การตัดสินใจของเมอดีล
เกวียนไม้เขย่าเบาๆ ไปตามเส้นทางสายเล็ก โกเลมหินนั่งกุมเชือกบังเหียนในมือหลวมๆ พลางมองบรรยากาศรอบตัวอย่างสบายใจ แมโนเลียตัวนี้รู้จักเส้นทางนี้ดีอยู่แล้วจนเขาไม่มีความจำเป็ที่จะต้องควบคุมอะไรมันเลยแม้แต่น้อย และนั่นก็ทำให้เขาได้มีเวลาชื่นชมทัศนีย์ภาพรอบตัวได้อย่างสบายใจโดยไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองที่อยู่ภายในเกวียนนั้นกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดขนาดไหน
“เธอไม่ได้โกหกใช่ไหม มาร์โก้”
“ผมไม่ได้โกหก” มาร์โก้ตอบตรงๆ ไหนๆ ก็ความลับแตกไปแล้ว จะให้เขามัวแต่อ้ำอึ้งก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาอยู่ดี
“....เข้ามาในนี้กับฉัน”
เมอดีลพูดก่อนจะยื่นลูกแก้วจิตอสูรมาด้านหน้า รากไม้รอบตัวก็ค่อยๆ ขยับเพื่อปลดเด็กชายออกจากพันธนาการ มาร์โก้ขยับเนื้อตัวเบาๆ เล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปยังลูกแก้วตรงหน้าและปล่อยจิตตัวเองดำดิ่งลงไปอย่างเชื่องช้า ภายในมิติที่มืดมิดนั่น เมอดีลได้ยืนรอเขาอยู่แล้ว
“ฉันมีเื่ที่จะถามเธออยู่นิดหน่อยนะ มาร์โก้”
“ครับ”
“เธอจัดการกับมานาบริสุทธิ์ในนี้หมดแล้วเหรอ”
“ครับ เพิ่งหลอมรวมมันเสร็จไปเมื่อคืนนี้เอง”
เมอดีลลอบขมวดคิ้วเล็กน้อย อสูรสิงโตทะเลเป็เช่นไรนั้นเขาก็ย่อมรู้อยู่เต็มอก มานาบริสุทธิ์ของมันนั้นน่าจะมีเยอะพอประมาณ สำหรับเด็กเผ่าเอล์ฟที่เพิ่งฝึกหัดเวทมนตร์ยังต้องใช้เวลานานน่าดูเพื่อที่จะหลอมรวมเข้ากับมานาพวกนั้น แต่มาร์โก้กำลังบอกกับเขาว่าเขาใช้เวลาแค่หนึ่งคืนในการหลอมรวมเข้ากับมานาพวกนั้นเนี่ยนะ?
“แล้วเธอใช้วิธีไหนในการจัดการกับมัน?”
“ก็วิธีคล้ายๆ กับที่คุณบอกครับ ตัดการเคลื่อนไหวของมันก่อน แล้วก็ใช้เวทย์เสริมพลังโจมตีเข้าไปตรงๆ”
มาร์โก้ตอบก่อนจะสังเกตท่าทางของเอล์ฟตรงหน้าไปด้วย เขาย่อมรู้ว่าเอล์ฟนั้นอ่านอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ แต่จากการคุยกันมาถึงตรงนี้เขาก็เริ่มที่จะจับหลักการของมันได้นิดหน่อยแล้ว มันต่างจากเครื่องจับเท็จที่พัฒนากันขึ้นมาบนโลกอยู่มาก สิ่งที่อีกฝ่ายรับรู้ไม่ใช่การโกหก แต่เป็เพียงรูปแบบอารมณ์ของเขาเท่านั้น ขอเพียงไม่ใช่การจับผิดคลื่นสมองสิ่งที่เขาต้องทำก็มีเพียงแค่เล่าเื่จริงผสมเื่เท็จไปก็เท่านั้น
“คำถามสุดท้าย มาร์โก้” เมอดีลพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบไปสักพัก “ถ้าเธอจัดการกับมันเสร็จแล้ว หลอมรวมมานาเสร็จแล้ว เธอจะอยากเข้ามาในนี้อีกทำไม”
“เพื่อฝึกครับ” มาร์โก้ตอบพลางพยายามแสดงความหนักแน่นออกไปให้มากที่สุด “โรงเรียนเนรุไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่สำหรับมนุษย์ และผมเองที่ไม่ผ่านการสอบเข้าแบบธรรมดาย่อมต้องเป็ที่ครหาหนักเข้าไปอีก ถ้าผมปกป้องตัวเองไม่ได้ ที่นั่นก็เป็นรกดีๆ นั่นแหละครับ”
“เธอมองโลกแง่ร้ายไปแล้ว มาร์โก้”
“ผมแค่มองความเป็จริง” มาร์โก้ตอบเรียบๆ “ที่โรงเรียนเนรุน่ะมีกฎทั่วๆ ไปเหมือนโรงเรียนอื่น ด้วยความที่้าให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างต่อเนื่องทางโรงเรียนจึงให้อิสระแก่นักเรียนในการต่อสู้กันเองภายใน กฎเหล็กเื่นี้มีเพียงสามข้อคือห้ามทำร้ายจนสาหัส ห้ามทำให้อีกฝ่ายพิการ ห้ามทำร้ายอีกฝ่ายจนถึงแก่ชีวิต”
“ความจำเธอดีสมกับเป็มนุษย์”
“ด้วยความเคารพครับ ท่านเมอดีล เพื่อการเอาตัวรอด ผมไม่มีทางเลือกนอกจากศึกษาสิ่งที่จะต้องรับมือล่วงหน้า”
ในที่สุดสีหน้าของเมอดีลก็ดูผ่อนคลายลง ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็เลือกที่จะเชื่อใจคำพูดของมาร์โก้เสียที เขากวาดตามองรอบๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ฉันได้ยินเื่ที่เธอเป็แล้ว อาการผันผวนทางเวทย์สินะ”
“ท่านฮาลล์ก็บอกผมแบบนั้นครับ” มาร์โก้ตอบเลี่ยงๆ “บางครั้งเวทมนตร์ผมก็ไม่เป็ไปดั่งใจ บางครั้งก็ทำงานได้ดีกว่าที่คิดด้วยซ้ำ ท่านพอจะรู้มั๊ยครับว่าวิธีนี้ต้องรักษายังไง”
“เป็อาการที่พบได้ยาก” เมอดีลกุมคาง “อาจจะต้องใช้สมุนไพรกระตุ้น ฝึกใช้เวทย์อย่างระมัดระวัง คนส่วนใหญ่ที่มีอาการนี้ก็มักจะหายไปได้เองเมื่อโตขึ้นถึงระดับหนึ่ง แต่ที่ต้องใส่ใจคือพลังเวทย์ที่เหลือหลังจากนั้น บางคนก็รักษาระดับที่สูงไว้ได้ บางคนก็แทบจะกลับไปเป็เด็กสิบขวบอีกครั้ง ตรงนี้ฉันคงตอบเธออย่างกระจ่างไม่ได้หรอก”
“ครับ ผมเข้าใจ”
สุดท้ายก็เป็โรคความผันผวนของพลังเวทย์ช่วยเหลือเขาไว้ได้อีกครั้ง คิดๆ ดูแล้วเื่โรคนี้เองก็เป็ประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่เขาต้องลงมือสุดกำลังแล้วมันเกินหน้าเกินตามนุษย์มากเกินไปเขาก็แค่โยนความผิดให้มันซะ เท่านี้ทุกอย่างก็จะแเีตลอดไปแล้ว
หลังจากนั้นเมอดีลก็ขอตัวออกไปพักด้านนอกและปล่อยให้มาร์โก้อยู่ในลูกแก้วเพียงลำพัง เด็กชายถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะทรุดนั่งขัดสมาธิกับพื้นลูกแก้วและเริ่มต้นฝึก เท่าที่ดูแล้วทางเดียวที่เขาจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วคือต้องควบรวมองค์ความรู้ของโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน ฟิสิกส์ทั้งหลายที่เขาเรียนมาคงจะมีประโยชน์ที่สุด ความรู้ด้านเคมีนิดหน่อย ส่วนความรู้ทางด้านชีววิทยาหรือทางคอมพิวเตอร์นั้นถือว่าลืมไปได้เลย
‘เวทย์ที่ดีที่สุดคือเวทย์เสริมพลัง เราฝึกมาจนถึงจุดที่เรียกเวทย์เสริมพลังขึ้นมาทั่วร่างแบบหยาบๆ ได้ภายในสองวินาที แต่ถ้าจะผนึกทุกส่วนจริงๆ ยังเสียเวลามากเกินไป ปริมาณมานาที่บรรจุลงไปได้ขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อกับกระดูก แล้วก็เส้นเอ็น ตรงนี้คงต้องค่อยๆ ออกกำลังกายไป ไม่งั้นถ้าอัดพลังเวทย์มากไปก็จะเกิดกล้ามเนื้อฉีกได้ เห็นในหนังสือบอกว่ามีพวกที่เป็แบบนั้นเยอะเลย...’
