานดีไหม”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่จัดการเื่นั้นให้”
“ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้นทิมไปเตรียมตัวก่อนนะคะ”
“จ้า ไปเถอะ”
ฉันมองตัวเองในกระจกอีกครั้งผู้หญิงที่สะท้อนอยู่ในกระจกตรงหน้าคือฉันเอง ทับทิม ฐธิมา นางแบบสาวดาวรุ่งที่ใครๆ ก็อยากร่วมงานด้วยวันนี้ฉันทำตามความฝันของฉันได้แล้วสินะได้เป็นางแบบที่มีชื่อเสียงแล้ว…
ฉันทำตามอย่างที่นายบอกได้แล้วนะเฟย ฉันประสบความสำเร็จแล้ว
TABTIM END PART
“โอ๊ย ท้องฉันจะแตกแล้วเนี่ยอิ่มเป็บ้าเลย” ผมมองคนที่เอาแต่บ่นว่าอิ่มหลังจากเดินออกมาจากร้านอาหารญี่ปุ่น “นายอิ่มไหม”
“อืม” ผมพยักหน้ารับ
“นี่นายเฟย” เธอหยุดเดินแล้วหันมามองผม ไม่สิจ้องเลยต่างหาก “ั้แ่ในร้านแล้วนะ ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกอึไม่ออกมาหลายวัน ฉันพามาเลี้ยงข้าวแทนที่จะช่วยสร้างภาพทำหน้าตาดีๆ หน่อยก็ไม่ได้หรือไง หรืออาหารไม่ถูกปาก?”
“คือ…”
“ก็น่าจะบอกกันสิฉันถามแล้วว่าอยากจะกินอะไร นายก็ไม่บอกพออาหารไม่ถูกปากก็ทำหน้าบูดแบบนี้ คนพามาเลี้ยงเสียน้ำใจนะยะ” แค่ผมเผยอปากเธอก็พูดขัดจนผมต้องมองคนพูดไปเรื่อยตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ “ครั้งหน้าอย่าหวังเลยว่าฉันจะพามาเลี้ยงอีก”
“คุณเทศนาผมจบหรือยัง?” เธอตวัดสายตามองค้อนใส่ผม “อาหารอร่อยถูกปากครับ ขอบคุณครับที่พามาเลี้ยง แล้วผมก็ไม่ได้ท้องผูกด้วยครับ”
ผมตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงที่เธอคงไม่ชอบเพราะดูจากสายตาแล้วมันบอกผมแบบนั้น “โอเคๆ ผมไม่กวนคุณแล้วอาหารอร่อยถูกปากจริงๆ ไม่ได้ประชด”
“งั้นก็ช่วยทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไงทำหน้าอย่างกับฉันจะพานายไปเชือดอย่างนั้นแหละ”
“มีใครเคยบอกคุณไหมว่าคุณน่ะ…ขี้โมโห พูดมาก แล้วก็ชอบคิดเองเออเอง”
“นี่ว่าฉันเหรอนายเฟย!” ผมหลุดยิ้มกับท่าทางเกรี้ยวกราดของเธอ “นายจะอยู่ดีๆ กับฉันสักวันไม่ได้เหรอใช่ไหม ห๊า!”
“ฟังให้จบก่อนสิ เนี่ยเห็นไหมบอกแล้วว่าคุณน่ะขี้โมโห”
“นี่!” เธอชี้หน้าผมพลางถลึงตาที่รีเล็กนั่น
“แต่มันเป็เสน่ห์ของคุณนะ” คำพูดของผมทำให้อีกคนชะงักไป “หมายถึงไม่เหมือนใคร…แล้วก็ไม่มีใครอยากเหมือน”
“นี่! นายก็ยังหลอกด่าฉันอยู่ดี” เธอหักนิ้วตัวเองดังกรอบแกรบโชว์ผมพร้อมกับส่งสายตาเอาเื่มาให้ วินาทีนี้ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าเธอคงไม่ปล่อยผมไว้แน่ “มานี่เลยไอ้เด็กบ้า มาให้ฉันจัดการกับนายซะดีๆ”
“ดะ…เดี๋ยวสิคุณใจเย็นนะนี่มันกลางห้างเลยนะ”
“แล้วไงคิดว่าฉันสนเหรอยะ” เธอไม่พูดเปล่ายังยื่นมือทั้งสองข้างมาดึงหูของผมจนรู้สึกเจ็บ “นายนี่มันไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่เอาซะเลย”
“โอ๊ยคุณเจ็บๆ” ผมถูกคนตัวเล็กกว่าดึงหูทั้งสองข้างจนโน้มตัวลงมาหาเธอ
“ก็ดึงให้เจ็บไง” เธอพูดไปก็ดึงหูผมไปอย่างสนุกสนานแต่ผมนี่สิเจ็บจริง “ทีนี้จะเลิกหลอกด่าฉันได้ไหมคะคุณเฟยขา”
“โอ๊ยคุณเจ็บ คนอื่นเขามองกันแล้วปล่อยก่อน” นอกจากจะไม่ปล่อยแล้วเธอยังยิ้มอย่างผู้ชนะเยาะเย้ยผมอีกด้วย “ไม่ปล่อยใช่ไหม ได้!”
