ผมเพิ่งจะฟื้นจากภวังค์อย่างสมบูรณ์ แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเซี่ยหลิงถึงมาอยู่ข้างๆผมก็เถอะ แต่ในตอนนี้ผมก็ไม่ได้เป็ส่วนหนึ่งของกลุ่มใดๆ เลยผิ่นชวนเซี่ยและซางจื้อหย่วนดูจะอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น
ส่วนเฉียนตัวตัว ตอนนี้ก็อยู่ในมุมเดียวกับผมมองดูเหยื่อที่ตายไปอย่างเหม่อลอย
ผู้ชายคนนั้น
ใช่แล้ว ผู้นำครอบครัวสามคนตอนนี้นอนจมกองเืไปแล้วโดยที่เขายังไม่ได้แม้แต่จะเอ่ยชื่อของตนเองออกมาด้วยซ้ำก่อนที่จะต้องพบกับจุดจบอันโหดร้าย
จำนวนคนบนเครื่องบินลดลงอีกครั้งเหลือเพียงสิบเอ็ดคน
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้นคือจำนวนคนที่เหลืออยู่นี้จะยังคงลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงไม่กี่คนและตอนนั้นเท่านั้นจึงจะตัดสินได้ว่า
ใครจะรอดชีวิต พวกผู้โหยหวนหรือผู้โดยสารที่ยังถูกบังคับให้ต้องเผชิญความตาย
ความหวาดกลัวนี้ราวกับโซ่ล่องหนที่รัดคอเราไว้ทำให้เราอึดอัดหายใจไม่ออก จนกว่าความตายจะเข้ามาถึงตัวถึงจะเห็นเงาของยมทูต
แม้เขาจะไม่ได้ตายจากคำขู่ของตนเองจริงๆแต่การได้เห็นคนเลวๆ แบบนี้ตายก็น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้สึกสะใจอยู่บ้าง
แต่การตายครั้งนี้ดูจะเป็จังหวะที่แปลกเกินไปแปลกจนไม่เป็ผลดีต่อผมเลย มันไม่ควรจะเกิดขึ้นง่ายๆ แบบนี้ ต่อให้ผมจะเป็คนพูดก่อนหน้านั้นก็ตาม
“ปะ เป็ไปได้อย่างไร...”
กวนหลิงตกตะลึง ขณะที่กลุ่มคนเริ่มแตกตื่นหวังเฉียงขมวดคิ้วทันที และรีบปิดตาเด็กน้อยแต่ท่าทางแบบนี้ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยให้กับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น
“หึ แย่แล้วสินะ”
ซางจื้อหย่วนไม่ได้พูดเพียงเพื่อซ้ำเติมแม้เขาจะไม่ชอบชายคนนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยชอบผมเช่นกันที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือหรือแสดงท่าทีใดๆ ตลอดมา
สำหรับคนที่้ารอดชีวิตผมก็คงเป็อุปสรรคไม่มากก็น้อยสำหรับพวกเขา
“นายต้องระวังหน่อยถ้ายังไม่พูดอะไรอีกอาจถูกกำจัดได้เลยนะ”
ผิ่นชวนเซี่ยทำท่าทางน่ารักยิ้มพร้อมกับการเคลื่อนไหวขี้เล่น แต่ในเวลานี้ไม่ว่าผมจะมองเธอยังไงก็ไม่มีอะไรน่าขำขันอีกต่อไปแล้วการฆ่าครั้งนี้เจาะจงเป้าหมายอย่างชัดเจน มันไม่ใช่เื่บังเอิญเลย
ผู้โหยหวนดูเหมือนจะเริ่มลงมืออย่างเปิดเผยแล้วสถานการณ์ตอนนี้เริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็หวังเฉียงที่ยอมรับสถานการณ์โดยไม่พูดอะไรกวนหลิงที่ถูกสงสัย หรือแม้แต่ตัวผมที่เพิ่งพูดออกไปพวกเราสามคนดูเหมือนกลายเป็กลุ่มผู้ต้องสงสัยที่เป็ผู้โหยหวนไปเสียแล้ว!
