บทที่ 3 ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต
เห็นเธอเอาจริงเอาจังแบบนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยจึงขมวดคิ้ว “ฉันจะให้คนไปตรวจสอบ” พูดจบเขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่าขัน ถูกเด็กน้อยหลอกได้
เด็กสามขวบพูดชัดเจนขนาดนี้เชียวหรือ?
……
หลังเลิกงาน เฉินเสี่ยวอันก็กลับบ้านเช่นกัน ปกติเธอจะเดินกลับบ้านเส้นทางเดิมทุกวัน แต่วันนี้ระหว่างทางกลับบ้าน เธอเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมา
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฉินเสี่ยวอันจึงรีบเดินเข้าไปหาฝูงชนทันที เพราะเห็นว่ามีคนมุงดูกันเยอะมาก
แต่พึ่งจะเดินไปได้ครึ่งทาง เธอก็นึกถึงคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยที่สนามบินได้
‘ตอนที่พี่กลับบ้าน ถ้าเจอคนทะเลาะกัน อย่าเข้าไปยุ่งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องเจอเื่เืตกยางออกแน่’
เฉินเสี่ยวอันหยุดชะงัก เธอเริ่มลังเลว่าควรจะเดินเข้าไปมุงดีหรือไม่
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลั่นออกมาจากฝูงชน!
“อ๊า! ฆ่าคนแล้ว!”
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศในที่เกิดเหตุก็วุ่นวายขึ้น ผู้คนแตกตื่นไปทั่ว เฉินเสี่ยวอันก็ถูกชนจนเซไปด้วย
ยังไม่ทันที่เธอจะทรงตัวได้ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาจับแขนไว้แน่น เสียงหายใจหอบถี่และเ็ปดังอยู่ข้างหู
พอยืนได้ เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำหน้าตาน่ากลัว ตาแดงก่ำ กำลังถือมีดเปื้อนเื เดินตรงปรี่เข้ามาหาเธอ ในเสี้ยววินาทีนั้น สมองของเธอว่างเปล่า
แต่ทว่าตอนที่คมมีดกำลังจะเฉียดถูกตัวเธอ ก็มีแสงสีทองวาบขึ้นแวบหนึ่งที่ตัวเธอ ไม่มีใครสังเกตเห็น แสงนั้นสะท้อนคมมีดในมือชายคนนั้นจนกระเด็นหลุดมือไป
ชายร่างสูงใหญ่หลายคนอาศัยจังหวะนี้รีบเข้ามาล็อกตัวชายคลั่งคนนั้นไว้
รอดแล้ว เฉินเสี่ยวอันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เพราะขาสั่นไปหมด ในใจทั้งสับสน ทั้งหวาดกลัว เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว เธอเกือบโดนฆ่าตายแล้ว
กระทั่งมาถึงสำนักลาดตระเวน ภายใต้การปลอบโยนอย่างอ่อนโยนของพี่สายตรวจหญิง เธอถึงได้ตั้งสติได้
เื่ในครั้งนี้ สำหรับเธอแล้วมันเป็อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เธอแค่ตั้งใจจะไปดูเหตุการณ์สนุก ๆ เหมือนอย่างเคย ใครจะไปรู้ว่า เธอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ซวยจริง ๆ โดนชนจนวิ่งหนีไม่ทัน แถมยังโดนผู้หญิงคนที่เป็เป้าหมายของชายคนนั้น คว้าแขนเอาไว้บังตัว ตอนนั้นผู้ชายคนนั้นคงขาดสติ คิดอะไรไม่ออก เลยถือมีดแทงเข้ามาตรง ๆ
“ซวยจริง ๆ ด้วย!”
