“ยัยหลิวเม่ยคนนั้นทำเกินไปแล้ว!” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ติดหนี้คนอื่นเขาแล้วยังมีหน้ามาทำตัวหยิ่งยโสอีก! อีกไม่นานเวรกรรมจะต้องตามทันเธอแน่!”
เพื่อทำลายความยุ่งยากในการเจรจา ถังิพับแขนเสื้อขึ้น แล้วพูดออกมาว่า
“คุณหลาน ขอแค่คุณพูดออกมาคำเดียว ผมจะรีบพาพี่น้องในแผนกรักษาความปลอดภัยไปตามทวงหนี้ยัยนั่นถึงที่บ้านเลยครับ!”
“อย่าเลยค่ะ”
ระหว่างทางกลับไปยังบริษัท หลานซินเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าจนปัญญา
“ซินอ้าวคือบริษัทที่ปฏิบัติตามข้อกฏหมาย ถึงทางนั้นจะเล่นสกปรกมา พวกเราก็ทำได้แค่ขอความช่วยเหลือจากกฏหมาย แทนที่จะไปตอบโต้ด้วยตัวเองนะคะ”
“แต่ยัยหลิวเม่ยปฏิเสธที่จะจ่ายเงินนะครับ!” ถังิกล่าวด้วยความโกรธ
“ถึงจะไปขอความช่วยเหลือจากกฏหมาย พวกเราก็อาจจะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
“ฉันจะไปรายงานเื่นี้ให้บอสฟังอย่างละเอียดเอง พวกคุณกลับไปทำงานเถอะค่ะ”
หลานซินส่ายหน้าเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีความมั่นใจว่าจะทวงคืนยอดคงเหลือกลับมาได้
ถังิพูดถูก หลิวเม่ยออกตัวอย่างชัดเจนว่าจะไม่จ่ายเงิน ถึงจะทำให้เื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมา ชื่อเสียงของซินอ้าวก็จะพลอยเสียหายไปด้วย เรียกได้ว่าความแข็งกร้าวของหลิวเม่ยผลักดันให้ซินอ้าวเข้าสู่ทางตัน ติดอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
สำหรับหลานซิน ประเด็นสำคัญคือเธอจะอธิบายเื่นี้ให้บอสใหญ่ฟังยังไง หลินฮั่วอินเป็คนยังไง เธอรู้ดีกว่าใครเพื่อน หลินฮั่วอินเป็คนที่ไม่ยอมเสียเปรียบใคร ไม่ก้มหัวให้กับอำนาจมืด ไม่ว่าจะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ เธอก็จะไม่ยอมประนีประนอมเพื่อยุติความขัดแย้ง
กริ๊ง กริ๊ง~
ในระหว่างที่ทั้งสี่คนเดินมาถึงประตูทางเข้าหลักของตึกเอ็มไพร์สเตท เสียงโทรศัพท์ของเซียวเจิ้งก็ดังขึ้นมาพอดี
“ขอโทษนะครับ ผมขอรับสายก่อน”
เซียวเจิ้งส่งยิ้ม กล่าวกับทุกคน จากนั้นกดรับสายโทรศัพท์ แล้วกระซิบเสียงเบา
“ฮัลโหล มีอะไร? ว่าไงนะ! โดนลวนลามตอนกลางวันแสก ๆ เหรอ? เธอรอก่อนนะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
ถังิที่ได้ยินบทสนทนา กล่าวกับเซียวเจิ้งด้วยความเป็ห่วง
“เกิดอะไรขึ้น? อยากให้ฉันช่วยอะไรไหม?”