การที่เฉียนตัวตัวพยายามหลีกหนีจากพวกเราก็ยิ่งทำให้เหตุผลของเขาชัดเจนมากขึ้นเขาไม่ได้้าแค่เอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่ยังไม่้าให้ตนเองเกี่ยวข้องกับใครเลย
“คุณลุงครับ คุณคิดว่าอย่างไร”
เวลาสำหรับการโหวตใกล้เข้ามาแล้วท่าทีของชายชราในครั้งก่อนทำให้เฉียนตัวตัวเริ่มจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิดตอนนี้คนที่ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันกลับมายืนข้างกันราวกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้พวกเขาเข้ากันได้อย่างดี
แม้ทั้งสองอาจเป็ผู้บริสุทธิ์แต่การจับกลุ่มของพวกเขาก็อาจเป็อุปสรรคใหญ่ที่ทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น
“แก แกทำอะไร! ร้องไห้ทำไมไอ้เด็กไม่ได้เื่...”
ภรรยาของชายที่เพิ่งเสียชีวิตหยุดการกระทำของลูกชายไว้ทันทีเมื่อเขาพยายามจะเข้าไปใกล้พ่อตนเองแม้ร่างกายของพ่อจะน่ากลัวและน่าสยดสยองเพียงใดก็ตาม
แต่มันก็ชัดเจนว่าเขา้าอยู่ใกล้พ่อของเขาแม้สถานการณ์จะดูน่ากลัวขนาดไหนก็ตาม
ผมเคยเห็นเด็กๆ และครอบครัวร้องไห้ในงานศพมาก่อนแต่ไม่เคยเห็นภรรยาที่ใจเย็นขนาดนี้เลย ท่าทางของเด็กก็ดูผิดปกติเกินไป
ดูเหมือนว่าเด็กชายตัวอ้วนคนนี้จะไม่ได้ร้องไห้เพราะการตายของพ่อเลยกลับกัน ผมกลับรู้สึกว่าเด็กนั่นโล่งใจอย่างประหลาด เพราะมันดูเหมือนว่าเขาร้องไห้เพราะแม่ของเขาบีบหูจนแดงเืซิบเท่านั้น
ผมมองเห็นเืเล็กน้อยติดอยู่ที่ปลายเล็บของแม่เขาได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ
โห ครอบครัวนี้น่ากลัวเกินกว่าที่คิดและการที่ครอบครัวของผู้ตายมีปฏิกิริยาแปลกๆแบบนี้ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่เห็นบนผิวเผิน
เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงการตายครั้งนี้สีหน้าที่แสดงความหวาดกลัวและวิธีการที่ดูไม่ชำนาญมันดูเหมือนเป็ความพยายามที่ยังไม่เชี่ยวชาญพอ
และจากร่องรอยการลงมือมันดูเหมือนคนที่มีความสูงพอๆ กับผมถึงจะทำได้ไม่ได้กริ๊บหมดจดเหมือนตอนที่หวังเฉียงลงมือ
“นี่ นี่หรือว่าจะเป็...”
หลิวเนี่ยนพูดไม่ทันจบ แต่ก็โดนสายตาของผมที่บังเอิญมองไปทำให้เขาหยุดพูดในทันที
ตอนนั้นเองเด็กชายก็ถอยกลับไป ผมไม่ค่อยสนใจคำพูดของนักศึกษาคนนั้นสักเท่าไรแม้มันอาจจะมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่เด็กชายตัวอ้วนร้องไห้แปลกมากจริงๆ
มันยากที่จะอธิบายแต่เหตุผลที่เขาร้องไห้ดูเหมือนจะเป็เพราะหูของเขาที่ถูกดึงจนแดงมากกว่า
น่าสนใจตรงที่ผู้หญิงคนนั้นจงใจหรือไม่ก็เผลอเอาลูกชายไปอยู่ข้างหลังตนเองพอดีทำให้มองไม่เห็นว่าหูของเด็กถูกทำร้ายจากการถูกบิดอย่างรุนแรง
ที่แท้เืสีแดงที่ผมเห็นก็เป็หลักฐานที่บ่งบอกว่าแม่คนนี้บีบหูลูกจนเืออกนี่เหรอ... ‘ความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่’
“เหอะ” หวังเฉียงสายตาเฉียบคมเขาเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และส่งสายตาลึกๆ มาที่ผม
แม้สายตานั้นจะยากต่อการสังเกตและถูกคนส่วนใหญ่ละเลยแต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงข้อมูลบางอย่างที่แฝงอยู่ในสายตานั้น ใน่เวลานั้นเองผมััได้ว่าเขาเริ่มเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อผมดูเหมือนความสงสัยที่เขาเคยมีก็ลดลงบ้างแล้ว
ในฐานะที่ผมเป็กัปตันที่ไม่กล้าเปิดเผยตนเองการได้รับความไว้วางใจแบบนี้ถือเป็สิ่งที่มีค่ายิ่ง
“อาเมนความตายมาเยือนข้างกายพวกเราอีกครั้งขอให้ิญญาของเขาพักผ่อนอย่างสงบบน์...”
