ภายในตราประทับท้าทายสวรรค์ หลังจากอันเจิงจัดแจงทุกอย่างเสร็จเขาก็นั่งขัดสมาธิแล้วครุ่นคิดบางอย่าง
ถึงแม้ทุกคนจะมีสิทธิ์ในการปกป้องตัวเองและตอนนี้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่ศัตรูเป็นถึงไทเฮาของแคว้นเยี่ยนอีกทั้งยังรวมไปถึงเหล่าขุนนางในราชสำนักอีกด้วย ฉะนั้นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จึงดูอ่อนแอมากเกินไปส่วนอันเจิงก็เป็นผู้ดูแลสำนักและเป็นศูนย์กลางของทุกคนฉะนั้นเขาต้องปกป้องทุกคนให้ปลอดภัย ในเวลานี้ เขาต้องรีบทำให้พละกำลังของตัวเองแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ประสิทธิภาพของการบ่มเพาะภายในตราประทับท้าทายสวรรค์จะลดลงตามระดับพลังวัตรที่สูงขึ้นอีกทั้งระยะเวลาการเลื่อนระดับพลังในตราประทับท้าทายสวรรค์ช้าเกินไปตอนนี้อันเจิงมีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นเก้า หากเทียบกับคนในวัยเดียวกันพลังที่อันเจิงมีก็มากพอที่จะหยิ่งทะนงต่อคนอื่นแล้วแต่อันเจิงรู้ดีว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่น เขามีเรื่องที่ต้องจัดการมากมายฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลามาบ่มเพาะพลัง
หากอยากเลื่อนระดับพลังวัตรอย่างรวดเร็วมีเพียงสองวิธีเท่านั้น
วิธีที่หนึ่งคือการหามิติลับที่มีจำนวนน้อยนิดในใต้หล้านี้ เล่ากันว่ามิติลับที่พบเจอในใต้หล้า ด้านในนั้นมีปราณบริสุทธิ์มากกว่าด้านนอกนี้หลายเท่า ฉะนั้นการบ่มเพาะพลังวัตรท่ามกลางมิติลับจะสามารถเลื่อนระดับพลังได้เร็วกว่าแต่มิติลับนี้มีน้อยมาก ในใต้หล้าก็มีเพียงไม่กี่ที่เท่านั้นที่ที่คนอื่นพบเจอก็ถูกครอบครองไปหมดแล้ว ซึ่งตระกูลในแคว้นเล็ก ๆ แบบแคว้นเยี่ยนนี้ก็ไม่มีทางชิงมาได้แน่นอน
เท่าที่อันเจิงรู้มาตอนนี้มิติลับมีเพียงสี่แห่งเท่านั้น สองในสี่ก็ถูกจักรวรรดิต้าซีครอบครองเรียบร้อยแล้วส่วนอีกสองแห่งที่เหลือก็ถูกตระกูลใหญ่ครอบครองฉะนั้นหากจะหาสถานที่ลับแล้วบ่มเพาะพลังวัตรอย่างรวดเร็วละก็เห็นทีจะเป็นเรื่องยาก
วิธีที่สองก็คือเปิดผนึกพลังในร่างกายหากใช้สมุนไพรมาช่วยก็จะสามารถเลื่อนระดับพลังได้ในเวลาอันสั้นแต่ต่อให้จะเป็นโอสถวิญญาณระดับสีม่วงก็ไม่อาจเลื่อนระดับพลังได้มากขนาดนั้นโดยส่วนใหญ่ก็ใช้เพียงโอสถวิญญาณระดับสีทองเท่านั้น แต่มันก็ช่วยเลื่อนระดับพลังได้เพียงสิบถึงยี่สิบนาทีอันเจิงรู้สึกประหลาดใจกับประตูในทะเลลมปราณของเขามาก สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเปิดประตูบานนี้ได้อย่างไร
เขาครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่อาจหาวิธีมาช่วยเลื่อนระดับพลังวัตรอย่างรวดเร็วได้ ตอนนี้สถานการณ์คับขันมากขึ้นเรื่อยๆ หากตนเองไม่เร่งบ่มเพาะพลังวัตรให้แข็งแกร่งละก็ต้องไม่มีทางปกป้องครอบครัวตัวเองได้แน่นอน บนตัวเขามีของวิเศษระดับสีม่วงหลายชิ้นแต่หากเขายังไม่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุลภาคละก็ ของวิเศษระดับสีม่วงก็ไม่อาจใช้งานได้อย่างเต็มที่