พริบตานั้นก็เหมือนมีบางอย่างจุดประกายขึ้นในหัวของมาร์โก้ เขารีบหลับตาลงและควบรวมเอามานาส่วนหนึ่งเข้าไปในร่างและสำรวจร่างกายตัวเองอย่างรวดเร็ว มาร์โก้สำรวจระบบย่อยอาหารไปตลบหนึ่งก่อนจะถอนมานากลับออกมาและเริ่มควานหาของที่น่าจะใช้ได้จากในกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะเลือกหยิบกระบอกน้ำพกพาขึ้นมา
“ขอโทษนะครับแม่ ให้ผมมายังไม่ถึงวันเลยแท้ๆ”
มาร์โก้พูดกับตัวเองก่อนจะเสริมพลังให้นิ้วทั้งสิบและฉีกกระบอกน้ำออกจากกันเป็ชิ้นๆ เด็กชายลงมืออย่างรวดเร็ว จนไม่ถึงนาทีเขาก็ได้แท่งไม้ปลายแหลมขนาดเหมาะมือจากซากของกระบอกน้ำมาเรียบร้อย
“แล้วไงต่อดีแฮะ”
เป้าหมายของเขาตอนนี้คือทดลองเกี่ยวกับเวทย์รักษา หากลไกของมันให้ได้ว่ามันจัดการกับเซลล์ของเขาอย่างไรเพื่อให้าแหาย ก่อนที่เขาจะได้ใช้ความรู้นั้นกับการฝึกในอนาคตที่เขาเพิ่งคิดออก ซึ่งเป็การฝึกที่เรียกได้ว่าบ้าเต็มขั้นทีเดียว
แต่ตอนนี้เขาจะสร้างาแให้กับตัวเองเพื่อลองรักษาดูยังไงเนี่ยสิ
ถ้ามีมีดเขาก็คงลองกรีดต้นแขนตัวเองดูแล้ว แต่นี่เขามีแต่ไม้ไผ่ แน่ล่ะว่าเขาเป็พวกคิดอะไรได้แล้วลงมือทำทันที พอคิดว่าจะสร้างแผลให้ตัวเองก็รีบๆ กระชากกระบอกน้ำทำเศษไม้ปลายแหลมขึ้นมาโดยลืมคิดไปว่าจะทำให้ตัวเองเป็แผลได้ยังไงด้วยซ้ำ
‘เอ...แทงแขน ไม่สิ ถ้าเกิดมีเสี้ยนไม้ติดอยู่ในเนื้อขึ้นมาก็ไม่ชัวร์ว่าเวทย์เราจะรักษาได้ ไอ้การเอาสิ่งแปลกปลอมออกระหว่างรักษานี่รู้สึกจะเกินพื้นฐานไปหน่อย ไอ้ไม้นี่ก็พอจะมีคมด้านข้างอยู่หรอก แต่ถ้าจะกรีดแขนให้เป็แผลก็คงต้องหลายทีหน่อย ซึ่งแบบนั้นก็เกินไป อยากได้แบบเจ็บทีเดียวจบดีกว่า...’
มาร์โก้คิดต่อไปอีกเล็กน้อยก่อนจะนึกวิธีการออก เขายื่นมือซ้ายมาข้างหน้าและกางนิ้วออกจากกัน เศษไม้ในมือขวาวางนาบลงไปบนเนื้อระหว่างนิ้วที่เหยียดตึง มาร์โก้สูดลมหายใจถี่ๆ อยู่นานสองนาน เขาเองก็เคยถูกกระดาษบาดร่องนิ้วมาแล้ว และมันก็ไม่ได้เป็ความรู้สึกที่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย แต่นี่เขากำลังจะสร้างความรู้สึกนั้นให้กับตัวเองแถมทำโดยใช้คมไม้ไผ่รูดกรีดเนื้อซะด้วย
พวกรัสเซียเล่นอะไรแบบนี้กันในชีวิตประจำวันได้ยังไงฟะ?
มาร์โก้สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะดึงไม้ไผ่แรงๆ เพียงวินาทีเดียวเขาก็ต้องทิ้งไม้ไผ่ลงพื้นเนื่องจากความเ็ปที่แล่นแปล๊บขึ้นมาจากง่ามนิ้วมือ มาร์โก้กัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงครวญครางออกไป เขาบีบข้อมือตัวเองแน่นอยู่นานหลายวินาทีก่อนจะค่อยๆ เริ่มชินกับความเจ็บและเริ่มเดินหน้าการทดลองต่อไป
เวทย์รักษาเป็หนึ่งในเวทย์ที่มาร์โก้ยังไม่ได้ทดลองอะไรกับมันอย่างจริงจังเนื่องจากเวลาที่น้อยทำให้เขาเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพพื้นฐานและความสามารถด้านการโจมตีเสียหมด เด็กชายมองแผลกรีดที่ง่ามนิ้วซึ่งกำลังมีเืซึมออกมาก่อนจะยื่นมือขวาออกไปเหนือแผล
“รักษา”
เมื่อไม่รู้หลักการทำงาน การใช้เวทย์คราวนี้ของมาร์โก้จึงเป็การทำงานแบบเดาสุ่มเหมือนเด็กที่เพิ่งฝึกหัดการใช้เวทย์ไม่มีผิดเพี้ยน ยื่นมือออกไป เชื่อมโยงกับมานาให้มากที่สุด และเรียกหาสิ่งที่้า
มานารอบๆ เคลื่อนไหว มาร์โก้ตั้งสติกับพวกมันอย่างระมัดระวังและติดตามรูปแบบของมันไปอย่างใจเย็น มานาจากรอบทิศซึมเข้ามาในร่างกาย ส่วนมานาบริเวณเหนือาแนั้นก็ซึมเข้ามาในร่างกายก่อนที่าแของเขาจะค่อยๆ ประสานเข้าหากันช้าๆ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“ว้าว”
เมื่อทำการรักษาเสร็จสิ้นมาร์โก้ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา ความเจ๋งของเวทย์รักษานี่เหนือกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากทีเดียว พวกมันซึมเข้าไปเพียงพริบตาเดียวาแสดๆ ของเขาก็หายเป็ปลิดทิ้ง หลงเหลือไว้เพียงอาการคันเล็กน้อยบริเวณนั้นเท่านั้น
แต่ก็สิ้นเปลืองน่าดู
พลังเวทย์ของมาร์โก้สูญเปล่าไปมากกับเวทย์เมื่อสักครู่ เมื่อตั้งสติรับรู้ถึงมานาดีๆ เขาก็ค้นพบว่านอกจากมานาที่ไหลวนอยู่รอบๆ กายนั้น มานาบางส่วนก็พุ่งออกมาจากร่างของเขาราวกับไอน้ำ ซึ่งนั่นก็คือมานาที่ถูกเวทย์ของเขาเรียกมาเมื่อครู่นี้นี่เอง
‘มันทำงานโดยการดึงมานารอบๆ เข้ามาในร่าง แต่มีแค่มานาแถวๆ แผลเท่านั้นที่ถูกใช้งาน มานาส่วนอื่นๆ เองพอไม่ได้ถูกใช้ก็จะถูกขับออกจากร่างกาย ขั้นแรกคงต้องหาวิธีเรียกใช้มานาให้เหมาะสม เรียกใช้เฉพาะความจำเป็ของาแเท่านั้น...อาจจะต้องตั้งสติกับแผลให้มากขึ้นอีกหน่อย โนเอลยังทำได้ง่ายๆ เลย’
มาร์โก้สะบัดมือเบาๆ ก่อนจะก้มลงเก็บเศษไม้ขึ้นมาอีกครั้ง และรอบนี้เขาก็ใช้เวลาเตรียมใจแค่ไม่กี่วินาทีก่อนที่จะกรีดมันลงไปบนง่ามนิ้วอีกครั้ง
ถ้าเมอดีลมาเห็นว่ามาร์โก้กำลังทำอะไรอยู่ล่ะก็ เขาคงยึดลูกแก้วจิตอสูรนี่คืนจากเด็กวิปลาสที่ทำร้ายตัวเองเล่นคนนี้แน่
“ท่านเมอดีล ได้เวลาแล้วครับ”
เสียงพูดที่แทรกด้วยเสียงหินขูดดังขึ้น รากไม้ในเกวียนค่อยๆ คลายออกเผยร่างของเอล์ฟหนุ่มรูปงาม เขาเอื้อมมือไปยังลูกแก้วจิตอสูรที่ถูกปกป้องอยู่กลางกลุ่มรากไม้ก่อนจะส่งมานาจำนวนหนึ่งเข้าไปพร้อมกับข้อความ ไม่นานหลังจากนั้นมาร์โก้ก็โผล่ออกมาจากด้านในของลูกแก้ว เด็กชายกวาดตามองรอบตัวตลบหนึ่งก่อนจะเอียงคอ
“ถึงที่พักแล้วเหรอครับ”
“ถึงแล้วล่ะมาร์โก้” เมอดีลยิ้ม “การฝึกของเธอเป็ยังบ้าง”
“ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ปัญหาเื่มานาของผมยังเป็ปัญหาหลักอยู่ คงต้องค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปแหละครับ”
“ดีใจที่ได้ยินเธอพูดแบบนี้ มาร์โก้ เอาล่ะ ออกไปจากเกวียนกันก่อนเถอะ”
มาร์โก้ก้าวตามเมอดีลออกไปด้านนอกเกวียน ป่าใหญ่ด้านนอกเริ่มดูไม่น่ารักเหมือนที่เขาเห็นเมื่อเช้าเสียแล้วเนื่องจากตะวันที่เริ่มเข้าใกล้ขอบฟ้า สายลมเอื่อยๆ ที่เคยสดชื่นเองก็เหมือนจะกลายเป็ความหนาวะเืเสียแทน เมอดีลกวาดตามองรอบตัวเล็กน้อยก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ
“อ้า...ต้นนั้นท่าทางจะใช้ได้”
เอล์ฟหนุ่มก้าวประชิดต้นไม้ใหญ่ที่ประเมินด้วยสายตาแล้วเส้นผ่าศูนย์กลางน่าจะยาวเกือบๆ ห้าเมตรเห็นจะได้ มาร์โก้ลอบไล่สายตาขึ้นไปตามความสูงของต้นไม้ก่อนจะกลืนน้ำลายเบาๆ โลกเก่าเขาไม่มีต้นไม้ที่ใหญ่ขนาดนี้ด้วยซ้ำ
เมื่อทุกอย่างพร้อมเมอดีลก็เริ่มร่ายเวทย์ มานาจำนวนมหาศาลไหลเข้าไปในต้นไม้ราวกับสายธาร กระแสมานาบางส่วนที่วิ่งผ่านไปแบบเฉียดๆ ถึงกับทำให้มาร์โก้เซเบาๆ เด็กชายรีบยันขาปักหลักยืนให้มั่นก่อนจะดูปรากฏการณ์รอบๆ ตัวอย่างอัศจรรย์ใจ เขาอยู่กับฮาลล์มาหลายวันก็จริง แต่นี่ก็เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นการร่ายเวทย์ที่ทรงพลังขนาดนี้
เนื้อไม้แหวกออกเป็ช่องกว้างขนาดใหญ่ ภายในเป็โพรงขนาดกะทัดรัดที่ค่อยๆ ขยายตัวออก มาร์โก้ชะโงกคอมองดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้อไม้อย่างตื่นเต้น หรือว่าเมอดีลกำลังจะเปลี่ยนต้นไม้ั์นี่เป็คอนโดสำหรับการพักในคืนนี้กันแน่?
