“นี่คือโอสถอย่างละหนึ่งร้อยขวด ข้ามีเื่ต้องกลับไปทำ ขอกลับก่อนละ” เื่ที่นางต้องกลับไปทำคือ ไปนั่งโคจรเพิ่มพลัง นางกำลังติดปลายขวดระดับสาม ขึ้นระดับสี่ต้องอาศัยกินยาเพิ่ม
ซูเยว่เดินกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม ผู้คนถึงเริ่มทยอยตื่นกัน ‘ถ้านั่งโคจรพลัง จากนี่ไปถึงเช้าสิบวัน พลังน่าจะเพิ่มขึ้นเป็ระดับสี่ได้’
หลังจากเก็บสมุนไพร มาหลอมเป็ยาเรียบร้อยแล้ว นางถึงได้นั่งโคจรพลังยาว จนในหัวมีเสียงดัง เปรี้ยง! ขึ้นนางจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“รอบนี้ไม่มีเมือกดำออกมาแล้ว ดีจังจะได้ไม่ต้องโดดลงน้ำ” นางพูดไม่ทันขาดคำ กลิ่นและเมือกสีดำข้นคลัก ไหลทะลักออกมาจากตามิั
“จ๊ากกก! ตูม ซ่า!”
นางวิ่งออกมาจากกระท่อม ะโลงน้ำ ที่ตอนนี้มันขยายใหญ่เท่ากับสระขนาดเล็ก
“ทำไมถึงได้เยอะกว่าทุกครั้งขนาดนี้ เสียงในมิติบอกข้าที” ซูเยว่ขัด สิ่งสกปรกออกจากผิว พึ่งสังเกตว่าผิวของตนขาวเนียน และมีเนื้อหนังขึ้นมา ไม่ผอมสูบซีดเหมือนเด็กอายุสิบขวบ นางยืนนิ่งๆ ให้น้ำหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อมองดูใบหน้าตัวเอง
“ทำไมใบหน้าข้าถึง ไม่เหมือนท่านแม่ และลุงคนนั้น แต่ก็มีเหมือนแม่เล็กน้อย นี่ข้าคนโตเป็สาวเต็มตัวแล้ว ไปไหนมาไหนต่อไปคงต้องปิดบังหน้า”
ซูเยว่เดินขึ้นจากน้ำ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่กระท่อม ก็ต้องใกับกลิ่นและคราบสกปรก ต้องหิ้วน้ำมาล้างกระท่อม “เฮ้อ! รู้อย่างนี้ไปนั่งอยู่ข้างน้ำพุิญญาก็ดีแล้ว ใครจะคิดว่าตัวข้าจะสกปรกขนาดนี้”
“ของสกปรกออกจากร่างกายเ้าไปหมดแล้ว ต่อไปนี้เ้าก็รับพลังปราณเข้มข้นกลิ่นสมุนไพร และพลังจากน้ำพุิญญา เข้าไปในตัวของเ้าแทนสิ่งสกปรกพวกนั้น!” เสียงในมิติบอกกล่าว
สุดท้ายแล้วนางต้องมานั่ง อยู่ข้างน้ำพุิญญา เพื่อรับพลังทุกอย่างที่อยู่ในมิติ ตันเทียนของนางใหญ่ขึ้นมาเกือบเท่าตัว เวลาผ่านไปแค่อึดใจเดียว พลังที่อยู่ในมิติพากันหลั่งไหลเขาหา นางแอบคิดในใจว่าพลังปราณที่อยู่ในมิติ น่าจะเข้าไปอยู่ในตัวนางหมดแล้ว
“ครืนนนน!”