“อื้อ นายทำอะไรของนาย” ในเมื่อเธอไม่ปล่อยผมเลยทำแบบเดียวกันโดยการใช้มือทั้งสองข้างบีบแก้มเธอแล้วดึง “เจ็บนะ”
“ผมก็เจ็บ คุณปล่อยสิเดี๋ยวผมจะปล่อย” ผมเสนอข้อต่อรอง
“ไม่ นายนั่นแหละปล่อยก่อน” เธอยังคงหัวแข็ง “ฉันบอกให้ปล่อย อื้อออออ”
ตอนนี้กลายเป็ว่าเราสองคนไม่ได้สนใจสายตาของคนที่ผ่านไปมาเพราะมัวแต่เอาคืนกันและกัน เธอดึงหู ผมดึงแก้มพร้อมฟาดฟันกันด้วยสายตา
“น่ารักจังเลย ดูแฟนเขาเล่นกันสิ” ผมกับเธอละสายตาจากกันและกันเพื่อหันมองผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งพูดจาไม่เข้าหู
“ไม่ใช่!” เราต่างเปล่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ได้นัดหมายก่อนจะหันมาสบตากันอีกครั้ง และในที่สุดเราก็ยอมปล่อยมือออกจากอีกฝ่ายพร้อมกัน
“เอ่อ ขอโทษค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นกล่าวขอโทษก่อนจะดึงผู้ชายที่มากับเธอให้เดินหนีไปทางอื่น
ผมกับเธอดูเหมือนคู่รักตรงไหน ถ้าบอกว่าคู่เวรคู่กรรมน่าจะเข้าเค้ามากกว่าอีก แล้วเมื่อกี้มันคือการแสดงความรักหรือไงผู้หญิงคนนี้เล่นดึงหูผมแทบหลุดโรแมนติกตายล่ะ
“มีตาหามีแววไม่” เธอเข่นเขี้ยวไล่หลังผู้หญิงคนนั้นแล้วมองผม “พูดมาได้ยังไง ฉันกับนายเนี่ยนะ ฟ้าได้ผ่ากันพอดี”
“ทำไมคุณชอบทำร้ายร่างกายผมนัก” ผมเท้าเอวมองเธอ
“แล้วนายล่ะ ทำไมชอบกวนประสาทฉันนัก” เธอทำท่าเดียวกันกับผม “นายหลอกด่าฉันบ่อยๆ”
เราฟาดฟันกันด้วยสายตาอยู่นานพอสมควรเมื่อไม่ได้คำตอบจากอีกฝ่ายในที่สุดผมก็เป็ฝ่ายถอนหายใจแล้วยอมเธอ “โอเคๆ ผมยอมแพ้คุณแล้วก็ได้คุณนี่ชอบเอาชนะด้วยสินะ”
“นี่!” เธอเสียงดังใส่ผมอีกครั้งแต่โชคดีที่คราวนี้มีระฆังมาช่วยชีวิตผมไว้
RRRR
“ฮัลโหลว่าไงยะ” เธอกดรับสาย “นี่แกกลับไทยแล้วเหรอ…เปล่าฉันไม่ได้อยู่ห้อง…สมน้ำหน้ารอไปก่อนแล้วกันเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว โอเคไว้เจอกัน”
เมื่อเธอคุยกับปลายสายเสร็จเรียบร้อยก็หันมามองผมด้วยสายตาขุ่นเคืองอีกครั้ง แต่มันช่างตรงข้ามกับสิ่งที่เธอพูดสิ้นดี “นี่นายเฟย กลับกันเถอะ”
“โอโห ทีแบบนี้เสียงอ่อนเสียงหวานเลยนะคุณ” ผมกอดอกมองเธอ “เสียงไม่แข็งเหมือนตอนที่ดึงหูผมเมื่อกี้เลยนะ”
“จะกลับไม่กลับ? ถ้าไม่กลับฉันยอมเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้”
“อ้าวเดี๋ยวสิคุณ ทำเป็น้อยใจไปได้” ผมรีบเดินตามคนที่ทำท่าทีงอนผม “โอเคๆ กลับก็กลับ”
“ก็แค่นั้นแหละ”
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่ผมกลายเป็คนขับรถของสาวข้างห้องไปซะได้ทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมกับเธอได้รู้จักกันมันก็ไม่ใช่เื่ที่น่านึกถึงสักเท่าไหร่แต่รู้ตัวอีกทีผมกับเธอก็สนิทกันมากขึ้นกว่าที่คิด