แต่กระแสมานาที่สงบลงก็ทำให้มาร์โก้ไหล่ตก เมอดีลสะบัดมือเบาๆ เพื่อหยุดเวทย์ก่อนจะสำรวจโพรงไม้ที่สร้างขึ้นคร่าวๆ จนมาร์โก้อดไม่ไหวที่จะต้องเอ่ยปากขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“คุณจะบอกว่าให้เราสามคนนอนเบียดกันในนี้งั้นเหรอครับ”
“พูดอะไรของเธอมาร์โก้ แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว” เมอดีลหัวเราะ “โพรงนี้น่ะเป็ฉันคนเดียวเท่านั้นแหละ” และเมื่อเห็นสีหน้าของมาร์โก้เขาก็รีบอธิบายต่อทันที “พอเข้าไปข้างในแล้วฉันก็จะผนึกทางเข้าและย้ายโพรงนี้ขึ้นไป้าของต้นไม้ เนื้อไม้จะซ่อนกลิ่นและพลังชีพของเราเอาไว้ไม่ให้มีสัตว์ร้ายตัวไหนโจมตี ฉันจะฝังตัวอยู่กับเนื้อไม้และคอยเฝ้าระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นให้ ส่วนเธอก็เตรียมผ้าปูพื้นกับผ้าห่มแล้วเข้าไปพักในลูกแก้วจิตอสูรซะ คุณครีกอสกับเกวียนแล้วก็แมโนเลียน่ะมีลูกแก้วสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว”
เมื่อเข้าใจเื่ทั้งหมดมาร์โก้ก็แล่นไปหาข้าวของจำเป็ออกมาจากในเกวียน ผ้าห่ม ผ้าปูพื้น หมอนหนุน และเสบียงจำนวนหนึ่งโยนเข้าไปในลูกแก้วรอท่าเอาไว้ก่อนจะเอ่ยปากถามเมอดีล
“เอ่อคือ...แล้วถ้าเป็กรณีที่ผมยังจัดการกับเ้าตัวในลูกแก้วนี่ไม่ได้ล่ะครับ คุณจะให้ผมพักที่ไหน?”
“ฉันมีลูกแก้วสำรองมาเผื่อให้เธออยู่แล้ว มาร์โก้”
มาร์โก้ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย มาร์โก้ทิ้งร่างดำดิ่งลงสู่ลูกแก้วจิตอสูรก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ถ้ารู้ว่าคืนนี้จะได้เวลาส่วนตัวละก็เขาก็ไม่ต้องเสี่ยงเผยความลับตัวเองให้เมอดีลรู้ก็ได้แท้ๆ
เอาเถอะ แต่เื่มันก็แล้วไปแล้วล่ะนะ เมอดีลเองก็ดูไม่ใช่เอล์ฟที่เลวร้ายอะไรด้วย
ระหว่างที่มาร์โก้กำลังสาละวนกับการจัดเตรียมที่นอนอยู่นั้นเมอดีลก็นำลูกแก้วสองลูกฝังเข้าไปในเนื้อไม้ก่อนจะเริ่มร่ายเวทย์ ลำต้นของต้นไม้ก็เริ่มขยับเหมือนหนอนที่กำลังสำรอกอาหารพาเอาโพรงที่สร้างขยับตำแหน่งสูงขึ้นไปเริ่ม เมื่อเห็นเวทมนตร์ทำงานเต็มที่เมอดีลก็ละสมาธิจากมันและจับจ้องไปยังลูกแก้วจิตอสูรของมาร์โก้อย่างไม่วางตา
“เอาล่ะทีนี้...ฉันจะทำยังไงกับเธอดีนะ เด็กชายมาร์โก้”
มาร์โก้หลับไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่ทราบได้ แต่เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเนื่องจากฝันร้าย เด็กชายตัวน้อยหอบหายใจอย่างรุนแรงจนหน้าอกกระเพื่อมยุบ เขาบาดน้ำตาออกจากหางตาก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเมื่อครู่เขาแค่ฝันไปเท่านั้น
“ตั้งสติหน่อยสิ มาโกโตะ นายอยู่ที่โลกอื่นแล้วนะ”
เด็กชายกอดเข่ากระซิบราวกับจะ้าปลอบใจตัวเอง หลังจากอยู่โลกนี้มาได้สัปดาห์กว่าๆ เขาก็เริ่มออกอาการโฮมซิคหรือการคิดถึงบ้านขึ้นมา ซึ่งบ้านในที่นี้หมายถึงโลกเดิมที่เขาเพิ่งจากมา ผู้คนจำนวนมากผลัดกันวนเวียนเขามาหาเขาในฝัน ครอบครัว เพื่อนฝูง ทุกคนในที่ทำงาน ราจีฟ เทอร์เนอร์ และก็แมร์รี่ หญิงสาวที่คบกับเขาและอาศัยอยู่ด้วยกันมานานกว่าแปดปี ทุกคนวนเวียนเข้ามาคุยกับเขาในสภาพที่เหมือนกับวันธรรมดาๆ ทั่วไปก่อนที่อุกกาบาตั์จะพุ่งชนโลก กลืนกินทุกอย่างจนเหลือเพียงแต่เสียงกรีดร้องดังระงมที่ปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา
“ให้ตายสิ อย่างน้อยขอพรให้ผมเลิกฝันร้ายได้รึเปล่าครับ พระเ้า ต้องมาสะดุ้งตื่นร้องไห้น้ำตานองแบบนี้บ่อยๆ ผมขายหน้าแย่”
มาร์โก้พูดกลั้วหัวเราะและพยายามทำเสียงให้เป็ปกติที่สุดเมื่อ้าติดต่อกับพระเ้า แต่เด็กชายก็ต้องแปลกใจเมื่อมันไร้ซึ่งเสียงตอบรับ หนล่าสุดที่คุยกันพระเ้ายังบอกกับเขาเลยว่าถ้า้าติดต่อมาให้ส่งเสียงเรียกได้เลย แต่ต้องเป็เวลาที่เขาอยู่คนเดียวเท่านั้น ตอนนี้เขาก็อยู่คนเดียวแท้ๆ ทำไมพระเ้าถึงไม่ตอบกลับมา?
“พระเ้า ท่านได้ยินข้ารึเปล่าครับ ผมมีเื่ที่อยากปรึกษาท่าน”
มาร์โก้ส่งเสียงเรียกอีกครั้งให้ดังขึ้นกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ตอบเขากลับมานั้นเป็เพียงความเงียบอันเงียบสงัดภายในลูกแก้วจิตอสูรเท่านั้น
“เห...”
หรือพระเ้าจะไม่รับรู้ถึงเขาถ้าอยู่ในลูกแก้วจิตอสูรแบบนี้?
มาร์โก้ทำการทดลองเรียกหาพระเ้าอีกหลายครั้ง ซึ่งรอบๆ หลังนี่เป็การะโด่าแบบสาดเสียเทเสียด้วยซ้ำแต่ก็ยังไร้ซึ่งการตอบกลับ และนั่นก็น่าจะหมายความว่าสมมุติฐานเขามีโอกาสถูกต้องมากจริงๆ
แต่แล้วเขาก็ยักไหล่เบาๆ และทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง แค่ไม่สามารถติดต่อกับพระเ้าจากในนี้ได้ก็ดูจะไม่ใช่เื่สำคัญอะไร ประโยชน์ของมันก็ดูจะมีเพียงกรณีที่เขาอยากได้พื้นที่ส่วนตัวกับใครแบบสองต่อสองเท่านั้นเอง
หลังจากนั้นมาร์โกก็ข่มตาลงนอนได้สำเร็จ เด็กชายตื่นขึ้นมาอีกครั้งเขาบิดตัวเบาๆ คลายความเมื่อยขบก่อนจะพับที่นอนเก็บแบบลวกๆ เพราะดูจากตารางการเดินทางแล้วเขาคงต้องนอนค้างแบบนี้อีกซักคืนก่อนที่จะไปถึงเมืองนารารันเป็แน่
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านเมอดีล ...นี่เราเริ่มเดินทางกันแล้วเหรอครับ”
มาร์โก้ถามขึ้นเมื่อสังเกตได้ว่าเขาโผล่มาในเกวียนที่กำลังโยกเบาๆ ดูท่าทางเมอดีลจะตัดสินใจออกเดินทางระหว่างที่เขากำลังหลับอยู่เพื่อไม่ให้เสียเวลา เมอดีลพยักหน้าตอบก่อนจะเปิดม่านมองออกไปข้างนอก
“ตอนนี้เป็ยามเทอร์ซีแล้วล่ะนะ ฉันเกรงว่าเธอคงจะเพลียจากการเดินทางเลยให้เธอได้พักผ่อนเยอะๆ หน่อย”
และตลอดการเดินทางที่เหลือก็เป็เช่นนั้น มาร์โก้เองก็เอาแต่ขลุกอยู่ในลูกแก้วทั้งวันโดยออกไปข้างนอกแค่่ที่จะไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น (ซึ่งสำหรับคนญี่ปุ่นอย่างเขาแล้ว การเข้าห้องน้ำในป่าแบบนี้ช่างเหลือทนจริงๆ) กลางวันพักกินข้าวที่เคลียร์ และเมื่อเข้าใกล้่เย็นเมอดีลก็ส่งสัญญาณเข้ามาเรียกมาร์โก้ให้ออกมานอกลูกแก้วอีกครั้ง
ป่าด้านนอกนั้นบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด มาร์โก้ละสายตาจากหน้าต่างเล็กของเกวียนก่อนจะจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ จากที่พูดคุยกับเมอดีลแล้วเวลาในการเปิดเรียนนั้นคือเกือบๆ หนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ ดังนั้น่นี้เขาที่เลือกพักด้านนอกก็จะได้รับการจัดสรรให้ไปอยู่กับ “ผู้อุปถัมภ์” ที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็ศิษย์เก่าของโรงเรียนเนรุนั่นแหละ