อันเจิงก้มหน้ามองสร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมือของตัวเอง...ในสร้อยลูกประคำโลหิตซ่อนเกล็ดมัจฉาดาบนิลกาฬ อีกทั้งยังมีสองวนาลัยด้วย เขามีของวิเศษระดับสีม่วงและสีทองขั้นสูงมากมายแต่กลับไม่อาจใช้พลังที่มีได้อย่างเต็มที่
ในขณะนี้เอง จู่ ๆอันเจิงก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ
“เจ้านี่นะ...มีเรื่องวุ่นวายมากมายมาทำให้สมองปั่นป่วนแล้วจะบ่มเพาะพลังวัตรอย่างสงบได้อย่างไร วัน ๆ เอาแต่คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่เจ้ามีพลังวัตรเหมือนอย่างทุกวันนี้ได้ก็มหัศจรรย์มากแล้วแต่กลับยังอยากเลื่อนระดับพลังอีก”
“เจ้าคือใคร?”
อันเจิงชะงักไป แต่ก็สงบใจลงได้อย่างรวดเร็วเขารู้ว่าสร้อยลูกประคำโลหิตที่มีไม่ใช่ของทั่วไป หลายครั้งที่สร้อยลูกประคำโลหิตถ่ายเทเลือดเข้าสู่ร่างกายอันเจิงเขาคิดว่าต้องเป็นซากศพแห้งเหี่ยวที่กำลังช่วยเขาอยู่แน่นอนส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับสร้อยลูกประคำโลหิต อันเจิงไม่รู้สึกว่ามันเป็นความจริงเพราะดูเหมือนลวงโลกมากเกินไป
“เจ้าเคยเจอข้ามาก่อน”
เสียงนั้นดังขึ้นในสมองของอันเจิง แต่อันเจิงรู้ดีเสียงนี้ต้องมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตอย่างแน่นอน
“ท่านคือ...ศพของผู้อาวุโส?”
“เหอะ ๆ...เรียกแบบนี้ช่างให้ความรู้สึกที่ไปต่อไม่ถูกเลยนะแต่อย่างไรก็ไม่สำคัญแล้วล่ะ ในเมื่อตอนที่เจ้าเจอข้า ข้าก็อยู่ในสภาพแบบนั้นจริงๆ”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยข้าคราวก่อน”
“ไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนี้...ทั้ง ๆที่เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าเลือดเจ้าช่วยฟื้นฟูร่างกายข้า”
“ต่างก็ช่วยเหลือกันผู้อาวุโสก็ช่วยข้าไม่น้อย”
“ตอนนั้นเจ้ากำลังจะตายจะให้หาคนที่เหมือนเจ้าอีกคนก็คงไม่ง่าย หลังจากข้าครุ่นคิดอยู่นานสุดท้ายข้าจึงตัดสินใจช่วยเจ้า”
“เจ้าจัดการเรื่องทางนั้นให้เสร็จคืนนี้ข้าจะให้คนไปรับเจ้ามาที่เทือกเขาชางหมานหากเจ้าอยากเลื่อนระดับพลังของตัวเองในเวลาอันสั้นจะอาศัยการนั่งคิดของเจ้าอย่างเดียวไม่ได้ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าศักยภาพของเจ้ามีมากเท่าไหร่นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้เจอเด็กหนุ่มที่น่าสนใจแบบเจ้าในเมื่อตอนนี้ข้าไปจากเจ้าไม่ได้ เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าคงจะดีกว่า”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงจึงกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณผู้อาวุโส!”
เสียงนั้นถามกลับ “เจ้าไม่สงสัย?”
“สงสัยอะไร?”
“สงสัยว่าข้าจะทำร้ายเจ้า”
“หากผู้อาวุโสคิดจะทำร้ายข้าจริง ๆ ต้องลงทุนมากขนาดนี้เลยหรือ?”