หลานซินก็มองเซียวเจิ้งด้วยความกังวลเช่นกัน เธอทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่ก็ชะงักไปด้วยความลังเล
“ไม่เป็ไร ฉันจัดการเองได้” เซียวเจิ้งอธิบาย “แต่ฉันคงต้องขอให้นายช่วยลางานให้ฉันสักครึ่งวัน”
“ไม่มีปัญหา! นายรีบไปเถอะ ฉันจะอธิบายให้หัวหน้าไป๋ฟังเอง” ถังิเร่งเร้า
“ขอบใจมาก” เซียวเจิ้งพยักหน้า แล้วหันมาพูดกับหลานซิน “คุณหลาน ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ระวังตัวด้วยนะคะ” หลานซินกล่าวออกมาเบา ๆ “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็แจ้งตำรวจ อย่าใช้อารมณ์เลยนะคะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
เซียวเจิ้งกล่าว ก่อนที่จะผลักประตู เดินหายไปท่ามกลางฝูงชน
หลังจากที่เห็นเซียวเจิ้งจากไปแล้ว ถังิก็ส่งยิ้มให้หลานซินเป็เชิงขอโทษ
“คุณหลาน วันนี้พวกเราไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย ต้องขอโทษด้วยนะครับ”
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพวกคุณเลยค่ะ” หลานซินส่ายหน้า จากนั้นเอ่ยถามเสียงเบาว่า “อาเจิ้งนามสกุลอะไรเหรอคะ?”
“นามสกุลเซียวครับ” ถังิกล่าว
“นามสกุล.......เซียว?”
ร่างกายอันบอบบางของหลานซินสั่นสะท้านไปเล็กน้อย แววตาสั่นไหวภายในชั่วพริบตา เธอเอ่ยถามด้วยความประหม่าอีกครั้ง
“เซียวเจิ้งเหรอคะ?”
“ใช่ครับ” ถังิกล่าว “คุณหลานเป็อะไรไปครับ? คุณอยากถามอะไรอีกไหม?”
“ไม่......” หลานซินส่ายหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน “ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ฉันมีเื่ที่จะต้องไปจัดการ ขอตัวก่อนนะคะ”
เมื่อพูดจบ เธอก็เดินขึ้นลิฟต์ไปด้วยสีหน้ายุ่งเหยิง หายใจไม่ทั่วท้อง ทำเอาถังิและผู้ช่วยส่วนตัวของเธอหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง
......
หลังจากที่พวกหลานซินจากไป ชายวัยกลางคนหน้ามันเยิ้มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากพื้นที่สำหรับพนักงาน ชายคนนี้อ้วนลงพุง เส้นผมบางจนเข้าขั้นวิกฤต มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็คนร่ำรวยที่ร่างกายคละคลุ้งไปด้วยสุราและนารี
ในขณะที่เดินออกมา เขาก็กล่าวชมหลิวเม่ยที่กำลังนั่งจิบไวน์อยู่บนโซฟา
“สมแล้วที่เป็บอสหลิว พูดแค่ไม่กี่คำก็ไล่ทูตจากซินอ้าวออกไปได้แล้ว”
หลิวเม่ยยิ้มยั่วยวนไปถึงดวงตา แล้วกล่าวออกมาว่า
“เป็เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังของเสี่ยลิ่วต่างหากล่ะคะ ฉันเป็แค่สุนัขจิ้งจอกที่ใช้บารมีของเสือมาแอบอ้างเท่านั้น”
เสี่ยลิ่วคลี่ยิ้ม แล้วนั่งลงข้าง ๆ หลิวเม่ย ดวงตาเหล่ทั้งสองข้างส่องประกายแวววาวด้วยความกระหาย จากนั้นคว้ามือเล็กที่นุ่มนวลเหมือนไม่มีกระดูกของหลิวเม่ยมากุม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหวานฉ่ำว่า
“ไม่ว่ายังไง ครั้งนี้เธอก็ช่วยฉันได้มากจริง ๆ”
“หวังว่าเสี่ยลิ่วจะรักษาคำพูด ไม่ให้ฉันลงมือฟรีนะคะ”
หลิวเม่ยเอนตัวพิงไหล่ของเสี่ยลิ่ว แล้วถอนหายใจ พูดขึ้นมา
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะให้คนโอนเงินให้เธอทีหลัง ไม่ให้ขาดไปสักหยวนแน่นอน”
เสี่ยลิ่วโอบเอวบางของหลิวเม่ย และกล่าวด้วยสีหน้าหื่นกระหาย
“เสี่ยก็รู้นี่คะว่าฉัน้าแค่เงินสด”
นิ้วมือของหลิวเม่ยลูบไล้ไปบนต้นขาของเสี่ยลิ่วอย่างว่องไว พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงแง่งอน
“เสี่ยให้คนโอนเข้าบัญชีของฉันแบบนี้ ฉันก็ไม่กล้าใช้กันพอดี”
“แต่เงินสด 10 ล้านหยวน มันไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ เลยนะ” เสี่ยลิ่วกล่าวด้วยความลำบากใจ
“เสี่ยลิ่วทั้งร่ำรวย ทั้งมีอำนาจขนาดนี้ เงินแค่ 10 ล้านหยวนยังเป็เื่ยากสำหรับเสี่ยอีกเหรอคะ?”