เกวียนไม้แล่นมาอีกสักพักมาร์โก้ก็เริ่มได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นรอบๆ ตัว เสียงล้อเกวียนเองก็ดังขึ้นชัดเจนซึ่งอาจจะเพราะมันเปลี่ยนจากพื้นดินมาเป็พื้นอิฐพื้นปูนอะไรทำนองนั้น พวกเขาน่าจะอยู่ในเขตของตัวเมืองแล้วตอนนี้ และเมื่อถนนหนทางดีขึ้นความเร็วในการเดินทางก็เพิ่มขึ้นตาม แถมยังหายจากการเขย่าโยกจนหัวสั่นไปได้ในที่สุดด้วย
“ไม่คิดจะดูข้างนอกหน่อยเหรอ มาร์โก้ เห็นว่าเธอไม่เคยออกจากหมู่บ้านของเธอมาก่อนเลยนี่?” เมอดีลถามขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อเห็นมาร์โก้นั่งกอดอกอยู่กับที่ ความจริงแล้วเขาคาดหวังที่จะได้เห็นเด็กน้อยตรงหน้าชะโงกออกไปนอกหน้าต่างและอุทานอย่างตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ
“ไม่เป็ไรหรอกครับ เดี๋ยวผมก็มีเวลาเดินเที่ยวเยอะแยะแล้วล่ะ ดีกว่ามองผ่านหน้าต่างแบบนี้เยอะแยะ”
เมอดีลเลิกคิ้วก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เด็กชายมาร์โก้คนนี้บางครั้งก็ชอบทำตัวเหมือนเป็ผู้ใหญ่ไม่สมกับอายุขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่เด็กก็ควรจะร่าเริงให้สมกับเป็เด็กแท้ๆ
ในที่สุดเกวียนก็หยุดลง มาร์โก้ก้าวเดินออกมาข้างนอกและเงยหน้ามองสถานที่ที่เขาจะต้องพักอาศัยอยู่หลังจากนี้ เบื้องหน้าเขานั้นคือร้านอาหารกึ่งบาร์ ประตูทางเข้าเป็ประตูบานพับบานสั้นๆ สไตล์คันทรี่ ชั้นสองเท่าที่ดูจากหน้าต่างหลายบานแล้วนั่นน่าจะเป็ห้องพักสำหรับแขกที่มีหลากหลายขนาด เหนือสุดเป็ป้ายร้านที่เขียนไว้ด้วยตัวหนังสือโย้เย้
“ทิมส์ แอนด์ เบอร์ตี้ ชื่อของเ้าของที่นี่เหรอครับ”
“ใช่” เมอดีลพยักหน้าตอบ “ทิมส์เป็ศิษย์เก่าของโรงเรียนเรา หลังเสร็จการศึกษาเขาก็เป็นักสำรวจอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะพบรักและเลือกกลับมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ต่อไป ซึ่งก็น่าเสียดายนิดหน่อยล่ะนะ”
“เสียดายอะไรกันล่ะครับ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะดังลั่นจากด้านหลังทำเอามาร์โก้สะดุ้งเฮือก เมื่อหันไปทางเสียงหัวเราะนั่นเขาก็พบกับชายร่างใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้น ความสูงเขาประมาณแล้วน่าจะเกินสองเมตรครึ่ง กล้ามท่อนบนแน่นเป็มัดๆ คอหนาราวกับต้นซีดาร์เต็มวัย แม้จะลงพุงแต่เขาก็ยังดูเปี่ยมไปด้วยพลังแบบที่มาร์โก้ไม่เคยเจอมาก่อน ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นหันมาสบกับมาร์โก้ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมาหามาร์โก้จนหน้าของทั้งสองเกือบชนกัน
“เธอคือมาร์โก้สินะ”
“ใช่ครับ” มาร์โก้พยักหน้าตอบ
“เห? ...เป็เด็กมนุษย์ที่ตัวเล็กจังนะ” ทิมส์เอียงคอเล็กน้อย “เนื้อนิ่มๆ เอามาต้มซุปกินก็น่าจะอร่อยดีนะ หึหึหึ”
มาร์โก้อ้าปากน้อยๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ที่อีกฝ่ายพูด แต่เพราะเขาเห็นกระทะใบหนึ่งที่กำลังถูกเงื้อขึ้นเหนือหัวของทิมส์ที่ยังพยายามตีหน้าหลอกเขาอยู่โดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
“ทำบ้าอะไรของนายยะ!”
เสียงะโตามมาด้วยเสียงกระทะกระแทกเข้าสู่กะโหลกอย่างถนัดถนี่มาร์โก้ยู่หน้าเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังผู้ถือกระทะ เธอเป็หญิงสาวร่างใหญ่ แม้จะตัวเล็กกว่าทิมส์อยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกันกับมนุษย์แล้วเธอก็ยังถือว่าตัวใหญ่ยิ่งกว่าโจเซฟผู้เป็พ่อของมาร์โก้เสียอีก
“โอ๊ย ไม่เอาน่าเบอร์ตี้ ฉันแค่หยอกเล่นหน่อยเดียวเอง” ทิมส์บ่นอุบพลางลูบหัวที่ถูกตีป้อยๆ
“ก็อยากไปหลอกมาร์โก้เค้าแบบนั้นทำไมล่ะ นายก็รู้ว่านี่เป็ครั้งแรกที่มาร์โก้ออกเดินทางมาเมืองใหญ่ นายอย่าให้ความทรงจำแรกของเด็กต้องมืดมนเพราะผู้ใหญ่ที่เล่นไม่รู้เื่แบบนายหลอกว่าจะจับไปต้มซุปสิยะ!”
เบอร์ตี้กอดอกส่งสายตาคาดโทษสุดท้ายไปหาทิมส์ก่อนจะหันไปโค้งทักทายเมอดีล “ขอต้อนรับสู่โรงแรมซอมซ่อของเราค่ะ ท่านเมอดีล พวกเราได้รับรายงานเื่มาร์โก้ที่จะมาพักกับเราแล้วค่ะ”
“ทิมส์น่ะเป็ศิษย์เก่าของพวกเราก็จริง แต่่เรียนเขาก็ชอบก่อเื่วุ่นวายอยู่เรื่อยๆ ระหว่างที่พามาร์โก้มาผมก็ยังแอบคิดอยู่ว่าทิมส์จะทำอะไรไม่ดีกับเขารึเปล่า แต่ถ้ามีคุณอยู่ด้วยดูท่าผมจะวางใจได้สินะ”
“แน่นอนค่ะ ดิฉันจะทำตามกฎของพวกเรา” เบอร์ตี้รับปากก่อนจะหันมาหามาร์โก้ “เอาล่ะเด็กน้อย ตามพวกเรามาสิ เราจะพาไปดูห้องของเธอ”
มาร์โก้พยักหน้าก่อนจะเดินตามเบอร์ตี้เข้าไปในร้าน ชั้นแรกเองก็เป็ดั่งที่คาดไว้ ผนังฝั่งหนึ่งเป็บาร์ที่มีเครื่องดื่มและแก้วตั้งเรียงราย ด้านหนึ่งเป็ประตูนำไปสู่ห้องที่น่าจะเป็ครัวของร้าน ข้างในมีกลิ่นหอมของอะไรบางอย่างคล้ายๆ สตูโชยออกมาจนมาร์โก้เองยังน้ำลายไหล เนื่องจากสองวันที่ผ่านมานี้เขาได้กินแต่ขนมปังเท่านั้นเอง
พวกเขาเดินกันขึ้นไปจนถึงชั้นสาม ระหว่างทางมาร์โก้ก็ยังคงตะลึงเมื่อบางครั้งเห็นประตูที่กว้างกว่า5เมตร บางครั้งก็เป็ประตูเตี้ยๆ สูงเพียงเอวของเขาอยู่เต็มผนังแถบนั้นไปทั้งหมด ดูท่าทางการอยู่ที่นี่น่าจะทำให้เขาประหยัดเวลาเื่ทำความเข้าใจความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ของโลกนี้ไปได้โขเลยทีเดียว
เมื่อมาถึงชั้นสามทุกคนก็เดินตามมาจนสุดทาง เบอร์ตี้เอื้อมมือไปยังเพดานก่อนจะดึงแรงๆ เพดานก็เปิดออกยืดลงมาเป็บันไดไม้นำขึ้นสู่้า เมื่อเดินขึ้นไปก็พบว่านี่เป็ห้องใต้หลังคาซึ่งถูกแบ่งออกเป็สองฝั่งด้วยทางเดินแคบๆ พอให้ทิมส์ผ่านไปได้แบบไม่เบียดนักเท่านั้น
“เอาล่ะ มันมีปัญหานิดหน่อยล่ะนะ” เบอร์ตี้กระแอมเบาๆ “คือห้องทางขวาที่เธอเห็นเนี่ย เป็ห้องของพวกเราสองคน ส่วนทางซ้ายก็เป็ห้องของพวกเธอสองคน” เธอเสริมเมื่อเห็นสายตาของมาร์โก้ “นอกจากเธอแล้วเราก็ยังรับเด็กปีหนึ่งมาเพิ่มอีกหนึ่งคนด้วย ตอนแรกเราก็กะว่าจะให้พวกเธอนอนรวมกันแหละนะ แต่มันก็มีปัญหานิดหน่อยน่ะ”
“ปัญหาเหรอครับ?”