“กล้าหาญจริง ๆ คืนนี้จะมีคนมารับเจ้าข้าจะส่งคนที่เจ้าคุ้นเคยไปรับ แล้วให้เขาฝึกพลังวัตรไปพร้อมเจ้า”
“ใคร?”
“เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็รู้เอง”
เสียงนั้นหยุดลงเพียงเท่านี้และไม่ปรากฏขึ้นอีก
อันเจิงลุกขึ้นไปจัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อยเขารู้ว่าครั้งนี้อาจเกิดอันตราย ทว่าเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกในสถานการณ์เช่นนี้ มีเพียงเข้มแข็งและแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะสามารถปกป้องคนที่ตัวเองรักได้
ตกดึก อันเจิงนั่งรอในห้องส่วนตัวของตัวเองในเมื่อคนคนนั้นบอกว่าจะส่งคนมารับเขาไป แสดงว่าคงต้องจัดเตรียมวิธีให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้แล้วอันเจิงรอจนเที่ยงคืนก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว เขามองไปยังนอกหน้าต่างตลอดเวลาเมื่อหันกลับมาจึงเห็นว่ามีคนยืนอยู่ในห้องแล้ว ไม่รู้ว่าคนคนนี้มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่เขามองอันเจิงด้วยสายตาราวกับกำลังประเมินบางอย่าง
“เจ้าคือ?”
“ข้าคือ”
ยังไม่ทันพูดจบประโยคชายหนุ่มแบกดาบที่ดูอายุราวยี่สิบกว่าปีกระชากเสื้อของอันเจิงทันที “พวกเราไปกัน”
อันเจิงเพียงแค่รู้สึกมึน ๆแต่เมื่อมองอีกครั้ง ตัวเขาก็อยู่ห่างจากพื้นดินมากแล้ว ตอนนี้ฟ้ามืดสนิท ด้วยความสูงขนาดนี้เขาจึงไม่อาจมองเห็นแสงไฟที่อยู่ด้านล่างได้อีก ขณะนี้เองเท้าทั้งสองของเขาก็ราวกับเหยียบโดนอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าใต้เท้าของเขาคืออะไรกันแน่
หลังจากอันเจิงได้สติจึงเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในรถม้าศึกที่ลอยอยู่กลางอากาศ เพราะความมืดอันเจิงจึงมองไม่เห็นลักษณะของรถม้าคันนี้ ทว่าเขายังคงได้กลิ่นอายโบราณของมัน ทันใดนั้นอันเจิงก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา กลิ่นอายการต่อสู้ที่โบราณและยาวนานทำให้เขารู้สึกราวกับอยู่ในรถม้าที่กำลังทำสงครามกระนั้น
รถม้าคันนี้ทำมาจากโลหะบริสุทธิ์ทั้งคันด้านบนยังมีลวดลายดอกไม้ หลังจากเพ่งมองในระยะใกล้ อันเจิงจึงเพิ่งเห็นว่าลวดลายบนรถม้าเหมือนกับรอยเลือดไม่มีผิดหลังจากเลือดสาดมาบนรถม้าคันนี้แล้ว มันก็ไหลไปตามลวดลายบนนั้น...อันเจิงรู้สึกว่าจมูกตัวเองได้กลิ่นคาวจางๆ น่าแปลกตรงที่รถม้าคันนี้สะอาดสะอ้าน แต่กลับมีกลิ่นคาวเลือดเต็มไปหมด
“เข้าไปเถอะ” ชายหนุ่มแบกดาบพูดขึ้นจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในก่อน