นิ้วของหลิวเม่ยยังคงลูบไล้ต่อไปไม่หยุด ก่อนที่จะเลื่อนไปััส่วนลับของผู้ชายในที่สุด
ขวับ!
เสี่ยลิ่วหน้าแดงก่ำ เขาคว้ามือของหลิวเม่ย และหอบหายใจอย่างรุนแรง
“คืนนี้ไปกินข้าวกับฉันสิ แล้วพรุ่งนี้เช้า ฉันจะเตรียมเงินให้เธอ”
“ตายจริง.....”
หลิวเม่ยกัดริมฝีปากตัวเอง แล้วกล่าวขึ้นมาว่า
“เสี่ยลิ่วนี่ใช้ไม่ได้เลย ฉันแค่มาทำงานให้เสี่ย ไม่ได้ยอมตกลงว่าจะนอนด้วยสักหน่อย”
“ยัยตัวแสบ....”
อารมณ์ของเสี่ยลิ่วลุกโหมขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ มือข้างหนึ่งบีบเค้นหน้าอกอวบของหลิวเม่ย และกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ฉันจะให้เงินเพิ่มอีกหนึ่งล้าน คืนนี้มารับใช้ฉันให้สบายใจเถอะ!”
“ตั้งหนึ่งล้านเชียวเหรอ? นอนด้วยกันแค่คืนเดียวเนี่ยนะ? คุ้มเป็บ้าเลย!”
ในขณะที่เสี่ยลิ่วกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความหลงใหล และตั้งใจที่จะรวบหัวรวบหางกุหลาบดำ น้ำเสียงหยอกเย้าขี้เล่นก็ลอยมาจากหน้าประตู
“นั่นใคร!”
เสี่ยลิ่วลุกพรวดขึ้นมา จ้องมองไปที่ประตูด้วยสายตาดุดัน
ฝ่ายหลิวเม่ยก็รีบจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของตัวเองให้เรียบร้อย แล้วหันหน้าไปทางประตูด้วยความระแวดระวัง
“เป็นายเองเหรอ?”
หลิวเม่ยจำได้ว่าผู้มาเยือนคือเซียวเจิ้งที่มากับหลานซิน ริมฝีปากสีแดงจึงโค้งขึ้นเล็กน้อย
“มีอะไร? คิดถึงพี่สาวขึ้นมาซะแล้วเหรอ?”
“คิดถึงเธอ?”
เซียวเจิ้งนั่งลงฝั่งตรงข้ามสองคนนั้นด้วยสีหน้าผ่อนคลาย จากนั้นส่ายหัวเบา ๆ
“ได้โปรดอย่ามาดูถูกรสนิยมของฉัน ถึงความหลงใหลในสาวบริสุทธิ์ของฉันจะไม่ถึงขั้นเกินเยียวยา แต่กับของเน่าเสียอย่างเธอ พูดตรง ๆ ถึงจะปิดไฟ ฉันก็ทำใจนอนด้วยไม่ได้อยู่ดี”
“ไอ้เด็กนี่! ระวังปากของแกด้วย!”
คนแรกที่โกรธไม่ใช่หลิวเม่ยผู้ถูกหยามเกียรติ แต่เป็เสี่ยลิ่วที่กำลังจะนอนกับหลิวเม่ย
ของเน่าเสีย?