“ข้อมูลของเธอระบุว่าเธอเป็เด็กผู้หญิงน่ะสิ ฉันเลยจัดให้พวกเธอพักด้วยกันได้ เพราะอีกคนก็เป็เด็กผู้หญิงเหมือนกัน”
“ผมเตือนท่านแล้วว่าเลิกจ้างพวกโนมมาทำงานบัญชี” ทิมส์กระซิบกับเมอดีล “ไอ้พวกนี้น่ะสายตาสั้นอย่างกับตัวกินมด ถ้าหิวในเวลางานก็ชอบแอบแทะเอกสารแล้วเขียนขึ้นมาใหม่เองซะงั้น”
“ฉันจะรับไปพิจารณาล่ะนะ” เมอดีลตอบยิ้มๆ
“โอเค แล้วทีนี้เราก็เลยแยกห้องของพวกเธอให้” เบอร์ตี้อธิบายต่อ “แต่ก็ยังช้าไป เพราะฉะนั้นเราก็กั้นห้องเป็สองส่วนแบบหยาบๆ เอาไว้แล้วก็ยังไม่เจาะผนัง เพราะฉะนั้นพวกเธอทั้งสองคนก็ต้องใช้ทางเข้าออกเดียวกันคือผ่านห้องของเธอ เข้าใจนะมาร์โก้”
“เข้าใจครับ”
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เป็แบบนี้หรอกนะ เธอคงไม่สบายใจนักหรอกที่จะให้มีคนเดินผ่านเข้ามาในห้องตัวเอง แต่จะให้เธอเดินผ่านห้องเด็กผู้หญิงมันก็คงไม่ดีซะยิ่งกว่า โอ้ ว่าไงเอเลน่า”
ประโยคหลังจบลงด้วยการเอ่ยทักทาย มาร์โก้หันไปตามสายตาของเธอแล้วก็พบว่าประตูห้องฝั่งขวาเปิดแง้มออก หน้าประตูนั้นเป็เด็กสาวร่างเล็ก ั์ตาสีทองสว่างและเส้นผมสีเดียวกันที่ปล่อยยาวจนถึงสะโพก ร่างกายเธอสูงกว่ามาร์โก้เกือบๆ ฟุต เธอกอดอกและมองหน้ามาร์โก้อย่างพิจารณาโดยไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา มาร์โก้เองก็จ้องเธอกลับไปเงียบๆ เช่นกัน
“โอเค พวกเธอสองคนก็คุยกันเอาเองก็แล้วกันนะว่าจะจัดการอะไรต่างๆ ยังไง ฉันให้เป็สิทธิ์ของพวกเธอได้เต็มที่เลย” เบอร์ตี้บอก “มาร์โก้เองก็ขนย้ายสัมภาระให้เรียบร้อยล่ะ ฉันกับทิมส์ก็จะช่วยขนขึ้นมาให้แต่เธอต้องเป็คนจัดพวกมันเอง โอเคนะ”
“เื่นั้นไม่ต้องก็ได้ครับ เพราะผมมีลูกแก้วจิตอสูรอยู่ เดี๋ยวเอาสัมภาระใส่ในนั้นขึ้นมาก็เรียบร้อยแล้วครับ”
“ลูกแก้วจิตอสูร? เธอมีของหายากแบบนั้นด้วยเหรอ?” ทิมส์อุทานออกมาอย่างประหลาดใจ
มาร์โก้ลอบเม้มปากก่อนจะเพิ่งนึกออก เขามัวแต่เกรงใจอีกฝ่ายจนลืมไปเลยว่าลูกแก้วจิตอสูรไม่ใช่ของที่จะกันได้ง่ายๆ คนที่มีลูกแก้วนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็พวกที่มีฐานะหน่อย และพวกนั้นก็ไม่มีทางที่จะมาทำงานแลกที่พักจนต้องมาอยู่ที่นี่อยู่แล้ว
มาร์โก้แอบเหลือบตาไปมองเมอดีล และเมื่อสบตากันเอล์ฟหนุ่มก็ส่ายหัวน้อยๆ เป็ทำนองว่าจะไม่ช่วยออกปากให้ แน่ล่ะ เพราะเอล์ฟเป็เผ่าที่ไม่ชอบการโกหกนี่นะ
“คือ ลูกแก้วนี้ผมได้มาจากอาจารย์ของผมที่หมู่บ้านน่ะครับ เค้าให้มาเป็ของขวัญที่สอบเข้าที่นี่ได้สำเร็จน่ะครับ”
“เห เป็อาจารย์ที่ใจดีชะมัด” ทิมส์ยักไหล่ “แต่นั่นก็ดี เธอก็สะดวกหน่อย งั้นเธอก็จัดการที่เหลือเอาเองก็แล้วกันนะ งานของพวกเธอจะเริ่มในวันพรุ่งนี้เพราะฉะนั้นวันนี้ก็พักผ่อนซะให้เต็มที่ล่ะ พวกเราจะลงไปเตรียมร้านข้างล่างกัน”
“ครับ”
หลังจากนั้นมาร์โก้ก็ลงมาที่เกวียนและเริ่มถ่ายสัมภาระต่างๆ เข้าไปในลูกแก้ว เมอดีลยืนรออยู่ข้างๆ อย่างสงบจนกระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็เอ่ยขึ้น
“ขอโทษนะคุณครีกอส พวกเราขอเวลาส่วนตัวสักครู่”
ครีกอสก้มหัวน้อยๆ ก่อนจะเดินเข้าไปที่ซอกตึกข้างๆ มาร์โก้เก็บลูกแก้วจิตอสูรลงกระเป๋าและเงยหน้าขึ้นมองเมอดีลที่กำลังยิ้มบางๆ ให้เขาอย่างแปลกใจ
“มีเื่อะไรงั้นเหรอครับ ท่านเมอดีล”
“เธอนี่พูดโกหกเก่งดีนะ แต่อย่าทำบ่อยล่ะ ฉันไม่ชอบคนพูดโกหก”
“ผมแค่จำใจ เพราะผมไม่ชอบการที่โดนซักไซ้เื่ตัวเอง แต่หลังจากนี้ผมระวังครับ”
“ดี” เมอดีลพยักหน้าก่อนจะล้วงของบางอย่างออกมายื่นให้มาร์โก้
“ครับ”
มาร์โก้ยื่นสองมือออกไปรับมันไว้และเอามันมาพิจารณาตรงหน้า มันเป็เข็มกลัดรูปใบไม้สีเขียวเข้มขนาดกะทัดรัด มาร์โก้เงยหน้าขึ้นมองเมอดีลอย่างขอคำตอบหลังจากได้ของที่กระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนเด็กมัธยมจีบกันแบบนี้
“ติดไว้ที่อกเสื้อทุกครั้ง มาร์โก้” เมอดีลบอก “เพราะนั้นเป็สิ่งที่จะบอกทุกคนว่าเธอคือศิษย์สายตรงของฉัน”
ศิษย์สายตรง?
มาร์โก้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ คำว่าศิษย์สายตรงนั้นคืออะไรเขาเองก็ยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่นอนนัก แต่เมอดีลยื่นให้เขาง่ายๆ แบบนี้มันก็คงเป็หนึ่งในเื่ธรรมดาสามัญของโรงเรียนนี้ก็เป็ได้
“ขอบคุณครับ”
มาร์โก้ก้มหัวคำนับก่อนจะเอ่ยลาและหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปยังห้องของตัวเอง เมอดีลมองตามหลังเด็กหนุ่มไปพลางแอบยิ้มมุมปากอย่างชื่นชม
‘เด็กคนนี้ ขนาดรู้ว่าได้เป็ศิษย์สายตรงของเราก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า อารมณ์ก็ยังสงบนิ่ง เป็เด็กที่คาดเดาได้ยากจริงๆ แหละนะ’
ด้านมาร์โก้นั้นเก็บเข็มกลัดลงไปในกระเป๋ากางเกงแบบลวกๆ ก่อนจะเดินจ้ำกลับขึ้นไปยังห้องของตัวเอง เมื่อถึงหน้าประตูเขาก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะเคาะประตูไปเบาๆ เมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบรับเขาก็เปิดประตูเข้าไปข้างในช้าๆ ด้วยความที่เป็ห้องใต้หลังคาของโรงแรมห้องนี้จึงมีขนาดกว้างเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของโรงแรมทั้งหมดซึ่งถือว่าใหญ่เอาการ กลางห้องเป็เชือกขึงม่านสีหม่นแบ่งครึ่งห้องเอาไว้แบบหยาบๆ มาร์โก้เห็นดังนั้นก็เบะปากเล็กน้อย สำหรับเขาก็คงไม่เท่าไหร่หรอก แต่สำหรับเด็กที่ชื่อเอเลน่านั่นคงไม่ชอบที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้แน่ๆ
เอเลน่า ผมสีทองั์ตาสีทอง ผิวขาวสว่างรูปร่างสูงเพรียวและใบหูที่แหลมเล็กน้อยนั่นบ่งบอกชัดเจนว่าเธอคือเผ่าอาราธีร์ หนึ่งในชนเผ่าชั้นนำด้านเวทมนตร์ของโลกนี้ เหมือนมนุษย์แทบจะทุกอย่างทว่าเปี่ยมด้วยพร์ทั้งในเชิงเวทย์และร่างกาย เรียกได้ว่าเป็เผ่ามนุษย์ในอุดมคติก็ว่าได้
แรกๆ ที่มาร์โก้อ่านเจอลักษณะของเผ่านี้เขาเองก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่านี่น่าจะเป็ “ตัวตนจริงๆ ของมนุษย์” ที่เกิดจากจินตนาการ เพราะมาที่นี่ครั้งแรกเขาก็ยังแปลกใจว่าทำไมเผ่าพันธุ์ของมนุษย์จึงแทบจะอยู่ลำดับล่างสุดของความแข็งแกร่งๆ ทั้งๆ ที่จินตนาการของเราสร้างโลกนี้ขึ้นมา แต่พอมาคิดดูดีๆ แล้วเขาก็พบคำตอบ อาจจะเพราะว่าร่างกายจริงๆ ของมนุษย์นั้นไม่สามารถรองรับกับพลังมหาศาลได้ มนุษย์บางส่วนจึงวิวัฒนาการขึ้นไปเป็เผ่าอาราธีร์ที่มีร่างกายพร้อมกว่าและยังคงใกล้เคียงกับมนุษย์ ส่วนพวกที่เหลือก็แค่คนธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรดีเท่านั้น ความจริงเขาก็เตรียมทฤษฎีหลายอันไว้สำหรับเื่พวกนี้เหมือนกัน แต่หลังจากพิจารณาดูแล้วเขาก็เลิกที่จะศึกษามันซะเนื่องจากคำตอบของมันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้เขาเลยแม้แต่น้อย