“ขอเสียงปรบมือให้กับนางแบบสาวดาวรุ่งของเราด้วยค่ะ…น้องทับทิม ฐธิมา”
ชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกพูดใส่ไมค์จนเสียงดังทำให้ผมชะงักแล้วหันมองไปยังเวทีที่จัดแสดงอยู่กลางห้างตอนนี้เธอคนนั้นได้เดินออกมาจากด้านหลังในชุดเดรสสั้นสีแดง การปรากฏตัวของเธอมาพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังทั่วบริเวณนั้น
“นั่นมันคนที่เจอเมื่อกี้นี้นี่” หมวยพูดขึ้นข้างๆ ผม “ชื่อทับทิมนี่เองนึกอยู่ตั้งนาน”
“ทับทิม ฐธิมา” ผมเสริมชื่อจริงของผู้หญิงคนนั้นให้คนข้างตัว
“อะไรกัน สายตาที่นายมองเธอน่ะ” ผมละสายตาจากคนบนเวทีเพื่อมองคนข้างตัว “มันดูมีอะไรนะ”
“กลับกันเถอะ” ผมตัดบทก่อนจะเดินออกจากที่ตรงนั้น ถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแต่ทุกครั้งที่ผมกลับไทยผมก็มักจะเจอรูปของเธอตามป้ายโฆษณา หรือไม่ก็หนังสือนิตยสารพอได้มองเธออีกครั้งความรู้สึกที่ผมไม่อยากจำก็มักจะกลับเข้ามาอีกครั้ง
END PART
หลังออกจากห้างสรรพสินค้ามาได้ไม่นานบรรยากาศภายในรถก็ดูอึมครึมจนฉันเริ่มแปลกใจลอบมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็ระยะ นายเฟยนิ่งและเงียบมากต่อให้ฉันเปิดเพลงในรถเขาดังแค่ไหนเขาก็ยังคงเฉยทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาจะบ่นฉันให้ลดเสียงเพลงบ้างล่ะ ให้หยุดพูดบ้างล่ะแต่บรรยากาศตอนนี้น่าอึดอัดชะมัด
“นี่นายเฟย นายเป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่านี่”
“มีใครเคยบอกนายไหมว่านายโกหกได้ห่วยแตกมาก” ฉันเบ้ปาก “ทำหน้าเหมือนคนสิ้นหวังโลกจะแตกพรุ่งนี้หรือไงถึงทำหน้าแบบนี้”
เขาละสายตาจากถนนแล้วมองฉัน จ้องอยู่หลายวินาทีเลยแหละ “มองอะไร”
“อยู่กับคุณนี่ก็ดีเหมือนกันนะ ไม่เหงาหูดี”
“ฉันจะคิดซะว่ามันคือคำชมแล้วกันนะ”
“ว่าแต่ มีคนรอที่คอนโดเหรอถึงรีบกลับแบบนี้” เขาหันไปจดจ่อกับถนนอีกครั้งขณะที่ปากก็ยังถาม
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพื่อนฉันน่ะนางเป็พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพิ่งกลับจากเกาหลีแล้วอยากจะเซอร์ไพรส์ฉันด้วยการมาหาที่ห้อง แต่ฉันเซอร์ไพรส์นางด้วยการไม่อยู่ห้องยังไงล่ะ”
“หน้าตาคุณดูสะใจมากเลยนะ” เขาพูดไปยิ้มไป ดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างสินะ
“ดูออกขนาดนั้นเลย?” ฉันถามเขาก่อนเราทั้งคู่จะหลุดหัวเราะออกมา…หัวเราะอะไรไม่รู้แต่รู้แค่ว่ามีบางอยากพาให้เราทั้งคู่หลุดหัวเราออกมา
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมารถของนายเฟยก็เข้าจอดยังที่จอดรถประจำของเขา เมื่อลงจากรถแล้วเราทั้งคู่ก็พากันเดินเข้ามาภายในคอนโดแต่ทว่า