เสียงมิติขยับตัว ซูเยว่รีบลืมตาขึ้นมา ม่านหมอกทึบที่เคยปิดบัง บางส่วนไม่ให้มองเห็น ตอนนี้กลับเปิดออกเกือบหมดแล้ว
“ต่อไปแค่รอให้ถึงระดับห้า ข้าก็สามารถหลอมยาให้ท่านแม่ได้แล้ว ตอนนี้ข้าสามารถ มองเห็นอาการเจ็บป่วยหรือาเ็ แล้วหลอมยา ตามอาการได้ทันทีใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วต่อไปเ้าก็ขยัน ให้ได้ถึงระดับห้า ทุกอย่างในมิติจะฟังคำสั่งของเ้า โอสถระดับไหน เ้าก็หลอมออกมา”
“เื่นั้นเอาไว้ก่อน ข้าสนใจเื่ตรวจคนป่วย แล้วสามารถปรุงยาออกมาได้เลย สิ่งเหล่านี้จะมาในรูปของคัมภีร์ หรือว่าอะไร”
“ข้อมูลยาที่จะปรุงให้กับคนไข้ จะปรากฏขึ้นในหัวของเ้า ว่าต้องปรุงโอสถชนิดไหนใส่อะไรบ้าง ใช้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อรักษาคนไข้”
“โอ้! ดีจังเลย เท่ากับยกตำราความรู้เื่ ไปไว้ในหัวของข้า และสายตา ที่มองเห็นอาการคนเจ็บ เมื่อใช้ควบคู่กัน ข้าจะกลายเป็หมอที่รักษาคนไข้ โดยที่ไม่ต้องเขียนเทียบยา”
“เ้าเข้าใจถูกแล้ว! แต่เ้าต้องเสียเวลา เข้ามาหลอมโอสถเอง แต่ถ้าเ้ามีระดับสูงกว่านี้ เพียงแค่เ้ากำหนดจิต ยาเป็เม็ดจะปรากฏในมือเ้า เพียงนึกเท่านั้น”
“โอ้! แบบนั้นก็พิเศษนะสิ ถ้าเจอคนป่วยปวดท้องหนัก สายตามองเห็นว่ามีแผลตรงท้อง ข้านึกจะรักษาคนไข้ ตำรายาปรากฏขึ้นในหัว ข้าเพียงกำหนดจิต ว่า้ายาตัวนี้ มิติก็ส่งยาไปให้ข้าเลยใช่หรือไม่”
“เ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว แต่นั่นเ้าต้องอยู่ระดับหก ตอนนี้เ้าอยู่ระดับสี่ แค่มองเห็นว่าเขาป่วยด้วยโรคอะไร าเ็ตรงไหน มีตำรายาปรากฏขึ้นในหัว แต่เ้าต้องเก็บสมุนไพรมาปรุงเอง”
“แค่นี้ก็ดีแล้ว ระดับห้ายังไม่ถึง ข้ามไประดับหกล่ะ ให้เวลาแก่ข้าบ้าง น่าจะไม่เกินเดือน ของเวลาข้างนอก ข้าน่าจะผ่านระดับห้าให้ได้”
ซูเยว่มองสำรวจสวนสมุนไพร “สมุนไพรหายากทั่วทั้งดินแดนมนุษย์ อยู่ในสวนมิติของข้าแล้ว ตำราก็มีหม้อหลอมยาก็มี ถ้าข้าไม่กลายเป็เศรษฐีก็ให้มันรู้ไป”
รุ่งเช้ามา นางยังต้องมาเอายาไปส่งให้ที่ร้านลุงป๋อ วันนี้นางเอาสมุนไพรไปให้ด้วย เดินไปถึงประตูทางเข้าหลังร้าน มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ยืนรอเปิดประตูให้ พวกเขาคือหน่วยคุ้มกัน ที่ถูกส่งมาให้จำนวนห้าคน
‘รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคมคาย ไม่เลวเลย ถ้าได้แบบนี้สักสิบคนไปเฝ้าที่สวน ท่านแม่น่าจะปลอดภัย อีกไม่นานข้าจะนำโอสถไปรักษาอาการของท่านให้หาย’ นางเดินคิดถึงเื่แม่ มารู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็มาถึงห้อง รับแขกของร้านยาแล้ว
“ลุงป๋อยาข้าวางไว้ที่โต๊ะแล้ว ข้าอยากได้ย่ามสำหรับใส่ยา เวลาที่หมอไปรักษาคนไข้ ท่านพอจะมีให้ข้าสักใบไหม ข้าอยากใช้ความรู้ที่มีโดยการเป็หมอพเนจร”
“ห้ะ! เ้าอยากเป็หมอพเนจร ถ้าเ้าอยากรักษาผู้คน ก็อยู่ที่ร้านของข้าได้ แค่มีข่าวบอกไป คงมีแต่คนเดินทางมารักษา เ้าจะได้ไม่ต้องเดินทางให้ลำบาก แถมอาจจะเจออันตรายด้วย”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าดูแลตัวเองได้ เผื่อข้าเจอโรคที่รักษายาก หรือว่ายากจนไม่สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ หรือไม่ก็โรคแปลกประหลาด ข้า้าไปหาประสบการณ์!”