มาร์โก้เลิกคิดเล็กคิดน้อยก่อนจะเริ่มจัดห้อง เขามองพระอาทิตย์ตกที่เห็นผ่านหน้าต่างก่อนจะกำหนดทิศทางขึ้นมาคร่าวๆ เขาวางฟูกนอนไว้ในตำแหน่งที่จะโดนแดดในตอนเย็นเพื่อให้มันคงความอุ่นไว้ได้บ้างก่อนเขาเข้านอน ผนังอีกฝั่งที่น่าจะโดนแดด่บ่ายเขาก็ขึงเชือกเอาไว้เพื่อทำเป็ราวตากผ้าและเริ่มนำเสื้อผ้าขึ้นแขวนไว้จนครบ ก่อนจะขยับมาด้านข้างและจัดโต๊ะตัวเล็กไว้สำหรับนั่ง เท่านี้ห้องของเขาก็เสร็จเรียบร้อย
ความจริงแล้วคืนก่อนจากมานั้นมาร์โก้ก็หยิบนู่นนี่นั่นที่แม่เขาไม่ได้เตรียมไว้ให้อย่างพวกโต๊ะติดมือมาด้วยโดยอาศัยลูกแก้วจิตอสูร ที่นอนเองเขาก็เตรียมเพิ่มมาอีกหนึ่งชุดเผื่อไว้ในกรณีที่เขาใช้นอนในลูกแก้ว รวมถึงของจิปาถะอื่นๆ ด้วย
มาร์โก้มองดูห้องของตัวเองรอบหนึ่งก่อนจะยักไหล่ ห้องเขานั้นแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย เมื่อเทียบกับห้องที่กว้างแสนกว้าง (แม้จะถูกแบ่งครึ่งแล้วก็ตาม) มันก็ดูโล่งไปถนัด และยิ่งเป็โลกที่ไม่มีความฟุ้งเฟ้อของเทคโนโลยีแล้วที่นี่ก็ยิ่งดูน่าเบื่อมากไปกว่าเดิมเสียอีก
“นี่ นายน่ะ”
เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้มาร์โก้แปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายทักทายเขาก่อน เมื่อหันกลับไปมาร์โก้ก็พบว่าผ้าม่านกลางถูกแหวกออก เอเลน่ายืนกอดอกอยู่ตรงนั้น เธอกวาดตามองห้องของมาร์โก้รอบหนึ่งก่อนจะพ่นลมออกจากจมูกเบาๆ
ท่าทีนั่นมันอะไรกันฟะ
“มาร์โก้สินะ”
“ใช่”
“ข้อที่1 ห้ามนายเข้ามาทางฝั่งห้องของฉันเด็ดขาด”
ห้ะ เริ่มมาก็เป็กฎเลยเรอะ
“ข้อสอง” เอเลน่าพูดต่อ “ห้ามนายทำตัวแปลกๆ หรือแม้แต่ส่งเสียงแปลกๆ ตอนกลางคืน ห้ามทำให้ห้องนายมีกลิ่นแปลกๆ ด้วย”
ไอ้แปลกๆ ของเธอนี่หมายถึงอะไรฟะ
“ข้อสาม ระหว่างที่ฉันผ่านเข้าออกทางห้องนาย ให้นายหันหน้ากลับไปทางกำแพงจนกว่าฉันจะผ่านไปเสร็จด้วย”
“แบ่งชนชั้นแบบนี้เกินไปล่ะมั้ง”
“แค่ต้องแบ่งห้องให้นายฉันก็ยอมให้ถึงที่สุดแล้ว ยอมรับข้อเสนอซะ ไม่งั้น...”
“ไม่งั้นทำไม?”
คำพูดแทรกของมาร์โก้ทำให้เอเลน่าสะอึกไปชั่วขณะ เธอขมวดคิ้วก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “โฮ่ เป็แค่มนุษย์แท้ๆ ยังกล้าต่อปากต่อคำกับฉันแบบนี้ ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเอาซะเลยนะ ฉันน่ะมีวิธีทำให้ชีวิตในโรงเรียนนายเป็นรกอยู่นะ”
“ก็ลองดูสิ”
คลื่นมานากระเพื่อมเบาๆ เมื่อมาร์โก้เองก็เริ่มเข้าจุดเดือด เขาที่ตัวจริงเป็ชายฉกรรจ์อายุเกือบ40ต้องมาโดนเด็กสาวตั้งกฎฉอดๆ แถมยังวางท่าใส่แบบนี้มันก็เหลือทนเหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่าเธอน่ารักละก็เขาเลิกยุ่งไปด้วยตั้งนานแล้ว
“เหอะ...คอยดูเถอะ”
เอเลน่าพูดขึ้นมาสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปฝั่งห้องของตัวเอง มาร์โก้ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ สงบสติอารมณ์ของตัวเองลงจนเป็ปกติ เด็กชายยืนโง่ๆ อยู่ตรงนั้นสักพักหนึ่งโดยไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี เพราะเมื่อครู่เขาก็กะที่จะบวกกับอีกฝ่ายเต็มที่ ทางนั้นกลับถอยไปเฉยๆ ซะงั้น
แล้วสรุปเขาต้องทำตามกฎพวกนั้นมั๊ยล่ะเนี่ย
แต่กฎสองข้อแรกเขาเองก็เข้าใจและพร้อมทำตามเนื่องจากมันก็เป็เื่ของมารยาท แต่ข้อสุดท้ายนี่เขาไม่อยากทำเลยจริงๆ ดูท่าทีนั่นแล้วเอเลน่าอาจจะเป็พวกลูกคุณหนูอะไรทำนองนั้นก็ได้ จึงได้มีท่าท่าเย่อหยิ่งแบบนั้น
เอาเถอะ ถ้าวุ่นวายมากเขาก็แค่เข้าไปอยู่ในลูกแก้วของเขาซะก็จบแล้ว
“โฮ้ยยย ทั้งสองคน ลงมาทานข้าวด้วยกันเร็ว”
เสียงะโเรียกดังขึ้นจนมาร์โก้กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่สะดุ้งเบาๆ เขามองไปทางห้องของเอเลน่าที่ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยก่อนจะเดินลงส้นเท้าดังๆ ไปที่ประตู ดูท่าทางอาราธีร์นางนี้จะเล่นตัวเยอะเกินไปสักหน่อยแล้ว
‘ตอนนี้ก็ยังพอทนไหวแหละ แต่ถ้ายัยนั่นล้ำเส้นมากกว่านี้เห็นทีต้องลงมือสั่งสอนบ้างแล้ว’
ชั้นล่างสุดอุ่นขึ้นเนื่องจากเตาผิงถูกจุด ตะเกียงรอบๆ ก็เริ่มเปล่งแสงเรืองขึ้นมาสู้กับความมืดทว่าเงียบสงัด โต๊ะทุกตัวล้วนว่างเปล่าไร้ซึ่งลูกค้า ทิมส์ชะโงกหน้าออกมาจากในครัวแล้วชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง มาร์โก้มองตามนิ้วของเขาไปก็พบว่าที่โต๊ะตัวนั้นมีอาหารทุกอย่างจัดเตรียมเอาไว้ให้แล้ว เด็กชายเดินดุ่มๆ ไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งก่อนจะหันซ้ายหันขวารอทุกคนมาพร้อมหน้ากันตามความเคยชิน
“นี่มาร์โก้ กินไปได้เลยนะ” เบอร์ตี้ชะโงกหน้าออกมาบอกจากในครัว “ที่นี่น่ะใครว่างก็กินได้เลยไม่ต้องรอกัน กินเสร็จแล้วก็เอาจานมาไว้ในครัวนี่นะ”
“ครับ”
มาร์โก้หยิบจานตรงหน้ามาและเตรียมลงมือรับประทานอาหาร ในหม้อต้มตรงกลางโต๊ะนั่นเหมือนจะเป็เนื้อของอะไรสักอย่างที่ต้มรวมกับผักนานาชนิดจนเปื่อยได้ที่ เป็เหมือนสตูแต่ก็มีความข้นคล้ายกับแกงกะหรี่มากกว่า ด้วยแสงเทียนอ่อนๆ กลางโต๊ะมาร์โก้ก็เลยไม่สามารถบอกได้แน่ชัดเหมือนกันว่ามันเป็ซุปอะไรกันแน่
แต่หลังจากตักมันชิมดูเขาก็พบว่ามันเจ๋งกว่าที่คิด กลิ่นเครื่องเทศบางอย่างฉุนเสียดจมูกขึ้นมาในทันทีที่ซดน้ำซุป แต่ในส่วนของเนื้อนั้นเคี่ยวเปื่อยจนหนังมันแทบจะละลายไปในปากโดยไม่ต้องเคี้ยว เมื่อเห็นดังนี้มาร์โก้ก็รีบตักจ้วงพวกมันมาโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
และระหว่างที่เขากำลังสาละวนอยู่นั้นเอเลน่าก็มาถึงโต๊ะ เธอพิจารณาจานช้อนของตัวเองก่อนจะตักซุปตรงหน้าขึ้นมาดูอย่างไม่แน่ใจนัก ดูท่าทีแล้วเธอเหมือนจะมีปัญหาในการปรับตัวมากกว่ามาร์โก้ที่มาจากต่างโลกเสียอีก เนื่องจากเด็กชายตอนนี้นั้นค้นพบวิธีลดความฉุนของกลิ่นเครื่องเทศในน้ำซุปโดยการเอาขนมปังจุ่มซุปขึ้นมากินแทนการซดตรงๆ แม้จะไม่รู้ว่าซุปนี่เรียกว่าอะไรแต่ตอนนี้มันก็กลายเป็อาหารที่ถูกปากที่สุดของมาร์โก้หลังจากมาถึงโลกนี้ไปซะแล้ว
ในที่สุดข้างนอกก็เริ่มมืดสนิทแสงเทียนบนโต๊ะจึงเริ่มทำงานได้เต็มที แสงสว่างสีส้มเริ่มส่องไปจนทั่วโต๊ะจนไปถึงเด็กชายและเด็กหญิงที่นั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ โดยไร้ซึ่งคำพูดระหว่างกัน มาร์โก้แอบช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจก้มหน้ายัดขนมปังเข้าปากต่อไป ยิ่งมาอยู่ในแสงเทียนสีส้มบนโต๊ะอาหารแบบนี้ บรรยากาศที่เหมือนกับดินเนอร์สองต่อสองก็ยิ่งทำให้เอเลน่านั้นดูเปล่งประกายเสียยิ่งกว่า่เย็นเสียอีก ถ้าไม่นับนิสัยคุณหนูยุคกลางจ๋านั่นเอเลน่าก็จัดว่าเป็สาวน่ารักคนหนึ่งแท้ๆ ออกจะน่ารักกว่าโนเอลของเขาเสียด้วยซ้ำ เส้นผมสีทองนั่นก็ดูสุขภาพดีมากๆ แม้โลกนี้จะไม่มีแชมพูก็ตาม มันช่างรับกับั์ตาของเธอ...