หลังจากเดินเข้าไปในรถม้าแล้วอันเจิงก็หันไปมองสิ่งที่ลากรถแวบหนึ่ง มันมีขนาดใหญ่มากและร่างเป็นสีดำ ทว่าอยู่ในยามดึกจึงไม่อาจมองเห็นลักษณะของมันได้อย่างชัดเจนเจ้าตัวนั้นมีกลิ่นอายที่น่ากลัวแผ่ออกมาเป็นระลอกหากเดาจากประสบการณ์ที่อันเจิงมี อย่างน้อยเจ้าตัวนี้ต้องมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคแน่นอนในขณะนี้เอง เจ้าตัวนั้นหันกลับมามองอันเจิงแวบหนึ่ง ทันใดนั้น ใบหน้าของมันก็มีลำแสงประกายอยู่รอบๆ อันเจิงจึงเห็นลักษณะใบหน้ามันอย่างชัดเจน...นั่นก็คือม้าวิหคดำในตำนานนั่นเอง
ในใจอันเจิงสะดุ้งทันที
ตอนอยู่ในจักรวรรดิต้าซี เขาเคยเห็นเยาโซ่วที่แปลกประหลาดมากตัวหนึ่งมันถูกแกะสลักไว้บนที่ประทับขององค์จักรพรรดิเฉินอู๋นัวแห่งจักรวรรดิต้าซีแต่ถึงกระนั้น จักรพรรดิเฉินอู๋นัวก็เคยตรัสว่า ในใต้หล้านี้ไม่มีม้าวิหคดำของจริงเล่ากันว่า เยาโซ่วที่มีพลังระดับสูงและสัตว์ในตำนานตายในสงครามระหว่างเผ่ามารและผู้ฝึกพลังวัตรหมดแล้วหลังจากสงครามครั้งนั้น ไม่เพียงแค่คนเผ่ามารและผู้ฝึกพลังวัตรตายไปเท่านั้นแม้กระทั่งเยาโซ่วก็บาดเจ็บไปมากเช่นกัน
นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาใต้หล้านี้ก็ไม่มีสัตว์ในตำนานอีกเลย
อันเจิงไม่รู้ว่านี่เป็นความเข้าใจผิดของตัวเองหรือไม่เพราะเขารู้สึกว่าม้าวิหคดำกำลังลากรถม้าที่ตนนั่งอยู่ อีกทั้งม้าวิหคดำตัวนี้ยังดูแข็งแกร่งกว่าเยาโซ่วม้าเพลิงของจักรพรรดิเฉินอู๋นัวหลายเท่าโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่แฝงไปด้วยความสูงส่ง ส่วนเยาโซ่วม้าเพลิงถูกฝึกจนไม่ต่างไปจากม้าธรรมดาแล้ว
หลังจากเดินเข้าไปในรถม้าศึกแล้วอันเจิงสังเกตเห็นว่าด้านในนี้กว้างใหญ่มาก ใหญ่ยิ่งกว่าตำหนักในวังหลวงเสียอีกกำแพงรอบด้านก็ทำจากโลหะบริสุทธิ์
“เจ้าคือ?” อันเจิงยกมือคารวะพร้อมถาม
“ทาสดาบ”
ชายหนุ่มกำลังมองประเมินอันเจิงด้วยแววตาที่ประหลาดใจ“ข้าลืมชื่อของตัวเองไปตั้งนานแล้ว จำได้เพียงว่าข้าเป็นทาสดาบเจ้ารู้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนหรือไม่?”
“ไม่รู้” อันเจิงส่ายหน้า
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างอดไม่ได้“การไม่รู้อะไรช่างดีจริง ๆ...คนที่อยู่ในใต้หล้านี้ต่างก็ลืมความหวาดกลัวไปจนหมดแล้วแต่เป็นแบบนี้ก็ดีกับพวกเขาเหมือนกัน ส่วนโชคดีที่ข้าว่าก็คือนายท่านถึงกับเปิดมิติลับเพื่อเจ้า...มิติลับนั่นไม่ได้เปิดอย่างน้อยสามร้อยปีแล้วต่อให้คุณชายจะอยากเข้าไปก็ตาม นายท่านยังไม่เคยอนุญาตเลย”
“นายท่านของเจ้าคือใครแล้วคุณชายคือใครกัน?”