“นังหมวย!!” ฉันกับนายเฟยหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน พบชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่นั่งรออยู่ตรงล็อบบี้คอนโดกำลังมองมาที่เราสองคน “กว่าจะมานะยะหล่อน”
ฉันมองเพื่อนที่ลุกเดินมาหาฉันพร้อมหิ้วของพะรุงพะรังทั้งสองมือ “ฉันนั่งรอหล่อนเหงือกแห้งแล้วแห้งอีก”
“น้อยๆ หน่อยนังโป้” ฉันปรามเพื่อน ส่วนเพื่อนก็ทำหน้าไม่พอใจแต่เหมือนนางจะเพิ่งรู้ว่าข้างกายฉันมีใครบางคนยืนอยู่
“นังหมวย นี่ใครอะ” เพื่อนเอียงตัวมากระซิบถามแต่สายตายังมองไปยังนายเฟย “งานดีอยู่นา”
“นายเฟยนี่โป้เพื่อนฉัน” ฉันหันไปแนะนำเพื่อนให้นายเฟยรู้จัก ก่อนจะหันมามองเพื่อนที่มองสลับไปมาระหว่างฉันกับนายเฟย “โป้ นี่นายเฟยเป็…”
“เป็เพื่อนหมวยครับ” ฉันเงยหน้ามองคนตัวสูงจนคำว่า ‘คนข้างห้อง’ ที่จะพูดต้องถูกกลืนลงคอ “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“เพื่อนนังหมวยเนี่ยนะ” โป้ทำหน้าไม่เชื่อ “นอกจากฉันแล้วยังมีคนอื่นคบแกเป็เพื่อนด้วยเหรอยะนังชะนี”
“อ้าวนังนี่!” จริงๆ แล้วโป้มันใช่เพื่อนฉันจริงไหมนะ
“ใช่เพื่อนแน่เหรอนังหมวย เขาดูเด็กกว่าแก่เยอะเลยนะ” เพื่อนหรี่ตามองฉันอย่างจ้องจับผิดก่อนจะกระซิบกระซาบคำถามที่ฉันแทบอยากจะทึ้งหัวเพื่อน “เพื่อนหรือเด็กที่แกไปซื้อมากินนังหมวยเอาดีๆ”
“นังโป้! นังเพื่อนบ้า!” เพื่อนฉันมันเอาสมองส่วนไหนคิดเนี่ยว่าฉันกับนายเฟย…
“หึ” เสียงหัวเราะในลำคอของคนตัวสูงทำให้ฉันหันไปมอง นี่นายเฟยขำเหรอ นายนี่ขำฉันใช่ไหม!!
“อุ๊ย แต่งานดีผ่านอยู่นะนังหมวย”
“พอเลยทั้งคู่” ฉันรีบห้ามความคิดสุดแสนมโนของเพื่อน “แล้วแกอยากจะยืนคุยตรงนี้ใช่ไหม?”
“ขึ้นห้องสิยะหล่อน นี่ไม่เห็นของที่ฉันซื้อมาฝากหรือไงถ้าไม่เอา…”
“เอาสิเอา!” ฉันรีบแย่งถุงในมือเพื่อนมาถือเอาไว้ทันที “ของฟรีทั้งที”
“ของฟรีกับหล่อนคงเป็ของคู่กันสินะ” เพื่อนเหน็บแนมฉันแล้วหันไปทำตาเป็ประกายให้นายเฟย “ว่าแต่เฟยเถอะ จะขึ้นห้องไปด้วยกันไหม อุ๊ย ฟังดูจั๊กจี้หูเนอะขึ้นห้องด้วยกัน”
“เก็บนอหน่อย โผล่ยาวจะแทงตาฉันแล้ว”
“หวงก้างเหรอนังหมวย” โป้หันมาเท้าเอวมองฉัน หวงก้างบ้าบออะไรกันล่ะ “เื่นี้ให้เฟยตัดสินใจเองสิยะว่าจะขึ้นห้องไปด้วยกันไหม”
“ขึ้น” ฉันตอบแทนนายเฟย “ก็ห้องนายนี่อยู่ติดกับห้องฉันยังไงเขาก็ขึ้น”
“ครับ ตามนั้นเลย”
“ว๊ายตายแล้วนังหมวยฉันเริ่มไม่เชื่อแล้วนะว่าเป็แค่เพื่อน”
“ถ้าแกไม่หุบปาก ฉันจะไล่แกกลับคอนโดแกเดี๋ยวนี้แหละนังโป้”
“ดุเป็หมาเลยนะ” ถึงแม้เพื่อนจะแยกเขี้ยวให้ฉันแต่นางก็ยอมสงบปากสงบคำ
จากนั้นเราสามคนก็ขึ้นลิฟต์มาด้วยกัน ระหว่างลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนเกินทันทีเพราะเพื่อนฉันเอาแต่ชวนนายเฟยคุยจนลืมไปเลยว่าเคยมีฉันยืนอยู่ในนี้ด้วย มันน่านัก!