มาร์โก้รีบหยุดตัวเองไว้แค่นี้เมื่อรู้ตัวว่ากำลังแอบพิจารณารูปร่างของเด็กสาวตรงหน้าอยู่ แต่วินาทีต่อมาเขาก็ต้องแอบเหลือบตาขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้าอีกครั้ง และพิจารณาอีกฝ่ายดีๆ อีกหน เนื่องจากขอบตาของเธอนั้นเหมือนจะบวมและออกแดงกว่าที่เห็นเมื่อตอนเย็นเล็กน้อย
....
มาร์โก้ละสายตาจากเธอก่อนจะหันมากินอาหารอีกครั้งโดยตลอดเวลาที่เหลือนั้นเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอแม้แต่น้อย เด็กชายตักซุปมาจนเต็มจานก่อนจะใช้ขนมปังละเลียดกินพวกมันอย่างเชื่องช้า ความจริงเขาก็ไม่อยากจะกินเยอะอะไรนักหรอก (ถึงมันจะอร่อยมากก็ตามที) แต่ที่เขาจงใจทำแบบนี้ก็เพื่อให้เอเลน่าได้ขึ้นห้องไปก่อนเขาแหละนะ แต่เอเลน่านั้นกินช้ากว่าที่เขาคิดไว้เยอะ ในที่สุดกว่าเธอจะเก็บจานและเดินขึ้นไป้ามาร์โก้ก็ซัดอาหารไปจนพุงตึงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“มาร์โก้ ขอเวลาเดี๋ยวสิ”
เบอร์ตี้เรียกให้เขาหยุดไว้ในระหว่างที่มาร์โก้นำจานไปเก็บ เขาเดินตามเบอร์ตี้ออกไปจนถึงหลังโรงแรมที่ไม่มีคนอยู่ก่อนที่เบอร์ตี้จะพูดขึ้น
“เด็กคนนั้น เอเลน่าน่ะพูดอะไรที่ไม่ดีกับเธอสินะ”
“ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ” มาร์โก้ยิ้มรับไปตรงๆ
“นั่งกับแบบไม่มองหน้ากันขนาดนั้น ฉันอุตส่าห์เตรียมมื้อเย็นนี้ไว้เพื่อสานสัมพันธ์ให้พวกเธอเชียวนะ พังไม่เป็ท่าขนาดนี้ต้องรู้อยู่แล้วล่ะ”
“ไม่ถึงกับพังไม่เป็ท่าหรอกครับ” มาร์โก้ส่ายหน้า “ผมไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจมากนักหรอก ไม่ให้มันมากระทบกับงานแน่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
เบอร์ตี้เลิกคิ้ว “เด็กมนุษย์เป็แบบเธอกันหมดทุกคนรึเปล่าเนี่ย”
“คิดว่าไม่หรอกครับ”
“เหรอ” เบอร์ตี้ส่ายหน้าก่อนจะทรุดนั่งลงบนถังไม้ข้างๆ “ฉันรู้ว่าเอเลน่าคงพูดอะไรที่ไม่ดีกับเธอแน่ๆ ล่ะมาร์โก้ แต่ฉันอยากให้เธอเข้าใจเด็กคนนั้นหน่อย เธอน่ะผ่านอะไรแย่ๆ มาเยอะพอดูเชียว”
“พอจะเดาออกครับ” มาร์โก้พยักหน้า “แต่ผมรับปากแค่จะไม่วุ่นวายกับเธอแค่นั้น ถ้าเธอวุ่นวายมาผมก็จะแค่ปล่อยผ่านๆ ไป แต่เื่ให้ญาติดีกันถ้าทางนั้นไม่เริ่มก่อนผมก็ไม่ขอเริ่มเหมือนกันครับ”
“ได้แค่นี้ก็ดีแล้วล่ะ ให้เวลาเธอปรับตัวสักหน่อยเถอะ ฉันเองก็เชื่อว่าลึกๆ แล้วเธอไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรอยู่แล้ว” เบอร์ตี้พยักหน้า “งั้นวันนี้นายก็ไปพักผ่อนได้เลย พรุ่งนี้เริ่มงานกันซัก่เย็นๆนะ เวลาว่างก่อนหน้านั้นเธอจะไปเดินเล่นรอบๆ นี้ก็ได้ แต่อย่าไปไกลนักล่ะ ส่วนกลางคืนห้ามออกไปไหนล่ะไม่งั้นเื่ก็ซวยมาถึงทางนี้เหมือนกัน”
“ได้ครับ”
มาร์โก้รับปากก่อนจะแยกย้าย เผ่าครึ่งั์นี่เองก็เป็พวกที่พูดอะไรออกมาตรงๆ อีกเผ่าหนึ่ง เวลาคุยกันเลยค่อนข้างสบายใจกว่าที่คิด แถมพวกเขายังคิดเผื่อคนแปลกหน้าอย่างพวกเขาไว้ด้วยอีก ดูๆ แล้วที่นี่เองก็น่าจะเป็ที่พักแสนสุขระหว่างเรียนได้อยู่ล่ะนะ
ระหว่างทางที่เดินขึ้นไปบนห้องพักนั้นก็ลำบากเล็กน้อยเนื่องจากเขากินอาหารมากเกินพิกัดไปหน่อย ดังนั้นพอเข้ามาถึงห้องมาร์โก้ก็ทิ้งร่างดิ่งเข้าไปในลูกแก้วจิตอสูรทันที หลังจากการฝึกเวทย์รักษามาหลายวันเขาก็พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป ซึ่งมันง่ายขึ้นเยอะเมื่อเขามีอาหารอยู่เต็มกระเพาะแบบนี้
มาร์โก้รวบรวมมานาไปยังกระเพาะและอวัยวะภายในอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยทั้งตับและตับอ่อน หลายวันมานี้เขาได้รับรู้ว่านอกจากการเสริมมานาไปที่กล้ามเนื้อจะทำให้ออกแรงได้มากขึ้นแล้ว การผนึกไปที่อวัยวะต่างๆ ก็ช่วยให้พวกมันทำงานได้ดีขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเขาผนึกมานาแบบนี้แล้วนั้น ไม่นานอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปก็ถูกย่อยด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติเกือบเท่าตัว
‘โอเค โปรตีนมากพอแล้ว ทีนี้ก็...’
มาร์โก้เปลี่ยนทิศทางของมานาอีกครั้ง รอบนี้มานาไปรวมตัวกันที่กล้ามเนื้อลายทั่วร่าง เด็กชายระบายลมหายใจออกจากปากช้าๆ แม้จะไม่เคยทำมาก่อนก็เถอะ แต่เขาก็รู้อยู่ดีว่าไอ้สิ่งนี้มันน่าจะเ็ปไม่ใช่น้อยอยู่แล้ว
จงสั่น!
พริบตาหลังจากออกคำสั่งร่างกายของเด็กชายก็เด้งขึ้นกลางอากาศในท่านั่ง ความเ็ปที่แล่นไปทั่วนั้นราวกับสมองถูกเผาไหม้ตามไปด้วย แม้จะเป็่สั้นๆ แต่มาร์โก้ก็ถึงกับเหงื่อซึม เขาทิ้งหน้าแนบพื้นอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะสลายเวทย์เสริมพลังและส่งมานาชุดใหม่เข้าไปตรวจสอบภายในร่างกาย มันก็เป็อย่างที่หวังเอาไว้เมื่อเขาพบว่าเส้นใยกล้ามเนื้อส่วนใหญ่นั้นมีรอยฉีกขาดอยู่ทั่วไปหมด
“ร..รักษา”
ความอบอุ่นเริ่มแผ่กระจายไปทั่วร่าง การรักษาคราวนี้เปลืองแรงเล็กน้อยเนื่องจากาแของเขานั้นคือกล้ามเนื้อทั้งตัว แต่ในเชิงกลับกันมาร์โก้ก็ไม่ต้องตั้งสมาธิควบคุมอะไรมากมายเช่นกัน หลังจากรออยู่หลายนาทีในที่สุดทั่วร่างก็ไร้ซึ่งความเ็ป มาร์โก้ลุกขึ้นมานั่งก่อนลองขยับกล้ามเนื้อไปมา การออกกำลังกายแบบใหม่นี่จะได้ผลรึเปล่านั้นเขาคงต้องลองไปกว่าสัปดาห์นั่นแหละถึงจะรู้ผล
ใช่แล้ว สิ่งที่มาร์โก้กำลังทำอยู่นี่คือการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ (แม้จะดูไม่เหมือนเลยก็ตามที) โดยอ้างอิงจากความรู้งูๆ ปลาๆ ที่ติดหัวเขามาในโลกเก่า การเพิ่มกล้ามเนื้อนั้น ถ้าว่ากันโดยเนื้อแท้คือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อให้เกินขีดจำกัดเพื่อให้เส้นใยของกล้ามเนื้อฉีกขาด และปล่อยให้โปรตีนในร่างกายเข้าจัดการ โปรตีนทั้งหมดจะมารวมตัวกันบริเวณที่กล้ามเนื้อาเ็และทำการรักษาจนหาย ส่วนโปรตีนที่เหลือแถวนั้นก็จะสร้างให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ส่วนสิ่งที่มาร์โก้ทำก็คล้ายๆ กัน แต่เขาทำโดยการใช้เวทย์สั่นกระชากกล้ามเนื้อทั้งหมดอย่างรุนแรงแทนและตามด้วยเวทย์รักษาซ้ำลงไป
สิ่งที่เด็กชายค้นพบจากการศึกษาเวทย์ชนิดนี้คือมานาทั้งหมดหลังจากเข้ามาในตัวเขาแล้วมันก็เริ่มต้นการรักษาได้เองโดยไม่มีการดึงมานาส่วนอื่นๆ ในบรรยากาศเข้ามาเสริม ในเมื่อมันไม่ได้สร้างสารอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเขาจึงอนุมานว่ามันทำการดึงเอาโปรตีนในร่างของเขาที่เก็บไว้มาเพื่อทำการรักษาและซ่อมแซมส่วนที่าเ็คล้ายๆ กับที่ร่างกายทำเป็ปกติทว่าเพิ่มความเร็วมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าเขาสำรองโปรตีนไว้ในร่างให้เยอะพอมันก็อาจจะเปลี่ยนโปรตีนตกค้างให้กลายเป็กล้ามเนื้อเช่นเดียวกับการออกกำลังกายได้เช่นกัน
วิธีนี้อาจจะดูเลวร้ายไปหน่อย แต่มาร์โก้ก็พบว่าั้แ่เริ่มจนกระทั่งหายดีกระบวนการนี้กินเวลาไปไม่ถึงห้านาทีเสียด้วยซ้ำ ถ้าเกิดว่ามันได้ผลละก็นี่จะหมายความว่าเขาย่นระยะเวลาการออกกำลังกายประจำวันไปได้มากโข และมันก็คงจะมีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์ที่เขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหลังจากนี้
‘อืม...ถ้าได้ผลขึ้นมาลำดับต่อไปก็ต้องเสริมเื่กระดูกกับเส้นเอ็น แคลเซียมน่ะหากินง่ายหน่อย แต่เื่คอลลาเจนหรือคอนดรอยตินเนี่ยสิน่าจะหาทานยากหน่อย...’