“มีเป็กล่องไม้ หุ้มด้วยผ้าข้างในเป็ช่องสำหรับใส่ยา และสมุนไพรแห้ง ถ้าจะหาใบเล็กมาให้ เ้ารีบใช้อย่างนั้นหรือ”
“เ้าค่ะข้าจะเริ่มออกเดินทาง วันนี้เลย” ลุงป๋อมองหญิงสาวและสังเกต ว่าผิวพรรณของนางดีขึ้น วันนี้นางยังปิดหน้าตามิดชิด ทีแรกจะส่งคนติดตามไป สักคนหนึ่งเพื่อป้องกันอันตราย แต่นางปฏิเสธ
ซูเยว่ถือว่านี่คือการเรียนอย่างหนึ่ง นางจะใช้เวลาวันละสองชั่วยามเท่านั้น ที่เหลือนางต้องเข้าไปโคจรพลังในมิติ นางเริ่มจากหมู่บ้านที่อยู่หลังตลาดก่อน เพราะที่นี่แออัดไปด้วยผู้คน
นางเดินผ่านบ้านหลังเล็ก ที่เก่าและชำรุด มีเสียงไอแห้งๆ มาจากข้างใน เป็เสียงของหญิงสูงอายุ “มีใครอยู่ข้างในบ้าง ข้าเป็หมอพเนจร ได้ยินเสียงไอของคนป่วย ข้ารักษาได้และไม่คิดตำลึงด้วย”
หลังจากที่นางะโออกไป มีเสียงเปิดประตู ตามด้วยร่างของหญิงชราวัยหกสิบ ค่อยๆ พยุงตัวเอง คลานมาเปิดประตู รูปร่างซูบผอม ซูเยว่เห็นดังนั้น หยิบถ้วยน้ำจากกล่องยา ยื่นให้หญิงชรา
“ท่านยาย กินยานี้ก่อน แล้วท่านจะหยุดไอทันที เชื่อข้า” หญิงชรามองหน้าหมอพเนจร และมองถ้วยน้ำ แค่ได้กลิ่น ก็รู้สึกดีแล้ว จึงเอื้อมมือมาหยิบถ้วย ยกขึ้นดื่มกินจนหมด
“โอ้! แม่หมอพเนจร น้ำอะไรของเ้า กินแล้วรู้สึกสดชื่น อาการที่คันคอแล้วไอตลอด ของข้าหยุดแล้วจริงด้วย โอ้! ท่านหมอผู้วิเศษ ข้าหายไอแล้ว ์เมตตาข้าแล้ว”
“ท่านยายยังไม่หายขาดหรอก ในท้องของท่านจะมีปัญหา กินยาเม็ดนี้ไปแล้วอาการของท่านจะหาย รับไปกินสิข้าไม่คิดตำลึง”
เสียงที่ดังแค่เล็กน้อย ในบ้านที่คับแคบและติดกัน ทำให้หมอพเนจรไม่ได้ไปที่ไหนเลย คนไข้จำนวนมาก เข้าแถวรอให้นางตรวจ และจ่ายยา ซึ่งอาการพวกเขาก็ดีขึ้น อยากเห็นได้ชัด
“ข้าจะอยู่อีกแค่ หนึ่งชั่วยามก็จะกลับแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่ ยาและสมุนไพรของข้า ใกล้จะหมดแล้ว”
“ท่านหมอเทวดา พรุ่งนี้ให้มาที่ตรงนี้เลย ข้าจะได้บอกให้ชาวบ้าน มารอที่นี่” เสียงหญิงชรา ที่หายไอแล้วไม่ได้ไปไหน เลยมาช่วยจัดแถวให้ เพราะนางป่วย ลูกหลานได้ทิ้งให้อยู่บ้าน”
“ท่านหมอเทวดา ท่านปู่ของข้าแก่แล้ว ตอนนี้เขาป่วยหนัก เดินทางมาที่นี่ไม่ไหว ท่านหมอพอจะมียา ให้ข้าไปให้ท่านปู่ไหม” เสียงเด็กชายวัย วัยขวบดังขึ้น
“ท่านปู่ของเ้า อาการหนักอย่างนั้นหรือ บ้านเ้าอยู่ที่ไหนพาข้าไปดู พรุ่งนี้ข้าจะได้เตรียมยามาให้” นางแกล้งพูดเสียงดังให้ชาวบ้านได้ยิน ถ้าให้รักษาทั้งวันก็คงไม่หมด