ไม่รู้หรือไงว่ายัยตัวแสบคนนี้มีลูกเล่นแพรวพราวขนาดไหน? ผู้ชายที่อยากนอนกับเธอต้องมีเส้นสายใหญ่โต ถ้าไม่มีเงิน 10 ล้านมารองรับ คิดเหรอว่าเงินแค่ล้านเดียวจะสามารถพาเธอขึ้นเตียงได้?
เสี่ยลิ่วรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนดูถูก! เขาส่งสายตาให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบาร์ที่อยู่ใกล้ ๆ แอบล็อกประตูอย่างเงียบงัน
แน่นอนว่าเซียวเจิ้งเห็นทุกอย่างด้วยสายตาอันกว้างไกล เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณไม่เชื่อเหรอ? งั้นผมจะเล่าประวัติความรักของเธอให้ฟังเอาไหม?”
เซียวเจิ้งเว้น่ จากนั้นกล่าวออกมาราวกับกำลังนับสมบัติในบ้านของตัวเอง
“หลิวเม่ย ชื่อจริงคือหลิวชูเจิน เป็คนไป๋เฉิง เคยเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองิจู เธอคือสาวสังคมที่โด่งดังที่สุดในโรงเรียน ไม่ใช่แค่นอนกับเพื่อนร่วมชั้นเท่านั้น แม้แต่อาจารย์ในโรงเรียนก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของเธอ ระยะเวลาเพียง 3 ปีใน่มัธยมปลาย เธอก็ทำแท้งไปไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง หลังจากนั้นทุกคนก็รู้เื่นี้เข้าจนเกิดปัญหาขึ้น เธอถูกไล่ออกจากโรงเรียน และกลายเป็โสเภณีอย่างเต็มตัว ถ้านับมาจนถึงปีนี้ ผู้ชายที่เธอเคยผ่านมา ถ้ายังไม่ถึง 10,000 คนก็ต้องสัก 8,000 คน ถูกต้องไหม?”
เสี่ยลิ่วขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นเหลือบตามองหลิวเม่ยผู้ถูกขนานนามว่ากุหลาบดำ
“เธอไม่ใช่คนรักของคุณจ้าวซื่อหรอกเหรอ?”
สถานะที่น่ากังวลที่สุดของหลิวเม่ยในวงการนักเลง คือเธอเป็เมียเก็บของผู้ทรงอิทธิพล ในแง่หนึ่ง สถานะอันหนักอึ้งนี้สามารถยกระดับตัวตนของเธอในวงการนักเลง และทำให้เธอทำเื่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับเธอได้ด้วย
พวกผู้ชายมีปมด้อยอยู่อย่างหนึ่ง คือยิ่งได้ผู้หญิงมายากเย็นเท่าไหร่ ยิ่งผู้หญิงคนนั้นอันตรายมากขนาดไหน ก็จะยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดมากยิ่งขึ้น
เมียเก็บของผู้ทรงอิทธิพลในวงการนักเลง เพียงแค่ได้ยินก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชายที่แสวงหาความตื่นเต้นควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ยิ่งผู้หญิงคนนี้เป็คนเสเพลด้วยก็ยิ่งแล้วใหญ่
แต่ใครมันจะไปคิดล่ะว่า ผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญระดับหัวหน้าแก๊งค์จำนวนมาก จะเป็โสเภณีเน่าเฟะข้างถนน? เสี่ยลิ่วรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนหลอก! ตับและหัวใจดวงน้อย ๆ ที่แสนบอบบางของเขาถูกทำร้ายอย่างแสนสาหัส!
หรือเื่ที่เขาลือกันว่าเธอเป็เมียเก็บของจ้าวซื่อ มันก็อาจจะเป็เื่ไม่จริง? เป็แค่คำโกหกที่ใช้ยกสถานะของตัวเอง?
“นายเป็ใครกันแน่?”
สีหน้าของหลิวเม่ยเปลี่ยนแปลงไปครั้งใหญ่ แววตาของเธอเผยความกระหายเืและเจตนาสังหารออกมา
“นายรู้ไหม? ว่าฉันสามารถทำให้นายตายอยู่ที่นี่ได้!”