มาร์โก้สะบัดแขนขาเบาๆ ก่อนจะเริ่มยืดเหยียดตัว ต้องขอบคุณความเยาว์วัยของร่างกายนี้ที่ทำให้เขาได้ัักับความอ่อนของร่างกายอีกครั้งหลังจากชีวิตเก่าที่ไม่สามารถแม้แต่จะทำท่าก้มแตะปลายเท้า เื่เส้นเอ็นนั้นเป็ส่วนที่สำคัญต่อความคล่องตัวอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงมักจะเผื่อเวลาส่วนหนึ่งของวันไว้สำหรับยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะไว้ด้วย
หลังยืดเหยียดกล้ามเนื้อเสร็จมาร์โก้ก็ค้นย่ามสะพายและหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมาอ่านแบบผ่านๆ ไปหนึ่งรอบ ในสมุดนี้เขาทำการบันทึกข้อมูลจำเป็ทั้งหลาย ทฤษฎีต่างๆ ที่คิดได้ในแต่ละวันเอาไว้ มีหลายอย่างเหลือเกินที่เขาอยากจะลองทำมากกว่าการตะบี้ตะบันออกกำลังกายไปเรื่อยๆ แบบนี้
‘เอาล่ะ ตอนนี้ทักษะที่ดีที่สุดของเราคือเวทย์เสริมพลัง แต่ลำพังแค่นั้นคงไม่พอ ถ้ามีวิชาการต่อสู้ด้วยก็อาจจะมองเห็นภาพกว้างได้ดีขึ้น ไม่ก็อาวุธอย่างดาบหรือหอก แต่สิ่งที่เราขาดตอนนี้คือการโจมตีเป็วงกว้างเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องรับมือกับศัตรูเยอะๆ สินะ เอาเป็เริ่มจากอันนี้แล้วกัน’
ความรู้ต่างๆ ที่ติดตัวมาจากโลกเก่านั้นจะว่ามีประโยชน์ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเสียเท่าไหร่นักเนื่องจากมาร์โก้รู้ดีว่าส่วนใหญ่มันใช้กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันเสียมากกว่า ถ้าเกิดว่าโลกนี้สงบสุขละก็เขาคงเลือกที่จะเปิดร้านขายของโดยการสร้างอะไรแปลกๆ ขึ้นมาและเก็บเงินอยู่แบบสบายๆ ไปตลอดชีวิตแทนที่จะมานั่งออกกำลังกายแบบนี้ไปแล้ว
มาร์โก้เริ่มขยับร่างกายเพื่อเตรียมที่จะฝึกขั้นต่อไป แต่ทันใดนั้นเด็กชายก็ต้องหยุดเมื่อกระแสมานาในลูกแก้วเขย่าอย่างแ่เบา ซึ่งนั่นนับเป็เื่ที่แปลกอย่างมากสำหรับมานาที่อยู่ในลูกแก้วปิดแบบนี้ มาร์โก้รวบรวมมานารอบตัวและแผ่ออกไปที่ผิวด้านนอกลูกแก้วก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อพบว่ารอบด้านนั้นมืดสนิท มีเพียงแสงสว่างอยู่ห่างๆ ออกไปเหมือนกับมีอะไรบางอย่างห่อหุ้มลูกแก้วของเขาอยู่ยังไงยังงั้น
มาร์โก้ขมวดคิ้วก่อนจะดึงขอบเขตของมานากลับเข้ามาให้ชิดผิวลูกแก้วมากยิ่งขึ้นเพื่อกันใครหรืออะไรก็ตามจากภายนอกตรวจจับได้ว่าเขาที่อยู่ด้านในกำลังมองออกมาด้านนอกด้วยมานาอยู่ และระหว่างนั้นเขาก็รีบปั่นสมองใคร่ครวญอย่างเร่งรีบ ใครบางคนขโมยลูกแก้วของเขาเพราะคิดว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้องอย่างนั้นหรือ?
มาร์โก้เม้มปากเบาๆ ก่อนจะเพิ่มความเข้มข้นของมานาด้านนอกอย่างระมัดระวังจนกระทั่งเขาสามารถได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกได้ เสียงจอแจของผู้คนเริ่มดังขึ้นจนได้ยินถนัด อย่างน้อยๆ มาร์โก้ก็รู้ตัวว่ายังอยู่ในเขตเมืองนารารันอยู่ตอนนี้ แต่ด้วยเสียงจอแจนั่นก็ทำให้เขาไม่รู้ได้เลยว่าข้างนอกนั่นมีสภาพแบบไหนหรืออยู่ตรงไหนของเมืองกันแน่ ไม่แม้แต่จะรู้ด้วยซ้ำว่าตัวการที่ขโมยลูกแก้วของเขามานั้นเป็อย่างไร
แต่อย่างหลังนั่นเขาก็พอจะเดาได้อยู่หรอกนะ
ผ่านไปอีกหลายนาทีเสียงรอบข้างก็ค่อยๆ เงียบลงและเริ่มยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งสะท้อนอยู่ในความเงียบ เหมือนกับว่าหัวขโมยจะเริ่มมาห่างไกลจากจุดที่ผู้คนพลุกพล่านแล้ว มาร์โก้ฟังเสียงเท้าที่ัักับพื้นถนนก่อนจะลอบถอนใจเฮือกเสียงที่ฟังแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็เสียงเท้าเปล่านั่นยิ่งยืนยันได้ว่าเขาเดาตัวการได้ถูกต้องที่สุด
เป็เอเลน่าจริงๆ ซะด้วย...
เธอคงผ่านมาทางห้องเขาและเจอลูกแก้วจิตอสูรโดยไม่เห็นตัวเขาและทำการขโมยมันมาก่อนจะลอบออกมาโดยการปีนผ่านหน้าต่างด้านหลังเธอจึงมาแบบเท้าเปล่าแบบนี้ ตอนแรกเขาก็ยังกลัวๆ อยู่ว่าถ้าเกิดหัวขโมยเป็คนอื่นที่สู้ด้วยตึงมือละก็จะทำอย่างไรดี แต่ถ้าเป็เอเลน่าล่ะก็คงไม่มีอะไรที่น่าเป็กังวลเกินไปนอกจากเื่ที่ว่าเธอคนนี้ล้ำเส้นเขามากเกินไปแล้ว
“โครม!”
แต่ก่อนที่มาร์โก้จะได้ออกไปจากลูกแก้วเสียงโครมก็ดังขึ้น รอบข้างแปรเปลี่ยนเป็เงียบงันไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าอย่างเคย แต่ถ้าเงี่ยหูฟังดีๆ มาร์โก้ก็ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ ได้อย่างชัดเจน ก่อนที่เสียงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็เสียงสะอื้นของเด็กสาวที่พยายามข่มกลั้นเอาไว้
“ฮึก....บ้าที่สุด...ฮึก”
มาร์โก้กอดอกก้มหน้าอย่างนิ่งงันก่อนจะตัดสินใจทรุดนั่งลงอย่างเชื่องช้า แม้จะไม่คุ้นชินกับพวกอาราธีร์แต่มาร์โก้ก็คิดไว้ั้แ่วินาทีแรกที่พบหน้ากันแล้วว่าเอเลน่านั้นไม่น่าที่จะเป็คนชั่วร้ายอะไรอยู่แล้ว ยิ่งโดนท่าทีข่มขู่สวนกลับของเขาตอนก่อนมื้ออาหารจนต้องแอบไปร้องไห้อยู่คนเดียวเขาก็ยิ่งแน่ใจว่าเด็กสาวคนนี้กำลังแบกเื่ราวบางอย่างที่เ็ปเอาไว้เพียงลำพัง
“เฮอะ ไหงจู่ๆ เราใจอ่อนแบบนี้ล่ะเนี่ย” มาร์โก้พึมพำกับตัวเองเบาๆ “เพราะฮอร์โมนแบบเด็กๆ รึไงนะ”
เอเลน่าออกตัวแล้ววววว
นิสัยตอนต้นเธอออกจะน่ารำคาญ+ไม่น่ารักสักหน่อยนะครับ แต่ก็นั่นแหละ เธอเป็แค่เด็ก10ขวบเองนะครับ หลังจากนี้เธอก็จะเติบโตขึ้นอย่างน่าดูชมทีเดียวแหละ