“ท่านหมอเทวดาตามเข้ามาทางนี้ บ้านข้าอยู่ข้างใน” เด็กชายวิ่งนำหน้าด้วยความดีใจ เขาเห็นคนมาเข้าแถวตรวจ แต่ท่านปู่เขาแก่แล้ว ไม่มีใครแบกให้ พ่อแม่ก็ไม่อยู่ออกไปรับจ้าง
ซูเยว่เดินตามเด็กชายเข้าไปในบ้าน ที่เล็กและคับแคบ เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ในห้องมีชายชราอายุหกกว่า รูปร่างผอมแห้งนอนอยู่บนเตียงที่เก่า อากาศในห้องก็อึดอัด
นางใช้สายตาเนตรทิพย์ มองสำรวจผ่านผ้าห่มผืนเก่า พบที่ขาของเขาได้รับาเ็หนัก จนอักเสบเรื้อรัง ดูเหมือนจะหายแล้ว แต่กระดูกข้างในไม่สมานกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และไม่ได้ลุกเดิน อย่าบรรเทาอาการเ็ปก็ไม่ได้กิน
“น้องชายเ้าเอาถ้วยยามา ข้าจะให้ยามบรรเทาอาการกินไปก่อน”
“หมอเทวดาถ้วยยาอยู่นี่ ถ้วยขนาดนี้พอหรือไม่” ซูเยว่รับถ้วยยามา แล้วหยิบกระบอกน้ำเล็ก ที่อยู่ในกล่องยาเทใส่ถ้วย ยื่นให้กับเด็กชาย
“เ้าให้ปู่ของเ้า กินยาน้ำนี้เข้าไปก่อน” เด็กชายรับถ้วยยา แล้วเอาไปป้อนให้กับผู้เป็ปู่
“โอ้! ปู่ของเ้าโชคดีแล้วเด็กน้อย ยาเหลือในกระเป๋าหนึ่งเม็ด มันอยู่ข้างล่างสุดเลย!” มีคนข้างบ้านยืนดูอยู่ นางจำเป็ต้องใช้วิธีนี้ นางได้บอกไปแล้วว่ายาหมด
เวลาผ่านไปแค่อึดใจ “หมอเทวดา ขอบคุณท่านมาก ขาข้าที่เจ็บมานานตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว ข้าไม่เจ็บ แถมอาการอ่อนแรงของข้าหายไป รู้สึกมีแรงขึ้นมา” ชายชราไม่พูดเปล่า เขาลุกนั่งหย่อนขาลงเตียง เด็กชายวิ่งไปเอาไม้ค้ำ ที่เคยใช้ตอนป่วย่แรก
“ตาเฒ่าเ้าบอกหายแล้ว ทำไมถึงยังต้องใช้ไม้เท้าอีก” เสียงเพื่อนข้างบ้านถามขึ้น
“ข้าหายเ็ปแล้ว ที่ต้องใช้ไม้ค้ำ เพราะว่าข้าไม่ได้เดินนานแล้ว เดินอีกสักพักก็ไม่ต้องใช้ ข้าดีใจมาก คิดว่าตัวเองเป็ภาระให้ลูกหลาน ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ข้าเป็ห่วงหลานชาย จึงต้องทนเจ็บและทรมาน เป็ผู้ป่วยไปไหนมาไหนไม่ได้”
“พี่สาวหมอเทวดา ข้าขอบคุณท่านมาก ท่านปู่ไม่เคยคุยแบบนี้มานานแล้ว ั้แ่เริ่มเจ็บป่วย” เด็กชายดีใจถึงกับนั่งลง ทำท่าเอาหัวโขกพื้น
“เด็กน้อยจะทำสิ่งใด ขอบคุณด้วยปากก็พอแล้ว อย่าเอาหัวโขกพื้นมันเจ็บ ยาในกล่องข้าหมดแล้ว เมื่อปู่ของเ้าหายก็ดีแล้ว ข้าต้องรีบกลับก่อน พรุ่งนี้จะออกมารักษาใหม่” นางรีบดินออกจากบ้าน ไม่ปล่อยโอกาสให้ใครได้ถามต่อ