ทาสดาบไม่ได้พูดอะไรอีก จู่ ๆ มุมห้องในรถม้าก็มีร่มกระดาษสีดำวางลงจากนั้นเฉินเซ่าป๋ายก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น “นายท่านของเขาคือบิดาข้าส่วนข้าก็คือคุณชาย ตอนนี้เจ้าก็น่าจะรู้แล้วสินะว่า ทำไมข้าถึงต้องคอยตามปกป้องเจ้าตลอด?”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเองเป็นเจ้าโง่จริงๆ หากนำเรื่องของเฉินเซ่าป๋ายมาเชื่อมโยงกับซากศพบนเทือกเขาชางหมานตั้งแต่แรกละก็เขาคงเข้าใจเรื่องทั้งหมดตั้งนานแล้ว แต่ในความไม่รู้ไม่เห็นที่ผ่านมาต่อให้บางครั้งอันเจิงจะเชื่อมโยงสองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันทว่าในใจกลับไม่อยากยอมรับความจริงนี้สักที
“มีแค่คนบ้าเท่านั้นที่จะตกใจ”
เฉินเซ่าป๋ายลุกขึ้นแล้วโบกมือ “สิบสามเจ้าไปบังคับรถม้า”
ทาสดาบพยักหน้า “ขอรับ”
เฉินเซ่าป๋ายเดินมาตรงหน้าอันเจิงจากนั้นก็มองประเมินตัวเขา “ข้าไม่เคยรู้สึกว่าเจ้าโง่ แต่เพราะอะไรเจ้าถึงนึกไม่ถึงล่ะ? อีกทั้งข้าก็เคยเตือนเจ้าแล้วที่ข้าช่วยเจ้าก่อนหน้านี้ก็เพราะยอมให้เจ้าตายไม่ได้ หากเจ้าตายไปบิดาข้าจะทำอย่างไรเล่า?ท่านรอคนที่มีวาสนาร่วมกันมานานขนาดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะปล่อยให้เจ้าตายไปง่ายๆ”
“ที่ว่ารอมานานนี่มันนานสักเท่าไหร่? หรือเจ้าก็มีชีวิตอยู่มานานเหมือนปีศาจ?” อันเจิงถามขึ้น
เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ “น่าจะประมาณ...หนึ่งปีเจ็ดเดือน?”
“นั่นเรียกว่านาน?”
“มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าจะมาถือสาเรื่องระยะเวลาที่รออีกทำไม? มาพูดเรื่องที่จริงจังกันดีกว่า...อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้านะในใต้หล้านี้ โอกาสมักจะมาพร้อมอันตรายเสมอ จริงอยู่ บิดาข้าสามารถสร้างมิติลับที่คนอื่นไม่รู้แล้วเลื่อนระดับพลังวัตรของตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่ความอันตรายที่ต้องเข้าไปในนั้นต่อให้จะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคก็อาจตายได้ ฉะนั้นเจ้าใช้เวลาตอนยังไปไม่ถึงคิดให้ดีๆ ว่าเจ้าจะไปหรือไม่ไป”
“ไป” อันเจิงตอบกลับอย่างไม่ลังเล
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ“เจ้าก็เป็นนักเดิมพันเหมือนกันนี่ แต่เป็นนักเดิมพันชั้นสูง”
“มีเรื่องอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรือ?”
“ไม่มีข้าชอบที่เจ้าเป็นคนหน้าด้านแบบนี้ ขอบอกไว้ก่อนนะ เมื่อถึงมิติลับนั่นเจ้าต้องเชื่อฟังข้าทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจตายโดยที่ไม่รู้ว่าตายได้อย่างไร หากมีข้าอยู่รับประกันได้ว่าเจ้าต้องได้ผลประโยชน์อีกทั้งกลับออกมาอย่างปลอดภัยแน่และเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ หากเจ้าเจอของมีค่าในนั้นเจ้าต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง”
“เจ้าเคยเข้าไปรึ?”
“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินที่ทาสดาบพูดรึ? ข้าต้องไม่เคยเข้าไปอยู่แล้ว”
“แล้วทำไมข้าต้องฟังเจ้าด้วย?”
“เพราะนั่นเป็นมิติลับของบิดาข้า และเขาไม่ใช่บิดาเจ้า”
“เมื่อเจ้าพูดแบบนี้ก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลมากขึ้นนะ”
“ใช่ไหมล่ะ...”