“เฟยเข้าไปนั่งคุยด้วยกันก่อนไหม” ฉันหันขวับตอนกำลังจะเปิดประตูห้องแต่เพื่อนฉันกลับดี๊ด๊าอยู่กับนายเฟย “ยังคุยกันไม่จบเลย”
“ชวนเป็เ้าของห้องเลยนะ” ฉันแขวะเพื่อน “แล้วเอาไง นายจะเข้ามาด้วยกันไหมคุยกับเพื่อนฉันถูกคอนี่”
“ไม่เป็ไรดีกว่าคุณ” นายเฟยมองฉัน “เดี๋ยวผมมีงานที่จะต้องดูนิดหน่อย คุณกับเพื่อนคุยกันเถอะ”
“เสียดายจัง ถ้าทำงานเสร็จแล้วมาเคาะห้องได้นะเฟยเดี๋ยวโป้มาเปิดให้เอง” ฉันกลอกตาไปมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนขยิบตาให้นายเฟยอย่างเชื้อเชิญ ส่วนนายนั่นก็เอาแต่ยิ้ม “แล้วเจอกันนะ”
เมื่อโบกไม้โบกมือให้นายเฟยจนพอใจแล้วเพื่อนถึงยอมเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
“ยิ้มจนหน้าบานเป็จานดาวเทียมแล้ว เก็บอาการหน่อยไหม” ฉันว่าพลางรินน้ำใส่แก้วมาให้เพื่อน “ชอบขนาดนั้นทำไมไม่ตามเข้าห้องนายเฟยไปเลยล่ะ”
“ในปากหล่อนเปิดฟาร์มสุนัขหรือไงนังหมวย เห่าเก่ง กัดเก่ง” โป้ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วปรายตามองฉัน แค่สายตาที่เพื่อนมองมาก็ทำเอาขนอ่อนในร่างกายพากันลุกพรึบพับ “เล่ามาค่ะ เล่ามาให้หมดอย่าให้เหลือ”
“เล่าอะไร”
“เื่แกกับเฟยไง”
“ต้องเล่าอะไรอีก ก็บอกอยู่เป็เพื่อนๆ”
“นังหมวยสาวออฟฟิศวัยสามสิบกว่าอย่างหล่อนที่ทำงานงกๆ แถมคบกับแฟนคนเดิมมาตลอดสิบห้าปีจะเอาเวลาที่ไหนไปมีเพื่อนรุ่นน้องจ๊ะ ฉันเป็เพื่อนหล่อนนะฉันรู้ว่าเื่นี้มันต้องมีเบื้องลึกเื้ั เพราะฉะนั้นเล่ามาค่ะ”
“ไม่มีอะไร…”
“เล่าค่ะ” เพื่อนดีดนิ้วตรงหน้าฉันแล้วตั้งตารอ “ไม่ได้คาดหวังนะ แต่ตั้งตารอขนาดนี้แล้วเล่ามาได้แล้วนังเพื่อนคนนี้นี่ แกจะมีความลับกับฉันเหรอ”
“โอ๊ย เจ็บนะ” นางยื่นมือมาหยิกต้นแขนฉันเมื่อเห็นว่าฉันยังนิ่ง “ก็บอกว่าไม่มี…”
“นังหมวยฉันให้โอกาสแกด้วยการนับหนึ่งถึงสาม” เพื่อนหยิบมือถือออกมาชูตรงหน้า ฉันมองด้วยความไม่เข้าใจ “ถ้าแกยังไม่ยอมเล่าที่มาที่ไปทั้งหมดให้ฉันฟัง รับรองได้เลยว่าหม่าม้าแกจะต้องรู้เื่ที่แกเลิกกับอีพี่ภาสจากปากฉันวันนี้! แน่นอน!”
“นังเพื่อนชั่ว!” ฉันชี้หน้าคนที่ทำลอยหน้าลอยตา กล้าเอาเื่นี้มาขู่ฉันเลยเหรอ "คิดว่าฉันกลัวเหรอ!"
“นับหนึ่ง” คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง “นับสอง”
“เื่มันเริ่มจาก…” ใช่! ฉันกลัวเพราะเื่ที่ฉันเลิกกับไอ้บ้าโอภาสนั่นที่บ้านยังไม่มีใครรู้น่ะสิ