“ยังดีที่ไอ้ฆาตกรมันถือมีดไม่แน่น ไม่งั้นเธอแย่แน่ คราวหลังอย่าไปมุงอะไรแบบนี้อีกนะ”
คุณสายตรวจสาวพูดด้วยความโล่งอก
เฉินเสี่ยวอันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอรีบคว้าเอาแผ่นยันต์ที่ซีดจางลงจนแทบไม่เห็นสีในกระเป๋าเสื้อออกมา
นึกถึงคำพูดของเด็กน้อยคนนั้น กับภาพที่ผู้ชายคนนั้นเอามีดแทงเข้ามา ยันต์ที่เคยเป็ประกายแผ่นนี้กลับกลายเป็แบบนี้ภายในคืนเดียว เธอยิ่งมั่นใจว่าเด็กน้อยคนนั้นต้องเป็คนช่วยชีวิตเธอไว้แน่
แต่นอกจากเธอ ใครจะไปเชื่อล่ะ
เฉินเสี่ยวอันกำยันต์ไว้ในมือ แล้วพนมมือไหว้ขึ้นฟ้า
“ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต!”
ส่วนคุณสายตรวจ “...”
มาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงพักแบบนี้ เธอ้าสิ่งใดกันแน่?
ระหว่างที่ให้ปากคำกับสายตรวจ เธอก็ได้รู้เื่ราวของคดีสยองขวัญนี้โดยละเอียด
มันเป็เื่ทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสามีภรรยา
ฝ่ายสามีเป็คนใจร้อน โมโหง่าย แถมยังติดเหล้าอีก เวลาดื่มเหล้าทีไรก็ชอบอาละวาดที่บ้าน บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับภรรยา
ภรรยาของเขาสุดจะทน จนต้องไปมีชู้
เมื่อสามีรู้เข้า ทั้งคู่ก็เริ่มโต้เถียงกันเสียงดัง ทะเลาะกันไปมาจนเืขึ้นหน้า สามีคว้ามีดผลไม้ที่พกติดตัวออกมา
...แล้วก็เอามีดเล่มนั้นแทงภรรยาของเขา
คมมีดไม่ได้โดนจุดสำคัญ ภรรยาของเขายังมีชีวิตรอด จึงวิ่งหนีเอาตัวรอด และบังเอิญมาเจอกับตัวซวยอย่างเธอ
ผู้หญิงคนนั้น...กลับผลักเธอไปรับมีดแทน!
เฉินเสี่ยวอันอยากจะร้องไห้จริง ๆ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อคำพูดของเด็กน้อยคนนั้นแล้วรีบหนีออกมาจากตรงนั้นซะก่อนนะ
หลังจากออกจากสำนักลาดตระเวน เธอรู้สึกหวาดผวา จึงเล่าเื่ทั้งหมดให้เพื่อนสนิทฟัง รวมถึงคำเตือนและยันต์คุ้มภัยที่เด็กหญิงตัวน้อยมอบให้
เพื่อนรักพูดขึ้นว่า “เธอต้องเจอเซียนเข้าแล้วล่ะ!”
น่าเสียดายที่เฉินเสี่ยวอันไม่รู้วิธีติดต่อกับเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเลย ไม่เช่นนั้นคงต้องไปคุกเข่ากราบขอบคุณเธอสักครั้งแล้ว
ในเวลานี้ ท้องฟ้ามืดแล้ว ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทันใดนั้นเธอก็ััได้ถึงพลังแห่งความปรารถนาและแสงสีทองแห่งบุญกุศลหลั่งไหลเข้ามา ระดับการบ่มเพาะพลังิญญาของเธอเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิมที่หยุดอยู่ที่ระดับสองของการฝึก บัดนี้มีเค้าลางของการพัฒนาขึ้น
เธอใช้มือน้อย ๆ นับนิ้วคำนวณ ที่แท้ก็เป็เด็กสาวที่มอบขนมปังให้เธอที่สนามบินนั่นเอง
ดูเหมือนว่าเธอจะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นแล้ว
เสิ่นจืออินจึงนั่งสมาธิต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นจืออินคาบซาลาเปาในปากแล้ววิ่งไปเคาะประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ย
“มีอะไร!” เมื่อคืนเสิ่นมู่เหยี่ยนอนดึก แถมยังมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน เขาจึงมองเด็กน้อยที่อยู่หน้าประตูด้วยสายตาไม่พอใจ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็า
“เสิ่นมู่เหยี่ย ฉันพาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงที่บ้านตระกูลเสิ่นได้ไหม?”