แต่สิ่งที่แย่ก็คือแม้แต่ชายชราที่กำลังสวดอ้อนวอนอย่างเคร่งครัดก็ยังส่งสายตาลึกลับมาทางผมเช่นเดียวกับท่าทีของเฉียนตัวตัวที่ดูชัดเจนกว่าซางจื้อหย่วนที่ยังคงมองสถานการณ์อยู่เงียบๆ
“เหอะตอนแรกฉันก็สงสัยว่าทำไมนายถึงเงียบตลอด นึกไม่ถึงว่านายจะเป็คนลงมือจริงๆ”
“ยอมรับมาซะ! ไอ้ฆาตกรเมื่อสักครู่นายเป็คนลงมือแน่นอน ต้องเป็แบบนั้นแน่!”
เฉียนตัวตัวพยายามชี้มาที่ผมพร้อมกล่าวหาแม้สายตาของเขาจะไม่สามารถสู้กับความเยือกเย็นที่แสดงออกมาจากผมได้ก็ตามแต่ความหวาดกลัวและไม่มั่นคงของเขาก็ถูกคำพูดของชายชรากลบไป
“หนุ่มน้อยอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเลยเรามาฟังกันก่อนดีกว่าว่าเขาจะอธิบายอย่างไรถ้ามีอะไรผิดปกติค่อยลงคะแนนโหวตกันก็ยังไม่สาย อาเมน”
เต็มไปด้วยความเมตตา เหมือนคนชราที่มีความเมตตาและอ่อนโยนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จะพูดแทนผมแต่คำพูดแก้ต่างกลับไม่ใช่คำพูดหรือประโยคให้กำลังใจแต่กลับเป็ยาพิษอันหอมหวานที่คิดจะวางกับดักมรณะให้ผม
ต้องรู้ว่าแต่เดิมไม่ถือว่าผมเป็บุคคลที่น่าสงสัยแต่ตอนนี้ชัดเจนว่าพวกเขาไม่กล้ายุ่งกับคู่หูชั้นดีอย่างกวนหลิงและหวังเฉียงโดยตรงจึงโยนเบาะแสมาทิ้งไว้ที่ตัวผมแทน
“หวังว่าคุณจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจนะเพราะว่าคุณเคยมีปากเสียงกันมาก่อนและวิธีการฆ่าครั้งนี้รวมถึงคราบเืที่เปื้อนตัวคุณก็ดูน่าสงสัยไม่ใช่น้อย”
คำพูดของชายชราทำให้เฉียนตัวตัวหัวเราะเบาๆอย่างสะใจ แต่ผมไม่ใส่ใจคนแบบเขามากนักสิ่งที่ผมสนใจกลับเป็ปฏิกิริยาของซางจื้อหย่วนที่ตอนนี้ไม่ได้เ็าเหมือนเมื่อก่อนแล้วเขาดูเหมือนจะเริ่มมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์นี้ขึ้นมาบ้าง
“พูดแบบนี้ไม่ถูกนะครับท่านการที่พวกเขามีปากเสียงกันก็อาจเป็การใส่ร้ายมากกว่าใช่ไหมครับ ถ้าครั้งที่แล้วผู้โหยหวนพยายามใส่ร้ายหวังเฉียงการทำแบบนี้อีกครั้งก็ไม่น่าแปลกใจเลย” การที่ซางจื้อหยวนออกมาพูดปกป้องผมนั้นค่อนข้างหายากแต่ถึงกระนั้นมันกลับไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจสักเท่าไร
อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างซางจื้อหย่วนกับหวังเฉียงที่ไม่ได้เป็มิตรต่อกันแต่กลับถือหางผมแบบนี้ยิ่งผิดปกติ
ข้อสงสัยทั้งหมดนี้สำหรับผมแล้วล้วนทำให้ถึงตายได้ทั้งหมด
“ใช่แล้วล่ะบางทีฆาตกรอาจจะ้าใส่ร้ายก็ได้นะ แล้วดูสิคุณภรรยานี่ก็ดูไม่ค่อยจะเศร้าเท่าไหร่เลยนะ”
ผิ่นชวนเซี่ยยิ้มเล็กน้อย ขณะเดินอย่างช้าๆไปหาหญิงคนนั้นและลูกชายของเธอ เธอก้มลงลูบศีรษะเด็กชายเบาๆแล้วหันไปมองหญิงคนนั้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือเด็กชายกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายจากท่าทางอ่อนโยนนี้เลยแต่ยิ่งดูหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