เสิ่นจืออินไม่ได้รู้สึกกลัวเขาเลย เธอเงยหน้าเล็ก ๆ ที่สวยงามขึ้นพร้อมเอ่ยถามเสียงหวาน
“สัตว์เลี้ยงอะไรเหรอ?”
“ก็...แมวน่ะ ตัวค่อนข้างใหญ่ ตอนนี้อยู่กับอาจารย์ ถ้าสะดวก ฝากเธอบอกอาจารย์เอามาให้หน่อยได้ไหม”
แมวอย่างนั้นเหรอ ถึงเขาจะชอบสุนัขมากกว่า แต่ก็ไม่ได้รังเกียจถ้าคนในบ้านจะเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น
“ได้ แต่อย่าให้มันมารบกวนฉันก็พอ”
เธอเบิกตากว้างด้วยความดีใจ มองเขาด้วยแววตาเอ็นดู
“ขอบคุณนะ แล้ว...เธอช่วยบอกพ่อของเธอให้หน่อยได้ไหม ฉันไม่รู้จะติดต่อเขายังไง”
“เข้าใจแล้ว เธอไม่มีโทรศัพท์ใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันบอกคนดูแลให้ไปซื้อมาให้”
คุณย่าตัวน้อยคนนี้มาจากในป่าลึก ไม่มีโทรศัพท์ก็พอเข้าใจได้ แต่เพื่อความสะดวกในการติดต่อในภายหลัง ซื้อติดตัวไว้สักเครื่องก็ดี
“งั้นฉันขอไม่รับของเธอฟรี ๆ เอาอันนี้ไป”
เสิ่นจืออินหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็รูปสามเหลี่ยมออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับอันที่ให้เฉินเสี่ยวอัน อันที่ให้เสิ่นมู่เหยี่ยนั้นยังผูกด้วยเชือกสีแดง สามารถคล้องคอหรือข้อมือได้
ไม่ว่าจะเป็เชือกสีแดงหรือสีของยันต์ก็ดูสดใส ดูใหม่มาก
เสิ่นมู่เหยี่ยมองด้วยสายตาดูถูกเล็กน้อย ก่อนจะรับมันมา
“นี่อะไร? ยังไปยุ่งเกี่ยวกับเื่งมงายพวกนี้อีกเหรอ ไม่รู้รึไงว่าตอนนี้กำลังปราบปรามเื่งมงายอยู่น่ะ”
เสิ่นจืออินพองแก้มใส่เขา
“นี่คือยันต์คุ้มภัย ป้องกันอันตราย เธอไม่เอาก็คืนมา”
เสิ่นมู่เหยี่ยไม่รอให้เธอแย่งกลับไป เขายกแขนขึ้น
“ของที่ให้ไปแล้วจะเอากลับคืนได้ยังไง แบบนี้ไม่ดีเลยนะคุณย่า”
เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะหันหลังวิ่งลงไปข้างล่าง ยังมีเกี๊ยวที่ยังกินไม่หมดรออยู่
เมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยกลับเข้าห้อง เขาตั้งใจจะโยนยันต์คุ้มภัยไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างลวก ๆ แต่แล้วก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วคล้องมันไว้ที่คอ
ยันต์คุ้มภัย มีไว้คุ้มครองความปลอดภัย
เขาจำได้ว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็คล้องสิ่งนี้ไว้กับตัวเหมือนกัน เพื่อนเล่าว่าแม่ของเขาเดินทางไปขอมาจากวัดใหญ่โตแห่งหนึ่ง
ตอนที่ถูกถามถึงเื่นี้ สีหน้าของเพื่อนดูขัดเขิน พูดจาเหมือนไม่เต็มใจ แต่จริง ๆ แล้วใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
เหมือนใครไม่เคยมีอย่างนั้นแหละ