มันทำให้ผมสงสัยมากขึ้นว่าเด็กคนนี้มีอะไรผิดปกติหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเื่ที่เขาไม่ได้แสดงความเสียใจต่อการตายของบิดาแต่ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรผิดและถูกเข้าใจผิดแล้วแบบนี้ผิ่นชวนเซี่ยจะกลายเป็คนที่ต้องสงสัยแทนไหม
ผมยังไม่ลืมที่เธอเปลี่ยนเป้าหมายการโหวตไปที่ซางจื้อหย่วน
แต่ถ้าลองคิดในมุมกลับ ถ้าเธอเป็ผู้ต้องสงสัย ซางจื้อหย่วนก็อาจจะเป็คนที่เชื่อถือได้มากขึ้นแต่ถ้าการฆ่าครั้งที่สองไม่ได้เป็ฝีมือของหวังเฉียง แล้วจะเป็ใครกันแน่
อย่างไรเสียก็มีแค่พวกเขาที่อาจเป็ทหารมาก่อนหวังเฉียงผมยืนยันได้แล้ว ความเป็ไปได้ที่จะฆ่าคนเป็ศูนย์อย่างสมบูรณ์
การปรากฏตัวของแพทย์นิติเวชนั้นกลับกลายเป็ความเป็ไปได้ที่สามด้วยทักษะที่เชี่ยวชาญของเธอการเลียนแบบวิธีการฆาตกรรมก็ถือว่าเป็เื่เล็กน้อยสำหรับเธอ
แต่ไม่เพียงจะไม่ช่วยผมวิเคราะห์สถานการณ์กลับจะเพิ่มความเป็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเซี่ยหลิงเป็ผู้โหยหวนจริงเช่นนั้น ระดับความยากของเกมนี้จะเลื่อนขั้นขึ้นหลายเท่าตัว
เธออาจจะกลายเป็ ‘ราชินีแห่งการฆาตกรรม’ที่ไม่เกรงกลัวต่อการโหวตและไม่หวาดกลัวต่อความตาย
“เหอะเด็กน้อยอย่างเธอคิดจะมาสงสัยคนอย่างฉันได้อย่างไรชั้นมีหน้าที่ต้องเสียใจด้วยเหรอ”
เหมือนว่าทั้งครอบครัวนี้จะพูดจาคมคายกันทุกคนและแต่ละคนก็พูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ ฝ่ายหญิงไม่มีความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
“พ่อของลูกไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลยฉันไม่เตะศพเขาสักครั้งก็นับว่าเป็คนดีแล้วนะ ไม่เชื่อลองดูสิรอยาแบนตัวลูกล้วนมาจากฝีมือเขาทั้งนั้น!”
“ดูสิ ดูดีๆ นี่เหรอที่เขาเรียกว่าลูกผู้ชาย”
ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นจับมือเด็กชายขึ้นมาและเริ่มประณามความผิดของสามีที่ตายไปแล้วความกดดันก็กลับมาที่ผมอีกครั้ง
ตาชั่งแห่งความสงสัยเริ่มเอียงมาทางผมอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่ซางจื้อหย่วนกับผิ่นชวนเซี่ยเหมือนจะหมดหนทางช่วยเหลือ และทั้งคู่เพียงแค่ยักไหล่ด้วยท่าทางที่แสดงถึงความจนใจ
แต่ในใจลึกๆผมเองก็ไม่ได้หวังพึ่งพาพวกเขามากนักหรอกสถานการณ์ของผมตอนนี้เรียกได้ว่าอึดอัดมาก ถึงขั้นใกล้จะถึงจุดจบกันเลยทีเดียว
นี่เป็ครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงแรงกดดันจากการถูกสงสัยโดยผู้เล่นส่วนใหญ่
แม้ผมจะบอกความผิดปกติของเด็กชายคนนี้ออกไปก็คงจะถูกมองว่าเป็การกล่าวหาที่ไม่มีมูลและยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของเขาอาจมีความสำคัญอย่างมากต่อเกมนี้
“พี่ชายไม่มีทางเป็ผู้โหยหวนหรอกหนูเชื่อเขา เพราะ...”
ในขณะนั้นเองเสียงอ่อนวัยของกวนหลิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง เด็กหญิงที่ไม่คาดคิดว่าจะออกมาแก้ต่างให้ผมคนนี้กล่าวขึ้น
“เพราะป้าเขากำลังโกหกอยู่!”